ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

การเมืองไทยมีปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดซ้ำอยู่เสมอ คือการแปร “บทบาทในยามวิกฤต” ให้กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” และกรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ คือภาพสะท้อนที่เพิ่งถูกดันขึ้นมาอย่างชัดเจน ภายหลังเกิดกระบวนการตรวจสอบทางวินัยและมีมติให้ออกจากราชการ

ภาพจำของเขาในพื้นที่สาธารณะไม่ได้เริ่มจากสนามเลือกตั้ง ไม่ได้เริ่มจากเวทีนโยบาย และไม่ได้เริ่มจากบทบาททางการเมือง หากแต่ค่อย ๆ ถูกยกขึ้นผ่านกรอบคำว่า “หมอฮีโร่” ควบคู่ไปกับการสื่อสารว่ากำลังเผชิญแรงกดดันจากระบบอำนาจ


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แพทย์ควรเล่นการเมืองได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้สร้างภาพนั้น และภาพดังกล่าวถูกหยิบมาใช้งานทางการเมืองในจังหวะใด

ในช่วงการระบาดของโควิด การทำงานในระบบสาธารณสุขเป็นภารกิจของทั้งระบบ ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล บุคลากรหน้าด่าน เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ อสม. ไปจนถึงประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ

ไม่มีใครแบกรับวิกฤตไว้เพียงคนเดียว และผลลัพธ์ก็ไม่อาจยกให้บุคคลใดเป็นเจ้าของ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความร่วมแรงของทั้งระบบกลับถูกย่อให้เหลือเพียงชื่อเดียว ภาพของ “หมอฮีโร่” ถูกขยายขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงหลังมีมติทางวินัย ไม่ใช่ในช่วงที่ระบบสาธารณสุขต้องรับแรงกดดันสูงสุด ภาพนี้จึงทำหน้าที่ใหม่ ไม่ใช่เพื่อเล่าวิกฤตที่ผ่านมา แต่เพื่อสร้างน้ำหนักทางการเมืองในปัจจุบัน

จากจุดนี้ เนื้อหาของเรื่องเริ่มถูกดึงออกจากข้อเท็จจริง

เรื่องการใช้งบประมาณรัฐและดุลพินิจของผู้บริหาร ค่อย ๆ ถูกเล่าใหม่ให้เป็นเรื่องการถูกสกัด จากการตรวจสอบตามระเบียบ กลายเป็นคำอธิบายเรื่องสิทธิผู้สมัครและจังหวะทางการเมือง ภาพของ “หมอฮีโร่” จึงทำหน้าที่เป็นทุนทางศีลธรรม และถูกแปลงต่อเป็นทุนทางการเมืองอย่างเป็นระบบ

กรอบเรื่องเล่านี้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ในนามพรรคประชาชน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พรรคส้ม” ซึ่งสืบทอดมาจากพรรคก้าวไกล ทั้งในเชิงแนวคิด เครือข่าย และฐานผู้สนับสนุน

ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทกับขั้วการเมืองก้าวไกลไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในช่วงเลือกตั้ง หากแต่มีการทำงาน การสื่อสาร และการแสดงจุดยืนร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงโควิด ผ่านกิจกรรมและพื้นที่สาธารณะหลากหลายรูปแบบ ความสัมพันธ์นี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการลงสมัคร

เมื่อบทบาทข้าราชการถูกตรวจสอบ เรื่องเล่าทางการเมืองจึงถูกยกขึ้นมานำหน้าเนื้อหา ภาพ “หมอฮีโร่” กลายเป็นแกนหลักของการสื่อสาร มากกว่าการอธิบายสาระของกระบวนการตรวจสอบนั้นเอง

จุดนี้เองที่คำถามย้อนกลับไปยังพรรคส้ม

พรรคที่สร้างภาพจำจากการตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้น ไล่ตั้งคำถามกับเอกสาร ตัวเลข และการใช้อำนาจรัฐ แต่เมื่อผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้สมัครในเครือข่ายเดียวกัน น้ำหนักของคำอธิบายกลับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด

การตั้งคำถามเชิงเนื้อหาถูกลดลง ขณะที่การพูดถึงสถานะและบริบททางการเมืองถูกยกขึ้นมาแทน มาตรฐานที่เคยใช้กับฝ่ายอื่น ไม่ถูกหยิบมาใช้กับคนของตัวเองในระดับเดียวกัน

ในทางการเมือง การเลือกตั้ง สส. เพียงหนึ่งเขตไม่ได้เปลี่ยนดุลอำนาจระดับประเทศ และไม่ได้การันตีชัยชนะ ผู้สมัครรายนี้ก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ชี้ขาดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

การจะอธิบายว่ามีใครยอมขยับกลไกรัฐทั้งระบบเพื่อสกัดผู้สมัครรายเดียวที่อาจไม่ได้รับเลือกตั้งด้วยซ้ำ จึงฟังยากในเชิงเหตุผลทางการเมือง

แต่กรอบการอธิบายแบบนี้กลับให้ผลอีกแบบหนึ่ง คือช่วยเปลี่ยนสนามจากข้อเท็จจริงไปสู่ความรู้สึก จากคำถามเรื่องการใช้อำนาจและความคุ้มค่า ไปสู่ภาพของผู้ถูกกระทำทางการเมือง

เมื่อภาพ “หมอฮีโร่” ถูกวางทับบนเวทีการเมือง พรรคส้มจึงไม่ได้แค่ปกป้องผู้สมัครของตัวเอง หากแต่กำลังเลือกใช้มาตรฐานทางการเมืองอีกชุดหนึ่ง มาตรฐานที่ผ่อนคลายกว่าที่เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม

การเมืองที่ย้ำเรื่องความโปร่งใส ย่อมถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เมื่อคำถามชุดเดียวกันย้อนกลับมาหาคนในเครือข่ายของตนเอง

สิ่งที่สังคมกำลังรอ ไม่ใช่เสียงที่ดังขึ้นในโลกออนไลน์ แต่คือความพร้อมในการยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เมื่อบทบาทเปลี่ยนจากผู้ตั้งคำถาม มาเป็นผู้ที่กำลังถูกตั้งคำถามเสียเอง.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top