วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
อดีต ก.ต.ช. หนุน 5 งานตำรวจพิชิตใจประชาชนฟื้นศรัทธาหลังน้ำท่วม
โดยผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน 2567 อดีต อนุกรรมการและหัวหน้าคณะทำงานชุดสำรวจความคิดเห็น พัฒนาระบบงานตำรวจ ชุด พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ 2550
“น้ำลด…แต่ภารกิจตำรวจไม่เคยลดลง”**
วินาทีที่ผมก้าวเข้าสู่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เมื่อเวลา 13.00 น. เมื่อวานนี้ ผมรู้ทันทีว่าบรรยากาศตรงหน้ามิใช่เพียง “การประชุมราชการ” แต่เป็นภาพสะท้อนของตำรวจไทยทั้งองค์กร ที่กำลังยืนแบกรับความเดือดร้อนของประชาชนภาคใต้ แม้น้ำจะลดลงแล้วก็ตาม
ประธานการประชุมคือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. รองประธานคือ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และรายงานที่นำเสนอหน้าจอนั้น ถ้าแปลงเป็นเอกสารได้น่าจะสูงท่วมหนากว่าระดับน้ำที่เพิ่งลดลงเสียอีก เพราะมันคือ “ชีวิตจริงของประชาชน” และ “ภารกิจจริงของตำรวจไทย” จากการประชุม ผมสามารถแบ่งงานตำรวจหลังน้ำลดออกเป็น 5 กลุ่มงานใหญ่ ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนสะท้อนหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง และสิ่งที่สำคัญมากคือ ผบ.ตร.ไม่ได้สั่งการเพื่อดูแลเฉพาะสถานการณ์ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเท่านั้น แต่ยังขอรับทราบข้อมูลอุทกภัยจากทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 1 ที่ได้รับผลกระทบด้วย เพื่อให้ “ทั้งประเทศ” เดินไปในทิศทางเดียวกัน มีระบบปฏิบัติงานที่เชื่อมโยงกันทั้งสายบังคับบัญชา และเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าพิษน้ำท่วมจะเกิดขึ้นในจังหวัดใดก็ตาม นี่คือการบริหารวิกฤตอย่างเป็นระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในระดับยุทธศาสตร์
กลุ่มงานที่ 1 : ฟื้นกำลังตำรวจ เพื่อให้ตำรวจฟื้นชุมชนได้ (งานที่สังคมไม่เห็น แต่สำคัญที่สุด)
จากการเก็บข้อมูลในการประชุม ผมเห็นชัดว่า หลายโรงพัก–แฟลตตำรวจในหาดใหญ่และสงขลา ถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกับบ้านประชาชน ตำรวจบางนายยังไม่ทันเก็บของในบ้านตัวเอง แต่ต้องรีบออกไปช่วยคนอื่นก่อน มีคำสั่งให้สำรวจ ซ่อมแซม และดูแลขวัญกำลังใจตำรวจทุกระดับชั้นอย่างเร่งด่วน นี่ทำให้ผมรู้ว่า ผบ.ตร. เข้าใจความจริงข้อหนึ่ง (เท่าที่จำได้) คือ หัวหน้าหน่วยต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเต็มหัวใจ เพื่อตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีพลังไปดูแลประชาชนได้อย่างเต็มกำลังและนี่คือความเป็น “ผู้นำที่เข้าใจมนุษย์” ไม่ใช่แค่สั่งงานตามหน้าที่
กลุ่มงานที่ 2 : งานสืบสวน–คดีซ้ำเติม หลังน้ำลด (น้ำลด แต่คดีเพิ่ม)
หลังภัยพิบัติ คดีอาชญากรรมมักพุ่งสูงขึ้นทันที บ้านที่ถูกทิ้ง รถที่จมน้ำ ถนนที่มืด ล้วนเป็นจุดเสี่ยง
ตำรวจต้องรับแจ้ง–ลงพื้นที่–สืบสวน–ตรวจสอบทรัพย์สินหายตลอดวัน และที่ผมสะเทือนใจที่สุดคือ… ตำรวจบางนายเพิ่งกลับมาจากเดินลุยโคลนในแฟลตของตัวเอง แต่ถูกเรียกไปตรวจบ้านประชาชนที่ถูกงัดทันที — ไม่มีข้อแม้ ไม่มีการปฏิเสธ การทำงานลักษณะนี้ไม่เคยขึ้นหน้าข่าว แต่เป็น “งานที่ดูแลความรู้สึกประชาชนและความปลอดภัยของทุกคน” แท้จริง
กลุ่มงานที่ 3 : งานนิติวิทยาศาสตร์–พิสูจน์ศพ–ดูแลผู้เสียชีวิตทุกศาสนา (ภารกิจที่หนักที่สุดทั้งกายและใจ)
ในคำสั่ง ผบ.ตร. ระบุให้ใช้ “โมเดลสึนามิ” คือแนวปฏิบัติด้านการพิสูจน์ศพตามมาตรฐานเหตุภัยพิบัติใหญ่ของ ท่านรอง ผบ.ตร. (พล.ต.อ.สำราญ นวลมา) และ “โมเดลรถนักเรียน” คือการจัดระบบพิสูจน์ศพให้รวดเร็ว ถูกต้อง และรักษาศักดิ์ศรีผู้เสียชีวิตทุกคน นิติเวช–สพฐ.–ตำรวจสืบสวน ทำงาน ประสานกันราวกับเป็นห้องปฏิบัติการเดียวกัน บางศพต้องตรวจ DNA บางศพต้องประสานผู้นำศาสนา บางศพต้องคัดแยกตามขั้นตอนกฎหมาย และทุกศพ — ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติที่สุด นี่คืองานที่คนส่วนใหญ่ “ไม่กล้าแม้แต่จะมอง” แต่ตำรวจไทยโรงพยาบาลตำรวจและเครือข่ายต้องทำด้วยจิตที่สงบมั่นคงทุกวัน
กลุ่มงานที่ 4 : บริหารจัดการรถจมน้ำ–จราจร–การคืนสภาพเมือง (ภารกิจระดับเมืองที่ต้องแข่งกับเวลา)
จากคำสั่ง ผบ.ตร. กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีวิธีบริหารจัดการรถที่จมน้ำ การเคลื่อนย้ายอย่างถูกต้องและเป็นระบบ ต้องมีสถานที่เก็บรักษาที่เหมาะสม มีการรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามหลักของการดูแลรักษา ต้องไม่เกิดกรณีเก็บรักษาแล้วรถหาย และต้องทำบัญชีคืนทรัพย์สิน(รถทุกประเภท) ให้ประชาชนครบถ้วนชัดเจน รถที่จมน้ำต้องรีบเคลื่อนย้ายให้เสร็จภายใน 3 วัน รถเช่าของทางราชการต้องนำมาเปลี่ยนทดแทนให้ตำรวจภายใน 2 วัน การจราจรต้องเปิดถนนให้ได้เร็วที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน และอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน ในมุมสาธารณะ เราอาจเห็นเพียงภาพรถที่ถูกลากขึ้น แต่ในมุมของตำรวจ นั่นคือ “ข้อมูลหนึ่งคัน = หนึ่งชีวิตที่รอความหวัง” ตำรวจต้องรับมือทั้งความเสียหาย เศรษฐกิจของครอบครัว และความเสี่ยงต่ออาชญากรรมที่อาจตามมา นี่ไม่ใช่งานง่าย และไม่ใช่งานที่ทำเสร็จในไม่กี่ชั่วโมง
กลุ่มงานที่ 5 : งานช่วยเหลือสังคม–รับบริจาค–ประสานความช่วยเหลือ (งานที่ไม่ใช่ “งานตำรวจ” แต่ตำรวจทำได้ดีมาก)
ในไฟล์มีการจัดระบบรับบริจาคทุกประเภท ตั้งแต่ของใช้จำเป็น อาหาร ยา ไปจนถึงของเด็กเล็กมีการจัดจุดรับ–จุดรวบรวม–จุดกระจาย พร้อมแบบฟอร์มรายงานให้ ศปก.ตร. อย่างเป็นระบบ ตำรวจในพื้นที่ต้อง คัดแยกของ บรรจุถุง ส่งต่อถึงบ้าน บางครั้งต้องลุยน้ำครึ่งแข้ง–ครึ่งเข่าเพื่อให้ถึงมือผู้เดือดร้อน นี่คือ “งานของหัวใจ” ไม่ใช่งานของตำแหน่ง และเป็นงานที่ทำให้ผมเห็นว่า ตำรวจไทยเป็นมากกว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” แต่คือ “คนไทยที่ช่วยคนไทย” ในยามที่ยากที่สุด
กล่าวโดยสรุป ภารกิจตำรวจหลังน้ำลด คือการทำงานเพื่อชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน ผมในฐานะอดีต ก.ต.ช.ผู้แทนภาคประชาชน ที่ได้เห็นการทำงานตรงหน้าของตำรวจไทยทุกระดับชั้น ผมอยากบอกคนไทยทั้งประเทศว่า เบื้องหลังน้ำที่ลดลง ยังมีน้ำตา ยังมีความหวัง และยังมีตำรวจที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนอย่างไม่ถอย นี่คือภาพของตำรวจไทยที่ผมเห็น ไม่ใช่ภาพในโลกโซเชียล แต่เป็นภาพจริงในโลกความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ในห้องประชุม ศปก.ตร.
และผมเชื่อว่า หากคนไทยอีก 60 ล้านคนได้เห็นอย่างที่ผมเห็น…เราจะรัก เข้าใจ และภูมิใจในตำรวจไทยมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ท่านใดเห็นด้วยหรือไม่กับเรื่องเล่าเหล่านี้ สามารถแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์เชิงนโยบายของประเทศได้ ผ่านทางแบบสอบถามตาม ลิงก์แนบนี้ https://www.research.net/r/Police-Post-Flood
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา www.superpoll.co.th nk358@georgetown.edu หรือ nkannika@umich.edu
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี