วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569
"สีหศักดิ์"เดือด!!! รัฐมนตรีอาวุโสกัมพูชาแทรกแซงการเมืองไทย เตือนกัมพูชาบุคคลระดับรัฐมนตรีระวังคำพูด
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล ร่วมแถลงข่าวประจำสัปดาห์ เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา, สถานการณ์ในอิหร่าน และการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและการลงประชามติ
โดย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตามที่ไทยและกัมพูชามีการหยุดหยิ่งระหว่างกันไปแล้วนั้นแล้ว จะต้องทำให้การหยุดยิงนั้นมีความยั่งยืน เราต้องทำให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ความจริงใจที่มีต่อกัน ซึ่งตนก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ช่วงเวลาที่มีการหยุดยิงยังเป็นช่วงที่เปราะบาง และถ้าเราอยากจะเดินหน้าในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ให้เป็นความรับผิดชอบทั้งสองฝ่าย เราต้องเคารพในสิ่งที่เราตกลงกัน ก็คือไม่ควรมีการยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์อะไรอีก การยั่วยุก็หมายถึงการยั่วยุตามชายแดน เพราะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาก็มีการยิงข้ามเข้ามาฝั่งไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ฝ่ายกัมพูชาได้แสดงความรับผิดชอบและแสดงความเสียใจมาอย่างทันท่วงที เพราะความมุ่งมั่นของไทย อยากจะให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่เรารับไม่ได้เลย คือการยั่วยุจากระดับผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล การยั่วยุด้วยถ้อยแถลงที่ล่าสุดนี้ ที่มีรัฐมนตรีอาวุโส เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของไทย ว่าถ้าพรรคการเมืองนี้แพ้เป็นประโยชน์ ถ้าพรรคการเมืองนี้ชนะก็จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ อันนี้ไม่ควรเป็นสิ่งที่ควรกระทำต่อกัน เพราะเป็นการเข้ามาแทรกแซงในกิจการภายในของเรา ประเทศไทยเราไม่เคยทำในสิ่งนี้เลย
"เพราะฉะนั้น ผมก็ขอฝากไปยังฝ่ายกัมพูชา ขอเตือนไปด้วยว่า เหตุการณ์แบบนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ และถ้าเราอยากที่จะเดินหน้าในเรื่องความสัมพันธ์ต่อไป ขอให้กัมพูชาระมัดระวังคำพูดของบุคคลระดับรัฐมนตรีด้วย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยเราใช้ความยับยั้งชั่งใจ เราระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำของเรา และเราก็คาดหวังเช่นเดียวกันกับฝ่ายกัมพูชา ดังนั้น ในวันนี้ผมจึงถือโอกาสนี้เข้ามาร่วมแถลงข่าวในเรื่องนี้ด้วย" นายสีหศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายปาณิดล กล่างถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า นับตั้งแต่มีการหยุดยิงภายหลังลงนามในถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ค่อนข้างสงบลง แม้จะเกิดเหตุฝายกัมพูชายิงเข้ามาฝั่งไทย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ทำให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 ราย แต่ก็มีการติดต่อกันทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงด้วยดี ที่ผ่านมาทางไทยเราเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเรื่องการหยุดยิงในทุกข้ออย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงข้อ 6 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นจากการดำเนินการยั่วยุใดใดที่อาจ นำไปสู่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น และข้อ 8 ที่กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมเพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณะชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
อย่างไรก็ดี พบว่าฝ่ายกัมพูชาอย่างโยโย่ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการออกแถลงการณ์ การออกข่าวหรือการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงที่มีเนื้อหาบิดเบือน ยั่วยุและเป็นการกล่าวหาไทยโดยไม่มีมูล และไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งยังเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วม ยกตัวอย่าง กรณีที่ 1 เรื่องผลกระทบจากการสู้รบ ต่อโบราณสถาณ และทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ขอเรียนว่าในฐานะภาคีของอนุสัญญากรุงเฮก คศ.1954 และอนุสัญญามรดกโลก คศ.1972 ไทยได้ปฏิบัติตามพันธะกรณี ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนว่า กองทัพกัมพูชาใช้ประสาทต่างๆ เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธและเป็นจุดซุ่มโจมตีฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาทั้งสองฉบับข้างต้น ที่กำหนดให้กัมพูชาซึ่งเป็นพาพีอนุสัญญาเช่นกัน ต้องปกป้องไม่ใช้โบราณสถานหรือทรัพย์สินทางวัฒนธรรมใดใดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามและยับยั้งการใช้โบราณสถาณเพื่อประโยชน์ทางการทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักความจำเป็น ได้สัดส่วน และมุ่งไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น เพื่อริดรอนขีดความสามารถทางการทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งสามารถกระทำได้ และสิ่งที่เราทำนั้นสามารถกระทำได้ภายใต้หลักกฏหมายระหว่างประเทศ
นายปาณิดล นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชา ยังมีการแสดงความคิดเห็นในลักษณะแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่นในช่วงที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความสงบ ทั้งสองฝ่ายก็ควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่เป็นการยั่วยุ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ดังนั้น การแสดงความเห็นใดๆโดยเฉพาะที่มีการก้าวก่ายกิจการภายในของอีกฝ่าย ในกรณีนี้ก็คือ การเลือกตั้งทั่วไปของไทย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อมารยาทของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดต่อหลักการพื้นฐานของอาเซียน อีกทั้งไม่สะท้อนถึงความพยายามในการยึดมั่นของถ้อยแถลงร่วมและการหาทางออกร่วมกัน และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการในลักษณะนี้
"ฝ่ายไทยจึงขอให้ฝ่ายกัมพูชา ยุติพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งเป็นการทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และส่งผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สุดท้ายนี้ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการกระทำที่บอลทำลายบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาโดยสันติ เพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืนด้วย" นายปาณิดล กล่าว
นายปาณิดล กล่าวถึงสถานการณ์ในอิหร่าน ว่า ตามที่ได้มีการชุมนุมประท้วงในสาธารณรัฐอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2568 จนบัดนี้ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว การประท้วงก็เกิดขึ้นทั้งในกรุงเตหะราน และเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และสถานการณ์ก็ยังมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์ในอิหร่านอย่างใกล้ชิด และหวังว่าสถานการณ์จะได้รับการแก้ไขอย่างสันติ และกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตฮาราน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในอิหร่าน ให้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตประจำวันหลีกเลี่ยงพื้นที่การชุมนุม ตลอดจนติดตามข่าวสารข้อมูลที่เชื่อถือได้และประกาศของทางการอิหร่านอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ทางกรมการกงสุล ก็ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยที่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปในอิหร่านขณะนี้ ให้ชะลอการเดินทางออกไปก่อน และขอให้นักท่องเที่ยวไทยในอิหร่านหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ชุมนุมด้วย
ขณะนี้ชุมชนไทยในอิหร่าน มีประมาณ 190 คน เส้นทางสถานทูตของเราก็ได้ประสานกับทางชุมชนไทยในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และมีแผนการช่วยเหลือคนไทยไว้พร้อมแล้ว ในกรณีจำเป็นที่จะจะต้องมีการอพยพก็มีแผนรองรับด้วยเช่นกัน และที่ผ่านมาทางสถานทูตก็ได้ช่วยเหลือคนไทยออกจากประเทศแล้ว ในช่วงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน จึงขอให้พี่น้องชาวไทยสบายใจได้ว่าสถานทูตของเรามีแผนรองรับสถานการณ์ไว้อย่างรอบคอบ ส่วนท่านใดที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถานทูตหรือกรมการกงสุลได้
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน โทร (+68) 912 500 7933 หรือ (+98) 912 159 8699, กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล โทร. (+66) 96 216 1837, (+66) 96 183 6736 หรือ (+66) 64 564 7573 , CALL CENTER โทร.(+66)2 572 8442 (ลอด 24 ชั่วโมง), หรือผ่านแอพพลิเคชั่น THAI CONSULAR
ขณะที่ นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กล่าวถึงการลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และการลงประชามติ ว่า มีประชาชนมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์ทั้งสองอย่างเพิ่มมากขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 ครั้งนี้เพิ่มขึ้นถึง 21.10% ส่วนการลงประชามติ ก็มีประชาชนลงทะเบียนถึง 95,666 คน ซึ่งเป็นตัวเลขของการลงทะเบียนที่มีจำนวนสูงขึ้น และหลังจากที่ปิดการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 และในช่วงวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา กรมการกงสุลก็ได้รับมอบบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งบัตรออกเสียงประชามติ จากคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ได้ร่วมกับทางไปรษณีย์ไทย และการท่าอากาศยาน และสายการบินที่เกี่ยวข้อง ในการขนส่งอุปกรณ์ บัตรเลือกตั้ง บัตรลงประชามติ ไปให้สถานทูตต่างๆแล้ว 95 แห่งทั่วโลก ใน 67 ประเทศ เพื่อที่จะให้สถานกงสุลและสำนักงานการค้าฯ ได้จัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติตามห้วงเวลาและที่สถานทูตและสถานกงสุล สำนักงานการค้ากำหนด ซึ่งตามข้อมูลที่ปรากฏสถานทูตต่างๆสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานการค้าฯ จะได้มีการจัดคูหาเลือกตั้ง 63 แห่ง จะใช้การลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ 63 แห่ง และหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่อีก 62 แห่ง
ถัดจากนี้ไปทางกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จะได้ติดตามการรับเอกสารเลือกตั้งอุปกรณ์เลือกตั้งที่ได้จัดส่งไปเมื่อ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งณขณะนี้มีบางสถานทูต สถาน ได้รับแล้ว โดยเฉพาะสถานที่ที่มีสายการบินบินตรงและสายการบินไทยบินถึง ก็ได้รับอุปกรณ์และบัตรเลือกตั้งต่างๆเรียบร้อยแล้ว สำหรับสถานทูตและสถานกงสุลที่ตั้งอยู่ห่างไกล เชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้รับอุปกรณ์ และบัตรเลือกตั้ง บัตรออกเสียงประชามติ ได้ครบถ้วน เพื่อที่จะการเลือกตั้งตามรูปแบบและวิธีที่สถานทูต และสถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้า กำหนดในการติดตามความคืบหน้าในการส่งบัตร หรือในการรายงานผลการเลือกตั้งทางกรมการกงสุลกระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำระบบตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินงาน ไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่แจ้งความประสงค์ การแจ้งความพร้อมของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่และสำนักงานการค้าในการรูปแบบและวิธีการเลือกตั้งต่างๆ การออกอากาศ และการดำเนินการต่างๆ รวมถึงการแจ้งว่าได้รับอุปกรณ์และบัตรเลือกตั้งต่างๆแล้ว ไปจนถึงการส่งกลับบัตรเลือกตั้ง การรายงานผลในตอนท้าย ที่มี การจัดการเลือกตั้ง เรียบร้อยแล้ว ที่สถานทูต สถานกงสุล แล้วจะมีการติดตามว่าตรงไหนไม่มีการตกหล่นในเรื่องของการรายงานผล และการนำส่งบัตรเลือกตั้งกลับมานับคะแนนที่ประเทศไทย
ขอสื่อสารถึงพี่น้องคนไทย ในต่างประเทศที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งและลงทะเบียนออกเสียงประชามติ ให้ตรวจสอบรายชื่อของท่านที่ได้ลงลงทะเบียนไปแล้วว่าถูกต้องตามที่ได้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไว้หรือไม่ว่าจะเลือกตั้งในรูปแบบไหน เพื่อที่สามารถจะยื่นคำร้องกับสถานทูตได้ตามเวลาที่กำหนด โดยขอให้ดูตามประกาศของสถานทูตแต่ละแห่งอีกครั้ง
สำหรับสิ่งที่ผู้ลงทะเบียนแล้วต้องดำเนินการต่อไปคือ ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง และออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรแล้วแบบคูหา/mobile ให้ไปลงทะเบียนตามวัน เวลา ที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ หรือสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจ ประกาศไว้ พร้อมกับเอกสารแสดงตัวทางไปรษณีย์ เมื่อได้รับบัตรแล้วให้รีบลงทะเบียนและส่งกลับภายในวัน เวลา ที่กำหนด หากไม่สามารถไปใช้สิทธิ์ได้ แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ์ เลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 - 7 ก.พ.69 และ 9 - 15 ก.พ.69 และแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิประชามติ 14 ม.ค. - 7 ก.พ.69 และ 9 - 15 ก.พ.69
การขอเพิ่มชื่อ กรณีตรวจสอบสิทธิ์หลังการลงลงทะเบียนฯ แล้วพบว่าไม่มีชื่อ สามารถนำหลักฐานการลงทะเบียนฯ มาแจ้งที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อตรวจสอบ (ต้องดำเนินการก่อนวันลงคะแนน ไม่น้อยกว่า 3 วัน)
ทั้งนี้ การแจ้งช่องทางถึงเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิ์ได้ เพื่อที่จะได้ไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การเข้าชื่อเพื่อมีการจัดทำประชามติ หรือการลงสมัครรับเลือกตั้ง ในบางตำแหน่งทางการเมือง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี