วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
หมดปัญหายิ่งทำยิ่งจน! 'ปวงชนไทย'ผุดไอเดียนโยบาย 'ห้องเย็นชุมชน' เพื่อเกษตรกรทั้งประเทศ แก้ปัญหาผลผลิตไร้ที่เก็บ ทำราคาตก
เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 นายวิทยา ติรณะประกิจ รองหัวหน้าพรรคปวงชนไทย และโฆษกพรรคปวงชนไทย กล่าวว่า หลังจากพรรคปวงชนไทยลงพื้นที่เข้าถึงกลุ่มเกษตรกร พบว่า วันนี้ปัญหาของเกษตรกรไทย ไม่ใช่เพียงปลูกแล้วขายไม่ได้ แต่คือ “โครงสร้างทั้งระบบ” ที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรต้องขายของในวันที่ราคาตก ถูกบังคับให้ขายเร็ว เพราะ “ไม่มีที่เก็บ” ไม่มีจุดพักผลผลิต ไม่มีระบบความเย็นที่ได้มาตรฐาน จนเกิดวงจรซ้ำ ๆ คือ ผลผลิตล้นตลาด ราคาตก รายได้หาย หนี้เพิ่ม ที่หนักกว่านั้นคือการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว (Post-harvest loss) สูงถึง 25–40% โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ซึ่งเท่ากับว่า เกษตรกรทำงานหนักเท่าเดิม แต่รายได้ถูก “หักออก” ก่อนถึงมือประชาชน เพราะประเทศไทยยังขาด “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ช่วยรักษาคุณค่าของผลผลิตอย่างจริงจัง
นายวิทยา กล่าวว่า พรรคปวงชนไทยจึงเสนอ นโยบายห้องเย็นชุมชน เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจาก “แก้ปลายเหตุด้วยการเยียวยา” มาเป็น “แก้ต้นเหตุด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ทำเงินได้จริง” เพราะ ห้องเย็นไม่ใช่ของแจก แต่คือ “เครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง” ให้เกษตรกร หัวใจของนโยบาย คือเก็บได้ก่อน จึงขายได้ดี
ห้องเย็นชุมชน คือโครงสร้างพื้นฐานระดับท้องถิ่น ให้เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตไว้รอช่วงราคาดีส่งต่อเข้าสู่ระบบแปรรูป ลดการจำใจขายแบบถูกกดราคา โดยมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็น “ประชาประโยชน์” เนื่องจากนโยบายนี้ตั้งเป้าผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ คือ ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 30% เพิ่มรายได้เกษตรกรเฉลี่ยอย่างน้อย 15% ให้ผลผลิตอย่างน้อย 40% ผ่านระบบห้องเย็น การใช้ประโยชน์ห้องเย็นไม่น้อยกว่า 80% ครัวเรือนเกษตรกรได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน
นโยบายห้องเย็นชุมชนของพรรคปวงชนไทยนี้ออกแบบ 3 ระดับ ครอบคลุมทั้งประเทศ (ทำได้จริง) ได้แก่
ห้องเย็นขนาดเล็กระดับตำบล (Mini Cold Room) ระดับตำบล 10–20 ตัน (เข้าถึงเกษตรกรรายย่อย)
ศูนย์ห้องเย็นชุมชน (Community Cold Hub) ระดับอำเภอ 50–80 ตัน (สหกรณ์/วิสาหกิจชุมชน)
และคลังห้องเย็น (Provincial Cold Storage) ระดับจังหวัด 200–400 ตัน (ตลาดกลาง/แปรรูป/ส่งออก)
นโยบายห้องเย็นชุมชนของพรรคปวงชนไทย รวมเป้าหมาย 3,877 ห้องเย็น ครอบคลุมพื้นที่เกษตรหลักทั่วประเทศ นี่คือการลงทุน ไม่ใช่การใช้เงินทิ้งงบประมาณรวม 5 ปี 16,294 ล้านบาท เน้นร่วมทุนหลายทาง งบกลางรัฐบาล งบจังหวัด เงินสมทบเอกชนแบบ PPP และสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน
บริหารแบบโปร่งใส ใช้ระบบเทคโนโลยีตรวจสอบที่ทันสมัยมีระบบอินเทอร์เน็ตในสรรพสิ่ง (IoT) ตรวจอุณหภูมิเรียลไทม์และระบบคิวอาร์โค้ดติดตามสินค้า (QR Tracking) เชื่อมฐานข้อมูลรายงานสาธารณะประจำปี ตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
สิ่งที่เกษตรกร “ได้จริง” คือขายช้าลงได้เมื่อจำเป็น สามารถต่อรองราคาเพิ่มได้จริง ลดการเทขาย ทำให้ราคาตลาดไม่พังเป็นโดมิโน มีงานในท้องถิ่นเพิ่ม มากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และรายได้เกษตรกรเพิ่มรวม มากกว่าหรือเท่ากับ 25,000 ล้านบาท/ปี
นี่คือ “ประชาประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า” ประชานิยม เพราะไม่ใช่แจกครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการสร้าง “โครงสร้างทำเงิน” ให้เกษตรกรไทยมั่งคั่ง มั่นคงอยู่ได้ยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี