วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569
“KPI Poll” สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ “อนุทิน” คะแนนพุ่ง นำ “เท้ง-เชน-มาร์ค” แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอ “นายกฯที่ใช่” จับตาพลังเงียบวัยทำงานพลิกโผโค้งสุดท้าย คนรุ่นใหม่หนุนแก้รัฐธรรมนูญ แนะพรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ด้าน “นิด้าโพล” เผย “ณัฐพงษ์” นำโผนายกฯ ตามมาด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์-ยศชนัน” ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” ชี้ “พรรคประชาชน” นำทั้งปาร์ตี้ลิสต์-สส.เขต หนุน “ณัฐพงษ์” เต็งนายกฯ
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งที่ 2 หัวข้อ “เลือกตั้ง 69...ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” สะท้อนภาพการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายที่ยังผันผวน ชี้ชัดประชาชนเลือกจาก “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” มากกว่ากระแสตัวบุคคล โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 รายทั่วประเทศ โดยเน้นมาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นกลาง และไม่ชี้นำ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมืองโดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงจาก 26.2% เหลือ 23.4% แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่สูงที่สุด สะท้อนว่าสนามนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้าย
สำหรับคะแนนนิยมรายบุคคล มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 16.9% เป็น 18.9% (ขยับขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตัวบุคคล) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) คะแนนลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2% รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรรคเพื่อไทย) คะแนนขยับขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) คะแนนลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.8% นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) 4.6%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 3.4% และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.2% ที่มีแนวโน้มคะแนนขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกินครึ่งหรือ 52.6% ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รองลงมาคือความชอบในนโยบายพรรค (30.2%) และชอบตัวบุคคล (8.6%) ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองที่จะชนะใจประชาชนได้ ต้องสื่อสารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ “จับต้องได้จริง” และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแค่สโลแกนขายฝัน
ในส่วนของแนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมพบว่าเสียงส่วนใหญ่ 53% เห็นชอบ โดยมีความแตกต่างตามช่วงวัย (Generation Gap) อย่างชัดเจน Gen Z: เห็นชอบสูงสุด 58.8% Baby Boomer: เห็นชอบน้อยที่สุด 46% และมีสัดส่วนไม่เห็นชอบสูงถึง 31% ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด (คะแนนเต็ม 5) 1.ระบบการเลือก สว. (3.74 คะแนน) 2.กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ (3.69 คะแนน) 3.ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ (3.68 คะแนน)
ข้อน่ากังวลที่พบจากการสำรวจคือ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องประชามติจาก สื่อมวลชนและองค์กรเอกชน (35%) มากที่สุด ในขณะที่หน่วยงานหลักอย่าง กกต. กลับมีการรับรู้เพียง 13.7% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างในการสื่อสารของรัฐที่ยังเข้าไม่ถึงภาคประชาชนเท่าที่ควร
สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า พรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ขณะที่ กกต. ต้องเร่งปรับบทบาทเป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่ให้ข้อมูลสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย เพื่อลดความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัย
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80 ระบุอื่นๆ
ส่วนไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 ม.ค.2569 พบว่า พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่นๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 4.47
ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่นๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38
และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 21.53 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.11 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่นๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคงนำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี