วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
2 ผู้สมัคร สส.พรรคส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ “วีรภัทร”จี้ถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็เลือกตั้งใหม่ งง!มีใบรายชื่อคนเลือกตั้ง“บุรีรัมย์”ด้วย ด้าน“ประสิทธิ์”ร้อง PDPA จากปมบาร์โค้ด ล้วงข้อมูลทัศนคติการเมือง เชื่อพรรคไหนได้ข้อมูลไปชนะเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง
16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งการเลือกตั้ง (กกต.) 2 ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ได้แก่ นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ และนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบกรณีพบใบขีดคะแนนในพื้นที่สมุทรปราการ และตรวจสอบบาร์โค้ดที่ปรากฎบนบัตรเลือกตั้งว่าเข้าข่าย PDPA หรือไม่ กรณีของตนเป็นกรณีที่สืบเนื่องจากที่มีการนำใบขีดคะแนนและป้ายต่างๆ ทิ้งที่บ่อขยะในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ วันนี้จึงได้นำเอกสารขอคัดค้านผลการเลือกตั้งและขอให้นับคะแนนใหม่ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตนได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่นำไปสู่การนับคะแนนใหม่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากหน่วยใดหรือเขตเลือกตั้งใดที่มีความรู้สึกว่าไม่สุจริตไม่โปร่งใส สามารถนับคะแนนใหม่ได้
นายวีรภัทร กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงานจากหลายคนที่พบความผิดปกติในการเลือกตั้งพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่แค่ใบขีดคะแนนเท่านั้น แต่พฤติกรรมของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และอีกหลายเรื่อง เช่น ใบลงคะแนนที่มีปัญหา แม้แต่หน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีการนำเอาชื่อคนอื่นมาติดแทนชื่อของตน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ตนได้ยื่นต่อ กกต.จังหวัดไปแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะใบขีดคะแนน ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญ ได้นำไปทิ้งที่บ่อขยะที่อยู่ในพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง ตนเข้าใจว่าเป็นการเช่าพื้นที่จากเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์
นายวีรภัทร ระบุว่า ยังมีเอกสารอื่นๆ ด้วย เช่น ใบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจ ว่าเหตุใดถึงมาปรากฎที่บ่อขยะแห่งนี้ และถ้าเราไม่ได้พบพลเมืองดี เราคงไม่ทราบว่ามีการนำเอาขยะมาทิ้ง เอาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาทิ้ง เรื่องนี้ตนคิดว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบไม่ใช่แค่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง เอกสารที่พบนี้อาจเป็นแค่บางส่วนด้วยซ้ำ ยังมีที่เราไม่พบอีกจะเป็นอย่างไร จึงนำรายละเอียดมายื่นต่อ กกต.เพื่อร้องขอถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็ควรจะเลือกตั้งใหม่
นายวีรภัทร ยังกล่าวว่า กกต.เองเคยดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตนได้รับรายงานมาว่า กกต.ไปดูงานเรื่องประชามติ ซึ่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องการจัดประชามติอย่างโปร่งใส แต่ กกต.เองในที่นั้น มีการพูดในลักษณะที่ว่าความโปร่งใสแบบนี้ไม่น่าจะทำได้ที่ประเทศของเรา หรือไม่อย่างไร ซึ่งตนคิดว่าสมควรตั้งข้อสงสัยมากๆ ว่าในการดูงานของ กกต.เสียเปล่าหรือไม่
“ผมทราบว่าจริงๆ แล้ว กกต.น่าจะสนุกสนานกับการไปดูงานบนยอดเขาที่สวิตเซอร์แลนด์ หรือเมืองที่อยู่ในทะเลสาบ มากกว่าการทำประชามติหรือการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เรื่องนี้ผมมีหลักฐาน และทราบมาว่าหลายต่อหลายคนที่เดินทางไปในครั้งนี้ น่าจะท่องเที่ยวมากกว่าการตั้งใจไปดูงาน” นายวีรภัทร กล่าว
เมื่อถามว่า เอกสารที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ มีรายละเอียดอย่างไร นายวีรภัทร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ไปช่วยตรวจสอบ ทราบว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งปกติชื่อเหล่านี้จะอยู่ที่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง รายละเอียดชัดๆ ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้อยู่ในเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์ ตนไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการเอกสารหรือการเข้าตรวจสอบ
เมื่อถามย้ำว่า แบบนี้จะมีน้ำหนักหรือไม่ เพราะกรณีที่ชลบุรี หลักฐานที่อ้างอิงมาจากสื่อมวลชน ก็ถูกปัดตก นายวีรภัทร กล่าวว่า ถ้าตนไปเจอแล้วไปหยิบมา ตนอาจจะโดนปั้นหลักฐานเท็จด้วยซ้ำ แต่กรณีนี้ พี่น้องสื่อมวลชนไปลงพื้นที่ และมีภาพปรากฎไม่ใช่การลงพื้นที่แค่ครั้งเดียว ดังนั้นแล้วเรื่องนี้มีน้ำหนักสูงในข้อเท็จจริงที่ปรากฎ เพราะส่วนหนึ่งตนเชื่อว่าทาง กกต.เอง หรือทางผู้ที่จัดเก็บคงไม่คาดว่าจะมีคนไปพบเอกสารเหล่านี้อยู่ในกองขยะ ซึ่งเป็นพื้นที่พื้นที่ปิด
เมื่อถามว่า ต้องการให้มีการสืบเสาะหาผู้กระทำผิดเพื่อเอาผิดหรือไม่ นายวีรภัทร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของ กกต. แค่ส่วนเดียว กกต.จำเป็นจะต้องตามหาผู้ที่กระทำความผิด เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่ควรจะมาพบที่บ่อขยะ อีกส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีการปล่อยปะละเลย ควรจะการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง ว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน ผู้ที่มาลงคะแนนออกเสียง
“ผมเชื่อว่าเป็นเป็นอย่างยิ่งว่า กกต.ในฐานะที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่มีหน้าที่ในการสั่งให้นับคะแนนใหม่ แต่ควรจะสืบเสาะหาความจริงว่าการนำเอกสารเหล่านี้มากระทำด้วยเหตุผลอะไร และมีความจำเป็นอะไรที่จะนำมาทิ้งในที่ลักษณะดังกล่าว แล้วที่เราไม่ได้เจอพื้นที่อื่นที่เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน มีการกระทำแบบนี้อีกทั่วประเทศหรือไม่” นายวีรภัทร กล่าว
ขณะที่ นายประสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้มีเรื่องที่ต้องผิด กกต. วันนี้ตนมาแจ้ง PDPA ซึ่งมีโทษอาญาถึงขั้นจำคุกคดี เราเห็นแล้วว่ามีการใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ผ่านมาเคยมีการเอาผิดแล้วเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่มีการเอาผิดเรื่องขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล จนถึงขั้นตอนการเผยแพร่
นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า ซึ่งไม่มีการแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และที่สำคัญที่สุด ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง ตามมาตรา 26 ถือเป็นคดีอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
นายประสิทธิ์ ยังขอให้ลงโทษ กกต.ทั้งทางปกครองคือการจัดทำข้อมูลบาร์โค้ดออกมา และทางอาญาคือการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่ง กกต.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ แต่ตามกฎหมาย รัฐสภาหรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภาสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี ไม่ใช่เก็บรวบรวมเพื่อการบริหารจัดการ เพราะการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เป็นขั้นตอนการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็อยู่ในขั้นตอนการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ กกต.จะพูดว่าสามารถทำได้ จะต้องตกไป
ส่วนที่มีข้ออ้างว่าพิมพ์บาร์โค้ด เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย ตนมีข้อโต้แย้งอีกว่า การสร้างความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นอีกเยอะแยะมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีการพิมพ์บาร์โค้ด เพราะความปลอดภัยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยกันละเมิดสิทธิข้อมูลพื้นฐานของประชาชน
“ผมไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง อย่างที่ทราบข้อมูลส่วนนี้มีประชาชนที่ไปเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคะแนนเลือกตั้งได้อย่างไร ไม่ได้เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การล้วงความเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงมาก” นายประสิทธิ์ กล่าว
นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนยื่นให้ศาลปกครองแล้ว ตนเป็นกังวลว่าพรรคการเมืองที่ได้ข้อมูลเหล่านี้ไป เขาจะรู้ว่าใครเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน หรือการซื้อเสียง เขาจะรู้ว่าคนที่ซื้อเสียงเลือกเขาหรือไม่ รอบหน้าเขาจะทำได้ตรงเป้ามากขึ้น และจะทำให้ชนะการเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง
“การที่รู้ทัศนคติทางการเมือง รู้ว่าข้าราชการคนไหนเลือกพรรคอะไร มีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ถือว่าเป็นอันตรายมาก และประชาชนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน คูหาเลือกตั้งควรจะเป็นที่ปลอดภัยไม่ใช่คูหาสอดแนม” นายประสิทธิ์ กล่าว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี