วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569
“อนุทิน” ชมผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เอาจริงเอาจังตรวจเข้ม หลังพบการเบิกเงินสดสูงผิดปกติมากกว่า 250 ล. แนะธนาคารช่วงเลือกตั้งต้องดูให้ดี ใครมาเบิกเงินพร้อมขอแลกแบงก์ 100 แบงก์ 500 อย่าให้แลก และต้องรายงานอย่างเข้มงวด ยันนายกฯก้าวก่ายไม่ได้ หวั่นเจอครหาใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เพราะเป็นคู่แข่งทางการเมือง ส่วน‘เอกนิติ’ ขอรอ‘กกต.’ สอบปมธปท.ปูดพบมีถอนเงินสดผิดปกติลามโยงเลือกตั้ง เผยคุย ‘ผู้ว่าฯธปท.’ ดัน ‘ดาต้าบูโร’ ช่วยเช็คธุรกรรมจากธนาคารที่เอี่ยว ‘ทุนเทา’ ป้องไทยถูกตกเป็นศูนย์กลาง ด้านเลขาฯกกต.เผยคุยผู้ว่าฯธปท.เบื้องต้นแล้ว เตรียมหารือเข้มอีกรอบ สั่งหน่วยงานสนง.กกต.เฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมาย-แข่งขันรุนแรง
เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 29 มกราคม นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มีการเบิกเงินสดแบบผิดปกติว่า หน้าที่ผู้ว่าฯแบงค์ชาติและแบงค์ทุกแบงค์ ถ้ามีธุรกรรมทางการเงินที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติเขาก็มีหน้าที่ต้องรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนการดำเนินการตามภารกิจปกติทั่วไป เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯธปท. ซึ่งตนก็ดูใน Facebook ของผู้ว่าฯธปท. ก็ทำถูกต้องทุกอย่างอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็บอกว่าถ้ามีอย่างนี้ก็จะแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือว่าครบถ้วนกระบวนความ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองได้หรือไม่การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินเพื่อซื้อเสียงกันแน่นอน นายอนุทินกล่าวว่า «พอดีผมไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มอง และมีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว ก็ถูกแล้ว ถ้าพบกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งปกติก็ไม่ได้โทรหาผู้ว่าฯแบงค์ชาติโดยตรง ก็จะกำชับไปว่าชื่นชมนะที่ออกมาจัดการและสังเกตความผิดปกติและออกมาชี้แจงไว้ก่อน»
นายอนุทินกล่าวต่อว่า การชี้แจงอย่างนี้ก็ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ว่าฯแบงค์ชาติเอาจริงแล้วนะ ดังนั้น ธุรกรรมเหล่านี้ แบงค์ทุกสาขาต้องดูให้ดี ถ้าใครมาเบิกแบงค์ 100 แบงค์ 500 ตอนนี้ ก็ไม่ต้องให้เบิกและต้องรายงานอย่างเข้มงวด ซึ่งมันก็ดีใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ดีทำให้การเมืองมีความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น
เมื่อถามว่าจะขอข้อมูลจากผู้ว่าฯแบงค์ชาติเกี่ยวกับการเบิกเงินไปใช้ในเส้นทางที่ผิดกฎหมายหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกฯไม่เกี่ยว เพราะนายกฯถือเป็นคู่แข่งคนหนึ่ง ดังนั้นถ้าตนลงไปเกี่ยวข้องหรือทำอะไรเดี๋ยวจะหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ให้เกิดความเป็นธรรม สิ่งที่ตนจะทำได้เต็มที่คือ โทรไปหารมว.คลัง ว่าชื่นชมผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ได้ออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องของธุรกรรมทางการเงินในช่วงเลือกตั้งนี้
ที่ร้านมิตร อารีย์ เขตพญาไท กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบความผิดปกติมีการเบิกเงินสดช่วงเลือกตั้งว่า คุยกับผู้ว่าฯธปท.แล้ว และได้เข้ามาร่วมดูเรื่องดาต้าบูโร ซึ่งใช้กลไกให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานข้อมูล และจะส่งให้กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ธุรกรรมที่ผิดปกติจะถูกส่งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเรื่องทุนเทา แต่ต้องดูเป็นกรณีๆไป ทราบว่าทางกระทรวงยุติธรรมได้ใช้กลไกของดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบและน่าจะใกล้เสร็จแล้ว
“เรื่องของการทำดาต้าบูโร เพื่อเชื่อมโยงป้องกันทางระบบไม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางทุนเทา วันนี้ต้องร่วมมือกัน สิ่งสำคัญคือ เป็นการเพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตน เช็คพฤติกรรมการถอนเงิน ส่วนเรื่องการถอนเงินสดที่ผิดปกติ จะเป็นการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ต้องให้กกต.ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้”นายเอกนิติ กล่าว
ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีธปท.พบความผิดปกติในการเบิกเงินสดช่วง 10 วันที่ผ่านมามากกว่า 250 ล้านที่เน้นการแลกเป็นธนบัตร ใบละ 100 บาทและ 500 บาท ซึ่งเข้าข่ายน่าสงสัยและส่งเรื่องให้ปปง.และกกต. ตรวจสอบแล้วว่า วันนี้ตนได้คุยกับผู้ว่าฯแบงค์ชาติในหลักการกว้างๆ แล้ว จะได้คุยในรายละเอียดว่าจะร่วมมือทำงานกันอย่างไรให้ออกมาดี เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ จะคุยกันโดยเร็วที่สุด เพราะเบื้องต้นแบงค์ชาติและ กกต. ไม่ได้ทำ MOU ไว้ จึงต้องหาวีธีการที่จะทำงานร่วมกันในระยะสั้นนี้ให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งผู้ว่าฯแบงค์ชาติยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนงานของกกต. อย่างเต็มที่
«ท่านยินดีให้ข้อมูลนี้กับกกต. ซึ่งตามกฎหมาย เรารับข้อมูลได้ไม่ผิด แต่การให้ต้องมีช่องทาง ซึ่งกกต.ไม่ได้ทำ MOU กับแบงค์ชาติเหมือนที่ปปง.ทำ จึงกำลังหาช่องทาง วิธีการว่าจะถ่ายโอนข้อมูลอย่างไร แต่ส่วนของปปง.เราประสานงานกันอยู่แล้ว หากเขาพบความผิดปกติอะไรก็จะแจ้งมา»นายแสวงกล่าว และว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต.ขณะนี้ตนสั่งให้ด้านสืบสวนสอบสวนเฝ้าระวัง และติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันกันรุนแรงและคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว
นายแสวงกล่าวต่อว่า ได้เสนอเรื่องการถอนเงินสดผิดปกติเป็นจำนวนมาก ให้ที่ประชุม กกต. พิจารณาว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการถอนเงินสดเป็นจำนวนมากแบบผิดปกติและถอนเฉพาะที่เป็นแบ๊งค์ 500 หรือ แบ๊งค์ 100 ในช่วงเวลาที่จัดให้มีการเลือกตั้ง มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเป็นการถอนไปเพื่อกระทำการอันเป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยกกต.ให้เรียกเอกสารจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาเพื่อประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปซึ่ง กกต.พิจารณาแล้วเห็นตามที่เสนอ โดยสำนักงานจะมอบหมายให้รองเลขาธิการ ด้านสืบสวนเดินทางเข้าไปรับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (30 ม.ค.)
นอกจากนี้ กกต. ยังมีนโยบายหลังจากนี้จะทำบันทึกข้อตกลง (mou) กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว โดยไม่ต้องมีหนังสือขอเป็นคราวๆ ไป เพื่อมาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมอบให้ สนง .ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ มาตรา 32 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายกกต. อาจขอให้มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(2)เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แจ้งรายงานการทำธุรกรรมของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือผู้สมัครตามที่คณะกรรมการแจ้งให้ทราบ หรือ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแจ้งให้ทราบถึงการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการ ร้องขอ
ทั้งนี้ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดและไม่ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายที่ 5 หน่วยงานใดเปิดเผยข้อมูลในความครอบครองมาใช้บังคับแก่การแจ้งข้อมูลตามที่คณะกรรมการร้องขอ
มีความเห็นจากนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ (เบอร์ 35) ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงตลาดเจ้าพรหม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยากรณีมีการนำเงินทุนเทามาใช้ซื้อเสียงเลือกตั้งว่า จากกระแสข่าวช่วงแรกที่คุยกันว่ามีเงินจากทุนเทาไหลเข้ามานับแสนล้าน เอามาใช้จ่ายเลือกตั้ง ต่อมามีข่าวว่าจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท เท่ากับมีการนำเงินเทาเข้ามาใช้ซื้อเสียงประมาณ 2 แสนล้านบาท
«มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจากเดิมที่คุยกันว่า มีเงินจากทุนเทาเข้ามาแสนล้าน เพื่อเอามาจ่ายในการเลือกตั้ง ต่อมาก็พูดกันว่า จ่ายหัวละ 7,500 บาท เท่ากับว่าเงินประมาณ 2 แสนล้านเข้ามา»นายเจษฎ์กล่าว และว่า วันนี้ก็ชัดเจนแล้ว เมื่อผู้ว่าฯธปท.ออกมาเปิดข้อมูล การเบิกถอนเงินสดก้อนโตผิดปกติถึง 2 ระลอก ครั้งแรก 100 ล้านบาท และอีกครั้ง 250 ล้านบาท ซึ่งการเบิกเงินลักษณะนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง
«ความชัดเจนวันนี้ ต้องขอบคุณผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ออกมาเปิดเผยว่า มีการเบิกเงิน 2 ระลอก อันนี้ของจริงเลย 100 ล้านครั้งหนึ่ง 250 ล้านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเงินแบบนี้มีความไม่ชอบมาพากลสูง การที่ผู้ว่าฯธปท.ยื่นเรื่องให้หน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบ ก็ควรเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อพิจารณาเงื่อนงำและข้อพิรุธที่อาจเกี่ยวพันกับการทุจริต หรือการแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่านักการเมืองทุกคนทุกพรรค ต่างก็รู้ดี หากใครรู้ตัวว่ากำลังทำอยู่ ก็ขอให้หยุดซะ ส่วนประชาชนที่รับเงินก็คงรู้ตัวเช่นเดียวกัน หากท่านรับแล้ว ยังไปเลือกเขาเท่ากับเป็นการทำลายประเทศชาติ»นายเจษฎ์ กล่าว
และเรียกร้องให้ กกต.และผู้ตรวจการเลือกตั้งทั่วประเทศเร่งทำหน้าที่ตรวจสอบ และสอดส่องอย่างเข้มข้น ไม่ควรต้องรอให้ผู้ว่าฯธปท.ออกมาตรวจสอบหรือเปิดเผยข้อมูลแทน พร้อมกล่าวย้ำว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันค้นหาความจริง ถ้าหาไม่เจอ บ้านเมืองเราวิบัติแน่นอน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี