หลักความลับเลือกตั้ง ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ไม่ใช่โซเชียล

หลักความลับเลือกตั้ง ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ไม่ใช่โซเชียล

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.18 น.

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปตามกำหนด แต่บรรยากาศหลังการนับคะแนนไม่ได้จบลงพร้อมกับการประกาศผล ประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ถูกหยิบขึ้นมาขยายผลในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว พร้อมคำอธิบายเชิงเทคนิคที่เรียงร้อยกันเป็นชุด คล้ายบทสรุปว่าระบบมีช่องโหว่ร้ายแรง

ข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้น ไม่ได้กล่าวหาว่ามีใครรู้แล้วว่าใครลงคะแนน หากแต่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากข้อมูลบางส่วนสามารถเชื่อมโยงกันได้ ก็อาจสาวถึงตัวผู้ลงคะแนน


และหากข้อกังวลดังกล่าวมีมูล ก็อาจเกี่ยวข้องกับหลักที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 บัญญัติไว้ว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ…”

หลักดังกล่าวเป็นหลักประกันสำคัญของความไว้วางใจในระบบเลือกตั้ง จึงสมควรถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบ แต่ประเด็นว่าการดำเนินการครั้งนี้เข้าข่ายกระทบต่อหลักดังกล่าวหรือไม่ ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ

สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือการนำข้อสันนิษฐานทางเทคนิคหลายชั้นมาผูกต่อ แล้วเผยแพร่ในโซเชียลในลักษณะเหมือนข้อยุติ ทั้งที่กระบวนการตามกฎหมายยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ

ความเป็นไปได้ทางเทคนิคไม่ใช่คำชี้ขาด และการตีความในโซเชียลไม่ใช่อำนาจตามกฎหมาย

หากเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งอาจขัดรัฐธรรมนูญ ช่องทางมีอยู่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องสามารถยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

คำถามว่า “การจัดการเลือกตั้งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่” เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง

ในอดีต ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้ว เช่นกรณีปี 2549 ซึ่งเกิดจากกระบวนการในศาล มิใช่จากแรงกดดันในพื้นที่สาธารณะ

การเพิกถอนผลหรือการวินิจฉัยใด ๆ เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของความเห็นรายวัน

เมื่อกลไกมีอยู่ครบ หากมั่นใจว่ามีปัญหา ก็ควรใช้ช่องทางนั้นให้เต็มที่

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงข้อสงสัย หากแต่มีความพยายามของกลุ่มที่ไม่พอใจผลเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ในการจับผิดทุกรายละเอียด อ้างผู้เชี่ยวชาญด้านบาร์โค้ด ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวเลข แล้วเรียบเรียงข้อมูลเป็นชุด ๆ เสมือนบทสรุปว่าการเลือกตั้งมีปัญหาแล้ว

การตรวจสอบทำได้เต็มที่ แต่การคัดเลือกข้อมูลเพียงด้านเดียวแล้วเผยแพร่ในลักษณะคล้ายข้อยุติ อาจทำให้บรรยากาศคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่ยังต้องพิสูจน์

หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ถูกพูดถึงมาก คือคำสัมภาษณ์ของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ที่เสนอให้ทำลายบัตรเลือกตั้งและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยอ้างความเป็นไปได้ทางเทคนิคในการเชื่อมโยงข้อมูล

ข้อเสนอเช่นนี้ตั้งอยู่บนการคาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งที่คำถามทางกฎหมายยังไม่ได้รับการพิจารณา หากเห็นว่ามีปัญหา เส้นทางที่เหมาะสมคือการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่การเรียกร้องให้ยกเลิกผลโดยหน่วยงานจัดการเลือกตั้งเอง

บัตรเลือกตั้งทุกใบคือหลักฐานสำคัญ การจัดการใด ๆ ก่อนกระบวนการตรวจสอบแล้วเสร็จ ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงคลุมเครือยิ่งขึ้น

กระแสกดดันไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น หากแต่ขยายไปถึงเวทีนักวิชาการและสื่อ ซึ่งมีบทบาทกำหนดทิศทางความเห็นของสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “ปริญญา เทวานฤมิตกุล” อาจารย์นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปรากฏตัวในสื่อแทบทุกวัน วิเคราะห์ตีความ และชี้ทิศทางทางกฎหมายราวกับเป็นผู้วินิจฉัยเอง

การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการทำได้เต็มที่ แต่เส้นแบ่งสำคัญคือ บทบาทของนักวิชาการไม่ใช่อำนาจชี้ขาด ข้อพิพาทระดับรัฐธรรมนูญไม่ได้จบที่ความเห็นในรายการโทรทัศน์ ไม่ว่าความเห็นนั้นจะมีคนเห็นด้วยมากเพียงใด

เมื่อการวิเคราะห์ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสทำให้สาธารณะเข้าใจว่าเรื่องถูกชี้ขาดไปแล้ว ทั้งที่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังไม่เริ่มต้น

การวิจารณ์ทำได้ แต่การสร้างบรรยากาศเหมือนมีคำชี้ขาดรายวัน คืออีกเรื่องหนึ่ง

ยิ่งเมื่อจุดยืนที่แสดงออกมีความสอดคล้องกับท่าทีของพรรคประชาชนอย่างเด่นชัด ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า บทบาทที่เหมาะสมของอาจารย์กฎหมายในมหาวิทยาลัยควรเป็นการให้กรอบคิดอย่างรอบด้านและรักษาระยะจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือควรตัดสินใจลงสนามการเมืองอย่างเปิดเผย เพื่อไม่ให้บทบาททางวิชาการกับจุดยืนทางการเมืองทับซ้อนกันในสายตาประชาชน

สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงข้อสงสัยทางเทคนิค แต่คือการใช้โซเชียลและสื่อเป็นพื้นที่สรุปผลแทนกระบวนการตามกฎหมาย

การถกเถียงเปิดกว้างได้ แต่การตัดสินก่อนกระบวนการตรวจสอบย่อมไม่ช่วยให้ข้อพิพาทชัดเจนขึ้น

การเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งใหม่โดยยังไม่มีคำวินิจฉัย ก็ไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยได้รับคำตอบ หากต้องการความชัดเจน ช่องทางตามกฎหมายมีอยู่แล้ว

การเลือกตั้งเป็นกลไกที่ต้องดำเนินไปตามกติกาที่มีอยู่ หากมีข้อกล่าวหาร้ายแรง ก็ต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยในกระบวนการที่กำหนดไว้

คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครออกรายการมากกว่าใคร หรือใครรวบรวมข้อมูลได้มากกว่าใคร

ดังนั้น การปั่น การชี้นำ และการตั้งข้อสรุปล่วงหน้า ควรยุติตั้งแต่วันนี้ แล้วปล่อยให้กระบวนการตามกฎหมายทำงานของมัน

ข้อพิพาทระดับนี้ต้องจบในศาล ไม่ใช่ในสตูดิโอรายการข่าว และไม่ใช่ในหน้าฟีดของสื่อสังคมออนไลน์.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top