ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

"ชูวิทย์" สุดดรามา โชว์กินส้ม ชี้ยังไม่หวานต้องบ่มต่อ ยันได้ข้อมูลจาก "บิ๊กโจ๊ก" เรื่องต่อรองเก้าอี้ แต่ไม่ได้บันทึกคลิปไว้ ลั่นจะฟ้องก็ฟ้อง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมโรงแรมเดอะ เดวิส นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้เปิดแถลงข่าวตอบโต้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มแถลงทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้ม 5 ผล กระถางธูป ถุงโจ๊ก พรัอมป้ายที่มีข้อความว่า “ราษฎรเต็มขั้น” มาวางประกอบโดยนายชูวิทย์สวมเสื้อติดป้ายชื่อ “ราษฎรเต็มขั้น” ที่หน้าอกด้วย

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายส้ม มาตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 อีกทั้งเคยต่อสู้กับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดง จนถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญากว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด ยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการรับงานทางการเมือง ต่อสู้คดีด้วยตัวเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร

 

ส่วนเรื่องที่มีปัญหากับพรรคประชาชนนั้น ตนประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน สั่งสอน พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ตนเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด

"ผมยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ถ้าไม่รักก็ไม่ไปเลือก ผมเป็นราษฎรเต็มขั้นที่เข้าใจการเมือง ราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง"นายชูวิทย์ กล่าว

สำหรับเรื่องที่บอกว่าพรรคประชาชนทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. โดยให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สนับสนุนให้ได้ สส. ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และจะให้เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น นายชูวิทย์กล่าวว่า เรื่องการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าจะฟ้องร้องตนก็สามารถทำได้ ตนเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

"ผมได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เพราะพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรองผบ.ตร. ย่อมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จำนวนมาก ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายก"นายชูวิทย์ กล่าว

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนจะไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จมาแสดง เพราะเวลาพูดคุกับใครก็ไม่เคยบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน

 

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ตนสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

นายชูวิทย์ ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี ตนเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจซึ่งมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้

ทั้งนี้นายชูวิทย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร และยังไปพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อคุยประเด็น MOA โดยไปคนเดียว ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรค และการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้

"ผมรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน เรื่องนี้เป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง"นายชูวิทย์ กล่าว

 

จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชตไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือบิ๊กแดง อดีตผบ.ทบ. พร้อมระบุว่า เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งในนั้นตนยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด

นายชูวิทย์กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง การพยายามเชื่อมโยงตนกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า

ในตอนท้ายของการแถลง นายชูวิทย์ ได้ยกจานส้มขึ้นมา และกล่าวว่า ตนไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่

 

นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตน ขอใช้คำว่าเพราะรักมากจึงแค้นมาก ไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมือง ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ยักษ์แคระ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้ ถ้าได้เกิน 120 ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว โดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90-100 ที่นั่งเท่านั้น

จากนั้นนายชูวิทย์ได้ปอกส้ม กินไป 1 ซีก และบอกว่า "ส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะส้ม งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ นี่มันส้มเก๊ส้มจีนหรือเปล่า"
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top