วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
'เอ็ดดี้'ร่ายยาวคดี 44 สส.พรรคส้ม จับตาสึนามิทางการเมือง!

'เอ็ดดี้'ร่ายยาวคดี 44 สส.พรรคส้ม จับตาสึนามิทางการเมือง!

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

'เอ็ดดี้'ร่ายยาวคดี 44 สส.พรรคส้ม จับตาสึนามิทางการเมือง!

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "คดี 44 สส.พรรคส้ม ยังไงศาลจะตัดสินว่า ผิดแน่นอนและจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เรื่องนี้ต้องเขึยนยาวแต่ถ้าไม่อ่านจนจบคุณพลาดข้อมูลสำคัญ 


อ.วีระ รายงานข่าวถึงเรื่อง ปปช.เลื่อนลงมติชี้ขาด และท่านยังวิเคราะห์ในรายการว่าเพราะอะไรไปตามเนื้อผ้า แต่ถ้าคนฟังเป็นติ่งส้มก็จะเห็นฉากทัศน์ในมุมของตนเองว่า พรรคส้มโดนกลั่นแกล้ง

ส่วนตัวผมพอจะเดาได้ว่า ถ้าศาลตัดสินก่อนการเลือกตั้งกับหลังการเลือกตั้งจะมีผลกระทบต่อทางการเมืองที่ต่างกันอย่างรุนแรงอย่างไร แต่ขอไม่นำมาเขียน 

แต่ผมจะขออนุญาตมาวิเคราะห์ในมุมมองของผมว่า ความจริงเป็นอย่างไร

1. คดีนี้ศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริงจนนำไปสู่การยุบพรรค ขนาดพรรคยังโดนยุบ ดังนั้น สส.ก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อก็ไม่น่าจะรอดจากความผิดไปได้ และจะกล่าวหาว่าถูกกลั่นแกล้งหรือเป็นการเล่นการเมืองจากมือที่มองไม่เห็นย่อมไม่ถูกต้อง จริงมั้ย?

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า การเสนอแก้ ม.112 เป็นการล้มล้างการปกครอง ได้ถูกศาล รธน. ตีตรารับรองไว้แล้ว จะผูกพันทุกองค์กร และมาตรฐานจริยธรรมข้อที่ร้ายแรงที่สุดคือ "การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์" เมื่อศาล รธน. ชี้ว่าพฤติการณ์นี้คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยเป็นอื่นว่า "ไม่ผิดจริยธรรม"

การกล่าวหาว่าถูกกลั่นแกล้งหรือมีมือที่มองไม่เห็น เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองและ"กลยุทธ์การสื่อสารทางการเมือง" (IO) เพื่อรักษาฐานมวลชน ให้รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและรวมพลังกันต่อ แต่ในทางคดี ข้อเท็จจริงทางกฎหมายมัดตัวแน่นหนามาก

2. ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า แกนนำหลายคนของพรรคส้มสละสิทธิ์ไม่ลงรับสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้ ด้วยคำพูดเท่ๆ ว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ และสร้างภาพพจน์การไม่ยึดติดกับอำนาจ 
แต่ความจริงน่าจะเพราะมีการประเมินแล้วว่า จะโดนศาลตัดสินความผิดจากคดีนี้นั่นเอง

หากแกนนำเหล่านี้ลงสมัครแล้วชนะ แต่ต่อมาถูกศาลฎีกาตัดสินตัดสิทธิ์ จะทำให้พรรคเสียเก้าอี้ ต้องเลือกตั้งซ่อม และเสียโมเมนตัม

3. กฎหมายมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี่เองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่พรรคการเมืองส่วนมากสนับสนุนให้ประชาชนลงมติ “ เห็นชอบ” ให้แก้รัฐธรรมนูญ

4. หากศาลฎีกาตัดสินตัดสิทธิ์ 44 สส. (ซึ่งหลายคนเป็นแกนนำพรรคประชาชนในปัจจุบัน) หลังจากเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ไปแล้ว จะเกิดสินามิทางการเมืองในสภา พรรคประชาชนจะสูญเสียแม่ทัพที่มีประสบการณ์และบารมีไปเกือบหมด (รุ่น 1 โดนยุบ, รุ่น 2 โดนตัดสิทธิ์) เหลือเพียง "รุ่น 3" ที่กระดูกทางการเมืองยังไม่แข็ง ซึ่งอาจทำให้พรรคอ่อนแอลงในการอภิปรายและการต่อสู้ในสภา

กรณี 44 สส. คือบทพิสูจน์ว่า รธน. 60 ออกแบบมาเพื่อปราบโจรในคราบนักการเมือง

การที่แกนนำพรรคส้มไม่ลงเลือกตั้งคือการยอมรับความจริงข้อนี้ และพยายามรักษาขุมกำลังสุดท้ายไว้

ส่วนการแก้ รธน. คือความพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของนักการเมือง เพื่อปลดแอกออกจากรัฐธรรมนูญปราบโจรนี้

ความจริงยังไงก็เป็นความจริง

44 สส.เดิมของพรรคก้าวไกลกำลังรอให้ ป.ป.ช.ลงมติในคดี “จริยธรรมร้ายแรง” จากการร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คดีนี้ต่อยอดมาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าการเดินหน้านโยบายแก้ ม.112 ของพรรคก้าวไกล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการหาเสียงนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลและพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำนี้ถูกมองว่าอันตรายต่อความมั่นคงรัฐ และนำไปสู่คดีจริยธรรมที่ ป.ป.ช.กำลังรอลงมติ

คำวินิจฉัยนี้ถูกใช้เป็นฐานโดยกกต.ยื่นยุบพรรคก้าวไกล (7 ส.ค. 2567) และ ป.ป.ช.ไต่สวน สส.44 คน ในข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง (ข้อ 5-6)

กระบวนการไต่สวนในชั้นอนุกรรมการของ ป.ป.ช. เสร็จแล้ว เหลือขั้นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่บรรจุวาระและลงมติว่าจะ “ชี้มูลผิด–ยกคำร้อง–หรือชี้ผิดบางคน” ในคดีจริยธรรมนี้

การลงมติจะพิจารณาเป็นรายบุคคลทั้ง 44 คน ไม่ใช่เหมารวมคนเดียวกันทั้งหมด

หาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกา (แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) วินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่โทษตัดสิทธิทางการเมืองยาวนาน หรือถึงขั้นตลอดชีวิต

ส่วนติ่งส้มที่มาคอมเมนต์ว่า ถ้าศาลตัดสินคดี 44 สส.ว่ามีความผิดจริง จะทำให้เกิด “เนปาลโมเดล“ ?

“เนปาลโมเดล” หมายถึงแนวคิดหรือตัวอย่างจากสถานการณ์การเมืองในเนปาล ในประเด็นการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์

นี่คือคำขู่และความต้องการของติ่งส้ม ใช่หรือไม่? "

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top