ประชามติรธน. ต้องไม่รีเซ็ตกติกาเพื่อนักการเมือง

ประชามติรธน. ต้องไม่รีเซ็ตกติกาเพื่อนักการเมือง

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

8 กุมภาพันธ์ 2569 จะไม่ใช่แค่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นวันที่ประชาชนต้องตัดสินใจอีกหนึ่งเรื่องสำคัญควบคู่กันไป คือการออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นรายละเอียดทางกฎหมาย และไม่ควรถูกกลบไปด้วยบรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมือง เพราะผลของมันคือทิศทางกติกาสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีผลยาวไกลกว่าชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งเดียว


รัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนกว่า 16.82 ล้านเสียงเมื่อปี 2559 ประชาชนกลุ่มนั้นคือผู้ร่วมสถาปนากติกาฉบับนี้ด้วยตนเอง และเป็นกติกาที่ถูกใช้บริหารประเทศมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์แบบหรือไม่ แต่คือที่ผ่านมา ประเทศเผชิญปัญหาเพราะตัวบทกฎหมาย หรือเพราะวิธีใช้อำนาจของนักการเมืองบางกลุ่มกันแน่

ข้อเรียกร้องให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ มักถูกนำเสนอในกรอบของความก้าวหน้าและประชาธิปไตย แต่เมื่อพิจารณาให้รอบด้าน จะเห็นว่าต้นตอของแรงผลัก ไม่ได้มาจากความเดือดร้อนของประชาชนในชีวิตประจำวัน

แรงขับสำคัญมาจากความไม่สบายใจของนักการเมือง ที่ต้องเผชิญกับกติกาการตรวจสอบด้านคุณสมบัติและจริยธรรม ซึ่งถูกกำหนดให้เข้มงวดกว่ายุคก่อนหน้า และกระทบต่อการจัดวางบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง

รัฐธรรมนูญปี 2560 วางกลไกคัดกรองผู้ใช้อำนาจรัฐไว้ตั้งแต่ต้นทาง ครอบคลุมทั้งช่วงก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง ระหว่างดำรงตำแหน่ง และกรณีที่ต้องรับผิดเมื่อใช้อำนาจนอกกรอบ กลไกเหล่านี้ไม่ได้สร้างภาระให้ประชาชนทั่วไป แต่ส่งผลต่อผู้ที่ต้องรับตำแหน่งและใช้อำนาจรัฐโดยตรง

เมื่อกติกาเหล่านี้ถูกบังคับใช้จริง เมื่อการตรวจสอบไม่ใช่แค่หลักการบนกระดาษ
ย่อมมีนักการเมืองบางส่วนมองว่ากติกานี้เป็นสิ่งขวางทาง มากกว่าจะมองว่าเป็นหลักค้ำประกันของประเทศ

นี่คือที่มาของการรณรงค์ให้ “รื้อทั้งฉบับ”
ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไม่ได้
แต่เพราะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ต้องการอยู่ภายใต้กรอบเดิม และต้องการลดแรงกดดันจากการตรวจสอบด้านจริยธรรม

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
มาพร้อมต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าใช้จ่ายระดับหมื่นล้านบาทไม่ได้หมายถึงงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเวลา ความไม่แน่นอน และความปั่นป่วนทางการเมืองที่ตามมา

การเริ่มต้นกติกาใหม่จากศูนย์ ไม่เคยมีหลักประกันว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเดิม แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือประเทศต้องกลับไปอยู่ในช่วงรอยต่ออีกครั้ง ในห้วงเวลาที่สังคมต้องการความชัดเจนมากกว่าการทดลอง

ประชามติครั้งนี้จึงไม่ใช่การตัดสินใจแทนนักการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจแทนประเทศ และแทนเสียงของประชาชนที่เคยลงมติรับรองรัฐธรรมนูญปี 2560 มาแล้ว

หากประชาชนกลุ่มนั้นเลือกนิ่งเฉย
ปล่อยให้ทิศทางถูกกำหนดด้วยกระแสการเมืองระยะสั้น ก็เท่ากับเปิดทางให้กติกาที่เคยร่วมกันสถาปนา ถูกล้มลงเพราะความไม่พอใจของผู้ที่ถูกตรวจสอบ

ในบริบทนี้ การออกไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้าคูหาเลือกตั้งตามหน้าที่ แต่เป็นการตัดสินใจต่อกติกาสูงสุดของประเทศ
ว่าควรคงไว้ซึ่งกรอบที่ใช้บังคับอยู่
หรือเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การตัดสินใจดังกล่าว สะท้อนจุดยืนต่อหลักการว่า ผู้ใช้อำนาจต้องอยู่ภายใต้กติกา ไม่ใช่ปรับกติกาให้สอดรับกับความสะดวกในการใช้อำนาจ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

สำหรับผู้ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ใช่ต้นตอของปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่นักการเมืองที่ไม่ยอมรับกรอบจริยธรรม
จุดยืนย่อมชัดเจนในตัวของมันเอง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการยืนยันว่า ประเทศนี้ไม่ควรถูกรีเซ็ตกติกา เพียงเพื่อคลายข้อจำกัดในการใช้อำนาจของคนบางกลุ่ม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top