สังศิต ชี้โอกาส อนุทิน จะได้เป็นรัฐบุรุษ มั่นใจรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงสุด

สังศิต ชี้โอกาส อนุทิน จะได้เป็นรัฐบุรุษ มั่นใจรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงสุด

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.30 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า โอกาสที่คุณอนุทินจะได้เป็นรัฐบุรุษ 

ผมดีใจที่ผลการเลือกตั้งล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่งในสภาฯ หรือคิดเป็นเกือบจะร้อยละ 40 ของที่นั่งทั้งหมด เพราะเงื่อนไขประการแรกที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นคงคือจะต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากพอสมควร นี่เป็นโอกาสดีที่สุดของประเทศไทยในช่วงระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาที่ ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศได้


การมีรัฐบาลเสียงข้างมากที่เข้มแข็งเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นต้นทุนและค่าใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

หลังผลการเลือกตั้ง เราได้เห็นสัญญาณทางเศรษฐกิจเชิงบวกที่ตลาดทุนทันที ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียกความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง ผลจากความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลสะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นจาก 1000 จุดมาที่ 1350 จุด

เมื่อกว่า 10 ปีแล้ว ผมเคยบอกกับคุณพ่อของคุณอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ว่า “วันหนึ่งลูกชายพี่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี” ท่านถามผมว่าทำไมคิดอย่างนั้น? ผมตอบไปว่า เพราะคุณอนุทินเป็นนักการเมืองที่สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน และไม่มีข่าวอื้อฉาวเหมือนนักการเมืองทั่วไป

เมื่อพรรคประชาชนปฏิเสธที่จะเป็นรัฐบาล และหันไปสนับสนุนให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ผมจึงได้เห็นภาวะความเป็นผู้นำของคุณอนุทินชัดเจนมากขึ้น คุณอนุทินยินดีรับภาระเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งปกตินักการเมืองที่เฉลียวฉลาด และนักการเมืองทั่วไปจะไม่กล้าเป็นผู้นำของรัฐบาลแบบนี้ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากเกินไป และอาจทำลายชื่อเสียง ตลอดจนความน่าเชื่อถือระยะยาวให้ย่อยยับได้ 

แต่คุณอนุทินกลับสามารถพลิกสถานการณ์วิกฤต ความไม่แน่นอนทางการเมืองให้กลายเป็นรัฐบาลที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นรัฐบาลแบบมืออาชีพได้โดยการนำเทคโนแครตที่สำคัญสามท่านคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่สามารถลงมือทำงานได้จริงทันที คุณเอกนิติประกาศนโยบายคนละครึ่งพลัส 

ซึ่งคนไทยดูพออกพอใจกันมากและยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนไทยให้มากขึ้นตามสมควร ส่วนคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เดินหน้าขายสินค้าการเกษตรออกต่างประเทศได้จริงแบบคนทำงานเป็น ซึ่งคนไทยไม่เคยเห็นรัฐมนตรีพาณิชย์ที่มีความสามารถแบบนี้มาก่อน ส่วนคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็สามารถดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศแบบที่คนไทยหายใจได้ทั่วท้อง พูดจามีหลักมีฐาน ทั้งยังสามารถพูดคุยกับผู้นำของชาติมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีนได้อย่างเท่าเทียมกันแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่หงอๆ หรือทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยเหมือนอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศบางท่านในอดีต

ช่วงการเป็นรัฐบาลเพียงสองเดือนสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองไทยดู “ นิ่ง” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่หาดใหญ่ และสงครามที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องของเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยที่น่าวิตกเป็นอย่างมาก จนคนไทยหมดหวังว่าจะหารัฐบาลที่ไหนมาแก้ปัญหาให้ประเทศไทยได้

กล่าวโดยสรุปก็คือรัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำงานเชิงรุกที่สร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นให้แก่ประเทศได้สำเร็จ

วันนี้คุณอนุทินมีโอกาสที่จะแสดงความสามารถในการบริหารจัดการประเทศไทยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แถมยังมีเวลาที่ยาวนานขึ้นอีกด้วย ผมจึงอยากชักชวนคุณอนุทินว่า อย่าเป็นแค่นายกรัฐมนตรีเลย เพราะนายกรัฐมนตรีมีจำนวนมากแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่จะมีโอกาสเป็นถึงรัฐบุรุษของประเทศมีน้อยมาก ที่ผ่านมาก็มีเพียงนายกรัฐมนตรีแค่สองท่านเท่านั้นคือ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

การที่นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งจะบริหารจัดการบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งได้รับการยกย่องนับถือให้เป็นรัฐบุรุษนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือผลงานที่ทำให้แก่บ้านเมือง ให้แก่ประเทศชาติ จนดีเกินกว่าผลงานของผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีทั่วไปจะสามารถทำได้

ขณะนี้มีเงื่อนไขที่รองรับการที่คุณอนุทินจะสามารถบริหารบ้านเมืองให้เป็นไปได้ด้วยดี จนสามารถที่จะก้าวขึ้นไปเป็นรัฐบุรุษของประเทศไทยได้ หลายประการ ดังนี้คือ

ประการแรก จำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทยในสภาฯ มีเกือบร้อยละ 40 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพค่อนข้างสูง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง มีความชอบธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในระดับสูง ในภาวะการณ์เช่นนี้ รัฐบาลย่อมมีความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับที่ยุ่งยากขึ้นและซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งนั่นก็คือ สามารถที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมาทั้งหมด แต่เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้อย่างตรงเป้าที่มีความยั่งยืน เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งในระยะยาวได้

ประการที่ 2 หัวใจสำคัญของนโยบายสามด้านของรัฐบาลชุดนี้คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ผมเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในขณะนี้คือการใช้ทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อน โดยเน้นเรื่องการจ้างงาน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่แล้งซ้ำซาก และพื้นที่ที่เกษตรกรทำการเกษตรได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ในระดับภูมิภาค เพื่อทำให้ผู้ที่เดือดร้อนมีงานทำ และช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี
นอกจากนี้นโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs การดูแลค่าเงินบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออกก็เป็นเรื่องที่เร่งด่วนไม่แพ้กัน

ตลอดจนถึงโครงการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเช่นอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานให้แก่ประชาชน ด้วยการลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยลดภาระเรื่องการคมนาคม และอาจช่วยเพิ่มการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศได้มากขึ้นด้วย

ประการที่ 3 รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสที่จะแก้ปัญหาระดับโครงสร้างและหนี้สาธารณะและหนี้นอกระบบที่เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศมายาวนานได้

การได้เอกนิติ ศุภจี และสีหศักดิ์กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมอีกวาระหนึ่ง ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ได้ริเริ่มไว้ก่อนหน้านี้จะไม่หยุดชะงักแต่จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง และรวดเร็ว 

การที่พรรคภูมิใจไทยมีเสียงในสภาสูงมากทำให้การบริหารจัดการเศรษฐกิจราบรื่น เพราะกระทรวงหลักจะอยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจมีความคาดหวังมาตลอด เรื่องความเป็นเอกภาพของการตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นช้านานแล้ว 

จุดแข็งของทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยชุดนี้คือ มีแนวคิดและนโยบายที่ดี เป็นนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และยังมีความสามารถที่จะทำให้นโยบายเกิดขึ้นได้จริงอีกด้วย 

ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ชะลอตัวมาช้านาน อาทิเช่นโครงการอู่ตะเภา สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 การขยายสนามบินเชียงใหม่ โครงการพัฒนาที่สนามบินสุวรรณภูมิ โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการรถไฟรางคู่ เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลควรสนใจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการแก้ไขกฎหมายต่างๆ และระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้มากขึ้น

ประการที่ 4 การบริหารราชการแผ่นดินให้มีธรรมาภิบาล ไม่ให้มีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น และหากมีข่าวลืออื้อฉาวเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น ก็ต้องสามารถบริหารจัดการได้อย่างทันการ เหมาะสมจนประชาชนยอมรับได้

ผมคิดว่าเป็นเรื่องโชคดีที่คุณอนุทิน มีคุณเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีคลัง และมีคุณวิทัย รัตนากร เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีแนวคิดที่กล้าใช้อำนาจไปจัดการกับเรื่องของเงินผิดกฎหมาย ในแง่นี้คุณอนุทินจึงได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านนี้ ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และมี “ตีนที่ติดดิน” แบบนี้หาไม่ง่ายนัก และแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณสมบัติเรื่องตีนติดดินของคุณวิทัยละม้ายคลายคลึงกับท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากร อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มากยิ่งกว่าผู้ว่าฯก่อนหน้านี้ทั้งหมด

ผมคิดว่าคุณเอกนิติ คุณวิทัย คุณศุภจี และคุณสีหศักดิ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการออกแบบควบคุมการทุจริต และการคอร์รัปชั่นเชิงบวก โดยให้ข้อเสนอแนะเรื่องการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบราชการต่างๆ ที่ล้าหลังและพ้นยุคพ้นสมัยไปแล้วให้แก่รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

การที่ประเทศไทยมีมือเศรษฐกิจชั้นเยี่ยมพร้อมกันถึงสามท่านในเวลาเดียวกัน ทั้งยัง สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เป็นเงื่อนไขที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่มีรัฐบาลไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจะมีบุคลากรชั้นเยี่ยมพร้อมกัน ขนาดนี้ ผมจึงเห็นว่า คุณอนุทินสามารถวางใจให้ทั้งสามท่านดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศได้ ส่วนเรื่องความมั่นคงชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาก็สามารถมอบให้ผู้บังคับบัญชา ของสามเหล่าทัพช่วยกันดูแลไป ได้

ส่วนคุณอนุทินควรใช้เวลาไปจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ และเข้าดูแลหน่วยงาน BOI ซึ่งมี นักลงทุนต่างประเทศสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยเป็น มูลค่าสูงมาก  แต่การบังคับใช้กฎหมายและการประสานหน่วยงานต่างๆ กลับไม่เกิดขึ้น การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะสามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้ คุณอนุทินทำเพียงสองเรื่องใหญ่นี้ให้ดีภายในหนึ่งปีเท่านั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยก็เดินหน้าแล้วครับ

รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา

10 กุมภาพันธ์ 2569

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top