วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
ไทยร่อนเอกสารแจง8ข้อเวทีโลก
ซัดเดือด‘เขมร’
แฉแหลกพฤติกรรมกัมพูชา
ละเมิดอธิปไตย-มนุษยธรรม
กองทัพชี้ยังไว้ใจอะไรไม่ได้
พบเสริมกำลัง-สะสมเสบียง
กองทัพเคลียร์ชัด 8 ประเด็นคําถาม–คําชี้แจงเชิงกฎหมาย ซัดฝ่ายกัมพูชาเข้าข่ายละเมิดอธิปไตยไทย ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ-มนุษยธรรมขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ชี้ยังไว้วางใจไม่ได้ พบเขมรสงบเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหารใช้การหยุดยิงเป็นฉากหน้า แต่เบื้องหลังเดินเกมข่าวกรอง-เสริมกำลัง-สะสมเสบียง-ปรับปรุงที่มั่น
เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เผยแพร่เอกสาร “8 ประเด็นคําถาม–คําชี้แจงเชิงกฎหมาย” เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนและประชาคมระหว่างประเทศถึงการกระทําของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรม โดยมีสาระสําคัญดังนี้
ซัดเขมรละเมิดอธิปไตยไทยต่อเนื่อง
ประเด็นที่ 1 การละเมิดอธิปไตยของไทย ก่อนการมีข้อตกลงหยุดยิง ประเทศไทยมีหลักฐานว่ากําลังติดอาวุธของฝ่ายกัมพูชาได้เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ที่ไทยใช้อํานาจอธิปไตยและการปกครองอย่างต่อเนื่อง การกระทําดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
ประเด็นที่ 2 การใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานทหารการนํากําลังทหาร อาวุธ หรือคลังยุทโธปกรณ์ไปตั้งในพื้นที่ชุมชนหรือหมู่บ้าน เป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือน และเข้าข่ายการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
พุ่งเป้าโจมตีพลเรือนไทยโดยตรง
ประเด็นที่ 3 การโจมตีจากพื้นที่ชุมชนการยิงหรือโจมตีจากพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ ไม่เพียงทําให้พลเรือนของฝ่ายตนเองตกอยู่ในอันตราย แต่ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการตอบโต้จากอีกฝ่าย ซึ่งขัดต่อหลักความระมัดระวังอย่างร้ายแรง
ประเด็นที่ 4 การโจมตีเป้าหมายพลเรือนฝั่งไทย ฝ่ายไทยมีรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่ชุมชน ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร การโจมตีในลักษณะนี้เข้าข่ายการโจมตีพลเรือนโดยตรง ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ
เข้าข่ายการคุกคามสันติภาพ
ประเด็นที่ 5 การยั่วยุและบ่อนทําลายการหยุดยิง การเคลื่อนกําลังติดอาวุธ การยิงข้ามแดน หรือการละเมิดแนวหยุดยิงอย่างเป็นระบบ เข้าข่ายการคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และบ่อนทําลายความพยายามแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
ประเด็นที่ 6 การไม่เก็บกู้และดูแลศพผู้เสียชีวิต กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกําหนดให้คู่ขัดแย้งต้องค้นหา เก็บกู้ และปฏิบัติต่อผู้เสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี การละเลยหน้าที่ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน
ใช้ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อเท็จจริง
ประเด็นที่ 7 ข้อกล่าวหาต่อไทยในบริบทสงครามข่าวสาร ในความขัดแย้งยุคใหม่ การสื่อสารและสงครามข่าวสารถูกใช้ควบคู่กับปฏิบัติการทางทหาร ข้อกล่าวหาบางประการจึงถูกนําเสนอโดยไม่สะท้อนข้อเท็จจริงครบถ้วน โดยประเทศไทยยึดหลักว่า “ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนวาทกรรม”
ประเด็นที่ 8 บทบาทของประชาคมโลก ประเทศไทยเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศพิจารณาสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลหรือการโฆษณาชวนเชื่อ
ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ย้ำว่า การชี้แจงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รักษาหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีอย่างยั่งยืน
ทบ.โต้เขมรกล่าวหาไทยยึด4จังหวัด
ขณะที่พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชายื่นหนังสือประท้วงฝ่ายไทย โดยระบุว่าไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชาใน 4 จังหวัดว่า “ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปยึดครองพื้นที่ในเขตแดนของกัมพูชา ทุกพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ ล้วนอยู่ในเขตดินแดนประเทศไทย
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ฝ่ายกัมพูชาอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ในแนวตำแหน่งเส้นเขตแดนในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงทำให้ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเขตแดนไทย ด้วยการเข้ามาวางกำลังและตั้งฐานทหาร รวมถึงในบางพื้นที่มีการสนับสนุนให้ตั้งอาคารบ้านเรือนและชุมชนพลเรือน รุกล้ำเข้ามาในเขตดินแดนฝั่งไทยหลายจุด หลายพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายไทย เคยยื่นประท้วงฝ่ายกัมพูชามานับร้อยครั้งผ่านกลไก MOU 43″พล.ต.วินธัยกล่าว
ย้ำพื้นที่จัดระเบียบอยู่เขตไทย
โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า การปฏิบัติของฝ่ายไทยในปัจจุบัน อยู่ในขอบเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บางจุดของไทยมาเป็นเวลานาน จนเข้าใจผิดและคุ้นชินคิดไปเองว่าพื้นที่เหล่านี้อยู่ในเขตแดนของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายกัมพูชายอมรับความจริงว่า พื้นที่ดังกล่าวแท้จริงแล้วคือเขตอธิปไตยของไทย มิใช่ดินแดนของฝ่ายกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง
ทภ.2ชี้สถานการณ์ยังไว้ใจไม่ได้
ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์บรรยากาศตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมาว่า ยังคงอยู่ในภาวะ “สงบเชิงยุทธการ แต่ตึงเชิงความมั่นคง” ไม่ปรากฏการปะทะด้วยอาวุธหนักหรือการตอบโต้โดยตรง หากแต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังเดินเกมระมัดระวัง เสริมที่มั่น เตรียมพร้อมกำลัง และจับตาความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด
โดยพื้นที่บริเวณชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ยังคงเงียบแต่ไม่วางใจ พื้นที่ช่องบกยังไม่พบการปะทะ เจ้าหน้าที่ตรวจพบการเตรียมพร้อมเชิงป้องกันของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดัดแปลงที่มั่น ติดตั้งท่อส่งน้ำ และจัดกำลังเฝ้าระวังด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน)
ช่องอานม้า-พระวิหารพบเคลื่อนไหว
ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้า สถานการณ์ยังคงสงบ ฝ่ายกัมพูชาติดตามการขุดคูติดต่อของฝ่ายไทยในพื้นที่รวงผึ้ง พร้อมบันทึกภาพความเคลื่อนไหวไว้เป็นข้อมูล ส่วนชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวพื้นที่ช่องซำแต–โดนตวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ยังไม่พบเหตุปะทะ อยู่ในช่วงเฝ้าระวังและรักษาแนวที่มั่นเดิม
แต่ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบการลำเลียงสัมภาระ เสบียง น้ำ และโครงสร้างโลหะขึ้นสู่พื้นที่สูง มีรถพยาบาลเข้า-ออก เป็นระยะ พร้อมคำสั่งห้ามถ่ายภาพฐานที่ตั้งและการปฏิบัติภารกิจอย่างเด็ดขาด
เสริมความมั่นคงที่ตั้งทางทหาร
ส่วนพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน พบการติดตั้งโครงเหล็กและแผงโซลาร์เซลล์ใกล้แหล่งน้ำ คาดใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคควบคู่เสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหาร ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ แต่มีรายงานการเคลื่อนย้ายกำลังบางส่วนของฝ่ายกัมพูชาไปยังที่ตั้งใหม่
บริเวณปราสาทคนา พบการกรอกดินใส่กระสอบ เสริมแนวกำบังและหลุมหลบภัยในพื้นที่ส่วนหน้าขณะที่ปราสาทตาควาย เนิน 350 และปราสาทตาเมือนธม ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ
ใช้พื้นที่พลเรือนส่งกำลัง-แอบส่องไทย
ทางด้านชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบหลุมระเบิดจากการสู้รบเดิมหลายจุด โดยมี 3 จุดที่ยังไม่ระเบิด อยู่ระหว่างการกั้นพื้นที่เพื่อรอการทำลาย พร้อมกันนี้ยังพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์เป็นระยะ ส่วนพื้นที่ส่วนหลัง ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้พื้นที่พลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการส่งกำลังและการเฝ้าตรวจ อีกทั้งติดตามกิจกรรมการปรับปรุงพื้นที่ของฝ่ายไทยในบางจุดอย่างใกล้ชิด
ภาพรวมตลอดวันไม่พบการใช้อาวุธหนักหรือการปะทะโดยตรง สถานการณ์ยังอยู่ในห้วงหยุดยิงเชิงยุทธการ แต่ทั้งสองฝ่ายยังเสริมความมั่นคงในที่ตั้ง ฝ่ายกัมพูชามุ่งซ่อมแซมบังเกอร์ เพิ่มกำลัง ลำเลียงเสบียง และเข้มงวดการรักษาความลับด้านข่าวสาร ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังภัยคุกคามแฝง ทั้งทุ่นระเบิดและการสอดแนมด้วย UAV
สงบในเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหาร
ทั้งนี้การปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาสะท้อนภาพ “สงบในเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหาร” ใช้การหยุดยิงเป็นฉากหน้า ขณะเบื้องหลังยังเดินเกมข่าวกรอง เสริมกำลัง สะสมเสบียง และปรับปรุงที่มั่นการสั่งห้ามถ่ายภาพ คุมข้อมูล และใช้โดรนตรวจการณ์ บ่งชี้ความกังวลต่อการเปิดเผยที่ตั้งและข้อกล่าวหาละเมิดข้อตกลง โดยในระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในลักษณะการเผชิญหน้าเชิงรับต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี