วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ประชาชนกำลังตัดสินว่าพรรคการเมืองใดจะได้อำนาจบริหารประเทศจริง ๆ ไม่ใช่แค่เลือกตัวแทนเข้าสภา แต่คือการเลือกว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล คุมฝ่ายบริหาร และเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศในระยะต่อไป
อำนาจแบบนี้เป็นอำนาจที่ใช้กำหนดงบประมาณ กำหนดกฎหมาย และกำหนดทิศทางประเทศในสถานการณ์สำคัญ การหย่อนบัตรเลือกตั้งจึงเป็นการตัดสินใจที่มีผลจริง และไม่ใช่พื้นที่ให้ลองผิดลองถูก
ในวันเดียวกันนั้น ประชาชนยังต้องตัดสินใจอีกเรื่องที่มีผลยาวไกลไม่แพ้กัน คือการลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องนี้หมายถึงการเปิดทางให้กติกาหลักของประเทศถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งชุด
สองการตัดสินใจนี้ให้ผลต่างกันอย่างมาก แต่กลับถูกจัดให้อยู่ในวันเดียวกัน ถูกพูดในบรรยากาศเดียวกัน และถูกชวนให้คิดไปพร้อมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลของมันไม่เท่ากันเลย
การได้อำนาจบริหารประเทศอย่างเดียวก็เป็นภาระหนักอยู่แล้ว แต่หากอำนาจนั้นเดินมาพร้อมไฟเขียวให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่การคุมรัฐบาล แต่คืออำนาจกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว
ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคการเมืองที่มีแนวคิดต้องการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐย่อมได้เปรียบ หากสามารถครองอำนาจได้ทั้งจากการเลือกตั้งและจากประชามติไปพร้อมกัน และพรรคที่เดินเกมลักษณะนี้ชัดที่สุดคือ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม”
การสื่อสารของพรรคส้มไม่แยกให้เห็นชัดว่า การเลือกผู้สมัครเพื่อเข้าไปบริหารประเทศกับการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่เป็นคนละเรื่อง แต่ผูกทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันภายใต้คำว่า “เปลี่ยน” และ “เริ่มใหม่” ทำให้การตัดสินใจทั้งสองเรื่องไหลไปในอารมณ์เดียวกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยน แต่อยู่ที่การพูดถึงการเปลี่ยนโดยไม่ต้องรับภาระคำอธิบาย เปลี่ยนไปสู่อะไร เปลี่ยนโครงสร้างแบบไหน และใครเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย คำว่าเปลี่ยนจึงถูกใช้เหมือนคำตอบสำเร็จ ทั้งที่ยังไม่มีภาพปลายทางให้จับต้องได้
เมื่อไม่มีรายละเอียด แต่ขอให้ประชาชนตัดสินใจล่วงหน้า สิ่งที่ถูกขอจึงไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือความไว้วางใจเต็มรูปแบบ และเป็นความไว้วางใจที่ผูกเข้ากับอำนาจบริหารประเทศโดยตรง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับปี 2560 ไม่ใช่กติกาที่แก้ไม่ได้ และในความเป็นจริงก็เคยมีการแก้ไขมาแล้ว ประเทศไม่ได้หยุดเดิน และไม่ได้เกิดภาวะสูญญากาศอย่างที่บางฝ่ายพยายามทำให้เห็น
คำถามที่ยังค้างอยู่คือ หากยังสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ เหตุใดต้องรื้อทั้งฉบับ และหากจะรื้อจริง เหตุใดประชาชนยังไม่เห็นภาพชัดว่ากติกาใหม่จะพาไปทางไหน
อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือค่าใช้จ่าย หากประชามติเห็นชอบ เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว แต่จะต้องมีการลงประชามติเพิ่มอีก สองครั้ง รวมกับครั้งนี้เป็น สามครั้งตลอดกระบวนการ เงินระดับหลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขเล็ก และเป็นเงินที่ต้องจ่ายจากภาษีของประชาชนโดยตรง
ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังสูง รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม และงบประมาณรัฐยังมีภาระรออยู่จำนวนมาก การตัดสินใจเปิดทางให้กระบวนการที่ใช้เงินสูงเดินต่อ โดยยังไม่รู้ผลลัพธ์สุดท้าย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามให้หนักขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเงินคือความไม่แน่นอนของเนื้อหา ไม่มีหลักประกันที่จับต้องได้ว่าโครงสร้างสำคัญของประเทศจะไม่ถูกนำมาจัดใหม่ และไม่มีคำตอบที่ชัดว่าหากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินไปไกลกว่าที่สังคมรับได้ จะถอยกลับกันอย่างไร
เมื่อพิจารณาแนวคิดทางการเมืองของพรรคส้มที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิมแทบทุกด้าน รัฐธรรมนูญใหม่จึงถูกมองเป็นช่องทางจัดระเบียบอำนาจใหม่ทั้งระบบ ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนที่จะถืออำนาจกำหนดเนื้อหาเหล่านั้น
หากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเช่นนี้ได้อำนาจบริหารประเทศจากการเลือกตั้ง และได้ความชอบธรรมจากประชามติไปพร้อมกัน การเคลื่อนไหวในสภา การตัดสินใจของรัฐบาล และทิศทางของรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมเดินไปในแนวเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ภาพที่ควรถูกพิจารณาคือสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งในแง่การบริหารและการจัดทำกติกาหลัก เมื่ออำนาจบริหาร เสียงในสภา และความชอบธรรมจากประชามติเดินไปพร้อมกัน พื้นที่ให้คัดง้าง ทบทวน หรือชะลอ ย่อมแคบลงอย่างเห็นได้ชัด
คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะหน้าตาอย่างไร แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้เขียน ใครเป็นผู้กำหนดเนื้อหา และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกติกาชุดใหม่ การเปลี่ยนกติกาโดยฝ่ายที่ถืออำนาจอยู่แล้วเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และผลลัพธ์มักผูกอยู่กับผู้ถืออำนาจมากกว่าภาพรวมของประเทศ
พรรคส้มวาดภาพอนาคตด้วยถ้อยคำที่ฟังดูสวยงาม เต็มไปด้วยความหวัง และชวนให้เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เมื่อไม่มีรายละเอียด เลี่ยงคำถามยาก และไม่พูดถึงผลที่จะตามมา ความหวังนั้นอาจกลายเป็นต้นทุนของความปั่นป่วนในระยะยาว
การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตัดสินใจว่าจะยอมให้พรรคประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล พร้อมกับถือเสียงในสภาเพื่อกำหนดทิศทางประเทศในทุกมิติหรือไม่ ไม่ใช่แค่การคุมฝ่ายบริหาร แต่หมายถึงการคุมเกมการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบาย งบประมาณ กฎหมาย ไปจนถึงการชี้นำการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดที่ชัดเจน
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนว่าอะไรในอนาคต แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่วินาทีที่บัตรเลือกตั้งถูกหย่อนลงไป อำนาจบริหาร เสียงข้างมากในสภา และทิศทางของกติกาหลักของประเทศ จะถูกรวมอยู่ในมือกลุ่มเดียวทันที
และเมื่ออำนาจถูกรวมในระดับนี้ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การเปลี่ยนตามคำโฆษณา แต่คือการบังคับให้ทั้งประเทศต้องเดินตามแนวคิดของผู้ถืออำนาจ โดยแทบไม่มีช่องให้คัดง้าง แก้ไข หรือหยุดได้อีกต่อไป.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี