วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569
วันที่ 5 มกราคม 2569 มีรายงานว่า พรรคประชาชน เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเป็นคนแรก ได้แก่ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี
โดย พรรคประชาชน ได้ปล่อยคลิปชื่อ The Professionals ทีมบริหารประชาชน EP1 โดยเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคประชาชนทุกวัน วันละคน ตั้งแต่วันที่ 5-15 ม.ค.2568 โดยในวันนี้ Episode 1 รศ.ดร.มุนินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมที่จะเป็น รมว.ยุติธรรม และเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมที่จะขับเคลื่อนวาระที่อยากเห็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
“เป็นช่วงเวลาที่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถึงจุดที่ย่ำแย่ที่สุด หากย้อนไป 20-30 ปีตั้งแต่เป็นนักศึกษา เป็นอาจารย์กฎหมาย เป็นผู้บริหาร ผมคิดว่าเรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดของกฎหมาย ของกระบวนการยุติธรรม ของหลักนิติรัฐ และหลักประชาธิปไตย”รศ.ดร.มุนินทร์ ระบุ
รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า แน่นอนการสอน การพูด ในห้องเรียนก็จำเป็น การให้ความรู้แลกเปลี่ยนกับสังคมสาธารณะก็มีความจำเป็น แต่ผมคิดว่าการเมืองก็ต้องการคนที่พร้อมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนในเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ให้พ้นจากสภาวะวิกฤตนี้ และถ้ามีโอกาสก็ยินดีที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
สำหรับรศ.ดร.มุนินทร์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท (LL.M.) จาก University of Cambridge และปริญญาเอก (Ph.D.) จาก University of Edinburgh สหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ยังเคยเป็น Visiting Scholar ณ Max Planck Institute for Comparative and International Private Law ประเทศเยอรมนี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแพ่ง กฎหมายเปรียบเทียบ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข
ทั้งนี้เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม “ได้เวลาคืนความปกติให้กระบวนการยุติธรรมไทย”
ในวัย 46 ปี ผมโตทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบบกฎหมายทั้งช่วงก่อนและหลังยุครัฐธรรมนูญ 2540
ผมเรียนปริญญาตรีกฎหมายที่ธรรมศาสตร์เมื่อปี 2541 จบแล้วเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายของอังกฤษช่วงสั้นๆ
ก่อนเข้าเป็นอาจารย์ประจำที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2546
ช่วงที่เป็นนักศึกษากฎหมายจนถึงตอนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายใหม่ๆ
เคสที่สอนกันในห้องเรียนเป็นปัญหาการใช้การตีความกฎหมายทั่วๆ ไป
แต่ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงเกินความสามารถของกระบวนการยุติธรรมไทยในเวลานั้นที่จะจัดการ
ระบบการเมืองและกฎหมายเข้าสู่สภาวะถดถอยภายหลังการรัฐประหารปี 2549 ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยอำนาจพิเศษและกลไกทางกฎหมายที่พิสดาร รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในความเป็น ‘คนเท่ากัน’ ของคนไทยว่าจะมีความสามารถและเจตจำนงที่จะฝ่าฟันจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ปกติของไทยถูกตัดแต่งพันธุกรรมครั้งใหญ่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญไปจนถึงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนมีสภาพพิกลพิการมาจนถึงทุกวันนี้
การรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ซ้ำเติมการเมืองและกฎหมายไทยให้ยิ่งจมดิ่งลงไปในเหวลึก
ตอนเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ผมเคยคิดว่า การเมืองกับกฎหมายเป็นเรื่องที่แยกกันได้ ไม่ว่าการเมืองจะดีเลวอย่างไร นักกฎหมายก็ยังสามารถทำหน้าที่ปกติต่อไปได้
หลังจากไปเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักรในด้านกฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมาย
เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เกี่ยวกับการรับกฎหมายต่างประเทศ (legal transplant) ก็เริ่มตกผลึกว่า สังคมจะดี ทั้งการเมืองและกฎหมายต้องดีไปด้วยกัน
การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ประชาชนเป็นใหญ่ ส่วนกฎหมายที่ดีคือกฎเกณฑ์ที่เกิดจากเจตจำนงของประชาชน และนี่เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยง่ายๆ ที่ใครๆ ก็รู้กัน
แต่ถึงเวลานี้คนไทยส่วนใหญ่คงตระหนักเหมือนผมว่า หลักการง่ายๆ
เหล่านี้กลายเป็นความเพ้อฝันสำหรับสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ
ผมกลับมาจากต่างประเทศเมื่อปี 2556 ทำงานสอนกฎหมายต่อที่ธรรมศาสตร์ ได้รับมอบหมายงานบริหารจัดการหลักสูตรปริญญาตรีกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นคนจำนวนมากคิดว่ายากที่จะทำให้สำเร็จ ต่อมาเป็นรองคณบดี และเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อปี 2562
เริ่มงานคณบดีได้ไม่กี่เดือนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีบอสกระทิงแดง ทำให้ได้รู้เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยที่น่าตกใจด้วยตาตัวเอง
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสังคมไทยก็เผชิญกับโรคระบาดโควิดและการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ คนส่วนใหญ่ในสังคมคงเห็นไม่ต่างกันว่าถ้าการเมืองดี สังคมไทยคงไม่ต้องสูญเสียขนาดนั้น ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและมีความหวัง คงไม่มีใครออกมาชุมนุมเรียกร้องกันใหญ่โตขนาดนั้น
หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ผมเฝ้ามองและวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์อันพิสดารของรัฐธรรมนูญและหายนะที่เกิดขึ้นกับระบบกฎหมายและกระบวนยุติธรรม
เราเห็นการเลือกและปลดนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคตัดสิทธินักการเมืองด้วยกลไกทางกฎหมายที่พิสดารไม่เหมือนใครในโลก เพื่อความสงบเรียบร้อยที่ฉาบฉวยซึ่งถูกใช้หลอกล่อผู้คนให้โหวตรับรัฐธรรมนูญ
โดยไม่รู้ว่าต้องจ่ายราคาค่าตอบแทนที่สูงลิ่วในเวลาต่อมา
ทั้งหมดนี้คือความอ่อนแออย่างที่สุดของระบบการเมืองและกฎหมาย
ซึ่งแน่นอน ถึงตอนนี้แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่ามันเป็นแค่ปัญหาของนักการเมืองและนักกฎหมาย
ความอ่อนแอของการเมืองและกฎหมายไทยส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกหย่อมหญ้า
หลักการกฎหมายที่สอนในกันในมหาวิทยาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ความเป็นจริงของการเมืองและกฎหมายของไทยห่างไกลจากสิ่งที่สอนมากขึ้นทุกขณะ จนทำให้หลักการที่สอนกลายเป็นเพียงความเพ้อฝัน
แต่ความเพ้อฝันเหล่านี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนเป็นอาจารย์
ความหวังที่จะเห็นการเมืองและกฎหมายที่ดีกว่านี้
เมื่อผมได้รับการทาบทามจากพรรคประชาชนให้เข้าร่วมทีมบริหารเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม หากพรรคชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล
ผมตัดสินใจตอบตกลงด้วยเหตุผลสามประการ
ประการแรก
นโยบายของพรรคโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกระยุติธรรมสอดคล้องกับหลักการและจุดยืนที่ผมยึดถือ
ประการที่สอง
พรรคมีอุดมการณ์และมีความเชื่อมั่นศรัทธาในหลักการประชาธิปไตยและนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น
พรรคได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า ไม่ว่าจะถูกทำลายกี่ครั้งก็ยังคงยืนหยัดในหลักการนี้อย่างมั่นคง
และประการสุดท้าย
ผมมีครอบครัว มีลูกๆ และผมมีความฝัน ความฝันที่จะเห็นสังคมไทยดีขึ้น ไม่ใช่แค่สำหรับผม แต่เป็นสังคมที่ดีสำหรับลูกๆ และสำหรับทุกๆ คน
ผมไม่ได้อยากเห็นระบบการเมืองและกฎหมายที่พิเศษพิสดารใดๆ
แต่อยากเห็นแค่การเมืองที่แสนจะปกติธรรมดาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นการเมืองที่เมื่อเกิดวิกฤตจะสามารถแก้ไขได้ด้วยเจตจำนงของประชาชนไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนของประชาชน
ผมอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรมและเป็นอิสระ
ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม
ไม่ต้องหวังพึ่งเส้นสายหรือเงินทองเพื่อให้ได้รับความยุติธรรม
ผมและพรรคประชาชนมีความฝันอย่างเดียวกันในเรื่องเหล่านี้
แน่นอน
ในฐานะนักกฎหมายผมตระหนักดีว่า การบริหารงานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่งของรัฐบาล
เพราะองค์กรในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นและมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารเป็นเพียงองค์กรหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น
อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารมีความสามารถและทรัพยากรในการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในการประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ผมไม่รู้ว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งและมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่
แต่ขอแสดงเจตจำนงไว้ ณ ที่นี้ว่าพร้อมที่จะเดินออกจากห้องเรียนที่พร่ำสอนหลักทฤษฎี
และร่วมกันขับเคลื่อนให้ความเพ้อฝันเป็นความจริง
เพื่อการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและระบบกฎหมายภายใต้หลักนิติธรรม
มุนินทร์ พงศาปาน
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี