วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ปชน.ยืนยันการมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวบัตรหรือต้นขั้ว ที่ กกต.เก็บหลังนับคะแนน ย้ำหาก กกต.เชื่อว่าบาร์โค้ดไม่เป็นปัญหา ก็ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและวิธีการนับคะแนนแบบเดิม ในวันเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ.นี้ เรียกร้อง กกต.เปิดเผยแบบรายงานผล (5/18) และใบขีดคะแนน (5/11) ให้ครบทุกหน่วย เหตุตัวเลขไม่ตรงกันหลายหน่วย
19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค และผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งในปี 2569

โดย นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบาร์โค้ดอย่างน้อยในส่วนของบัตรบัญชีรายชื่อ เป็นบาร์โค้ดที่เป็นรหัสบัตร ที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนแต่ละคนที่ลงคะแนนเสียงกาให้กับใคร คำถามที่มีการถกเถียงในสังคมตอนนี้คือ การมีอยู่ของบาร์โค้ดที่สามารถตรวจย้อนกลับได้ เท่ากับทำให้การออกเสียงที่ผ่านมาไม่เป็นความลับหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีสองกลุ่มความเห็น สำหรับพรรคประชาชน การออกเสียงจะลับหรือไม่ลับ ขึ้นอยู่กับว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ว่าใครกาอะไร หากการออกเสียงจะลับจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือในเชิงปฏิบัติ ขณะที่ กกต.กลับนิยามคำว่าลับ ว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากตรวจสอบย้อนกลับได้ยากในเชิงปฏิบัติ การออกเสียงก็ยังถือว่าลับอยู่
แต่ต่อให้ยอมรับนิยามคำว่าลับของ กกต.แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากในระดับที่ กกต.พยายามให้เหตุผล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่า กกต.เก็บบัตรเลือกตั้ง หรือต้นขั้วไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่ต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วที่เข้า กกต.เก็บไว้ เช่น หากตนเป็นผู้สมัครแล้วไปข่มขู่ประชาชนว่าต้องเลือกตน แล้วจะตรวจสอบว่าเลือกจริงหรือไม่ สิ่งที่ตนสามารถทำได้คือ การขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำรหัสต้นขั้วหรือ 3 - 4 เลขสุดท้ายของรหัสต้นขั้วมา แล้วกลับมารายงานให้ตนทราบ ตนในฐานะผู้สมัครสามารถส่งผู้สังเกตการณ์ไปตั้งกล้องถ่ายทุกภาพที่เจ้าหน้าที่มีการขาน แล้วสแกนบาร์โค้ดของบัตรทุกใบ เพื่อดูว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับต้นขั้ว กาให้กับใคร
นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่ ซึ่งทำให้หากผู้สมัครคนใดรู้ถึงระบบบาร์โค้ดก่อน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร ประเด็นนี้ จะถูกจับตามองและสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่จะมาถึงนี้ หาก กกต.ยืนยันว่าบัตรออกเสียงของตนเองที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่มีปัญหาจริง ทุกคนควรจะเห็นสองอย่าง คือ กกต.ยังใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดอยู่ และควรจะเห็นการนับคะแนนที่ไม่ได้มีความพยายามในการปกปิดบาร์โค้ดตอนนับคะแนน เพราะหาก กกต.มีการออกแนวปฎิบัติให้ถือบัตรตอนนับคะแนนในลักษณะที่เป็นการจงใจปิดบาร์โค้ด นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่า การดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีปัญหา

กรณีต่อมา จากการที่ กกต.ได้เปิดเผยรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ในเว็บไซต์ของ กกต.เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าครบทุกหน่วยแล้ว ยกเว้นหน่วยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ พรรคประชาชนมีข้อเรียกร้อง ดังนี้
1) ขอเรียกร้องให้ กกต.ตรวสอบว่าได้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง (หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่) เพราะพรรคประชาชนยังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน ว่ายังมีบางหน่วยที่ไม่มีการอัปโหลดเอกสาร ส.ส. 5/18 และยังมีบางกรณีที่ยังขาดผลรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร
2) ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ของทุกหน่วยในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังเป็นการอัปโหลดขึ้น Google Drive ต้องไปแยกดูในแต่ละโฟลเดอร์ และเข้าใจว่าหลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ซึ่งทำให้ประชาชนนำตัวเลขไปคำนวณต่อได้ยาก กกต. ควรเปิดเผยข้อมูลในลักษณะของตาราง Excel ที่วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ซึ่ง กกต.ย่อมมีข้อมูลรูปแบบนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว
3) ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (ส.ส. 5/11) ให้ครบทุกหน่วย เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเปิดเผย แต่ถ้าเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้มากขึ้น เพราะมีหลายกรณีที่ใบขีดคะแนน ส.ส. 5/11 ที่ประชาชนถ่ายมาในวันที่มีการนับคะแนน ไม่ตรงกันกับเอกสาร ส.ส. 5/18

ด้าน นายกิตติชัย ระบุว่า การเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 ว่าสอดคล้องกับการประกาศผลในแบบ ส.ส. 5/18 หรือไม่มีความสำคัญมาก เพราะมีกรณีที่เป็นปัญหาอยู่จริง ซึ่งพรรคประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนมามากกว่า 100 เรื่อง ในเรื่องของแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีรายงานผลคะแนนไม่ตรงกันระหว่างในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่คะแนนของผู้สมัครพรรคประชาชนลดลงไป หรือบางกรณีรายชื่อของคณะกรรมการประจำหน่วย ในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ไม่ตรงกันหลายกรณี หรือกรณีของจำนวนบัตรเสียที่รายงานไม่ตรงกัน เป็นต้น
"นี่คือเหตุผลที่ทำไมพรรคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.เร่งเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 เพราะเป็นการรวบรวมผล และเป็นการนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น ซึ่งประชาชนได้เก็บข้อมูลมา หาก กกต.อยากทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยต่างๆก็ควรต้องเร่งให้มีการเปิดแบบ ส.ส. 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ หากกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายหน่วย ย่อมสามารถทำให้คะแนนพลิก และการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้"
นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีสมุทรปราการ เขต 6 เข้าใจว่า กกต.ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้ว จะไม่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือลงคะแนนใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามระเบียบของ กกต.ระบุอย่างชัดเจนว่า กกต.หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) เมื่อเสร็จจากการลงคะแนนแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงแบบขีดและบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร พร้อมใส่สายรัดอย่างแน่นหนา ซึ่งสัมพันธ์กันกับอาทิตย์ที่แล้ว ที่ กกต.ได้มีการแถลงข่าวและทำให้ได้เห็นว่า หลังจากที่ลงคะแนนแล้วต้องเก็บใส่ถุง ใส่สายรัด และจัดเก็บในที่ที่ปลอดภัย
แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่ามีเอกสารแบบขีดที่ไปอยู่ในบ่อขยะ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต.เร่งตรวจสอบในประเด็นนี้ โดยในส่วนของผู้สมัครของพรรคประชาชน จะมีการฟ้องและดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะผู้ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป

นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับการรวบรวมเรื่องร้องเรียนและคดีต่างๆที่ผู้สมัครและภาคประชาชนได้ส่งมา แบ่งออกเป็นกรณีบัตรเขย่ง หรือกรณีที่จำนวนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน 16 เรื่อง กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อกับแบบเขตไม่ตรงกัน 1 เรื่อง กรณีพฤติกรรมของ กปน.ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ 17 เรื่อง กรณีพฤติกรรมการซื้อเสียง 1 เรื่อง และกรณีการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 23 เรื่อง รวมเป็นการร้องเรียนทั้งหมด 58 เรื่อง
นายกิตติชัย ยังได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่ว่า กกต.ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการต่อแล้วในกรณีของสมุทรปราการ เขต 6 และเรื่องแบบ ส.ส. 5/11 ที่หลุดออกมาเป็นเรื่องของการชำรุดของหีบ โดยระบุว่าระเบียบ กกต.กำหนดไว้ชัดว่าเอกสารและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย เรื่องชำรุดหรือไม่ เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะด้วย ไม่ได้อยู่ในที่รวบรวมในหีบ ดังนั้น เรื่องนี้ กกต.ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบ ว่ามีแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากนอกหีบได้อย่างไร
ในเรื่องของการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 มีความจำเป็นและหาก กกต.เปิดเผยจะสามารถทำให้ไขข้อสงสัยได้ ขณะนี้มีประชาชนที่ได้เก็บข้อมูลหน้าหน่วยตั้งแต่วันที่มีการนับคะแนนจริง และทยอยส่งมาให้พรรคประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่พรรคประชาชนก็อยากให้ กกต.เปิดทั้งหมด 100% เหมือนที่เปิดในส่วนของ ส.ส. 5/18 เช่นเดียวกัน และขณะนี้แบบ ส.ส. 5/18 ก็ยังไม่มีการเปิดครบ 100% ในทุกหน่วย

ในช่วงท้าย นายพริษฐ์ ตอบคำถามสื่อมวลชน ต่อกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่า ขณะนี้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้อง คาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากขณะนี้ยังคงปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนส่งเข้ามาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่มีการยื่นต่อไป
"เนื้อหาหลักที่จะฟัองหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของบาร์โค้ด ที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ ทั้งนี้ ที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กกต.ที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง หรือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เราต้องการปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน และทำให้เจ้าหน้าที่คนใดที่บกพร่องโดยสุจริต หรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดรับผิดชอบต่อกฎหมาย เราคิดว่าเรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิสูจน์กันในเชิงเจตนา ว่าเป็นการบกพร่องโดยสุจริต หรือมีใครคนใดคนหนึ่งจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น พรรคประชาชน จึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์และรับผิดรับผิดชอบไปตามกฎหมาย"
ผู้สื่อข่าวถามกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา นักเคลื่อนไหว ร้อง กกต.ยุบพรรคประชาชน เกี่ยวกับปมจ้างบริษัท Spectre C การจัดทำไอโอ ช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ทางพรรคเตรียมการต่อสู้อย่างไรบ้าง นายพนิษฐ์ กล่าวว่า ขอตอบในนามพรรค สำหรับข้อกล่าวหานี้ ว่าพรรคประชาชนมีการว่าจ้างบริษัทใดเพื่อทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร อันนี้ก็ต้องยืนยันว่าไม่เป็นข้อเท็จจริง การทำปฎิบัติการข้อมูลข่าวสารตามนิยามที่เป็นที่เข้าใจทั่วไป คือเป็นการสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นการกระทำการบางอย่างบนโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับพรรค หรือว่าไม่เห็นด้วยกับพรรคอื่น หรือว่าไปบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่น การปฎิบัติการข้อมูลข่าวสารตามนิยามแบบนี้ ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่เคยมีการกระทำ และไม่เคยไปว่าจ้างบริษัทใด ไม่ว่าจะ Spectre C หรือบริษัทใด ในการทำ และเรามั่นใจว่าทุกอย่างที่เราทำนั้นถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ และจะไม่นำไปสู่การยุบพรรคประชาชน ในส่วนของรายละเอียดในการดำเนินการของ Spectre C นั้น คงเป็นความรับผิดชอบของบริษัทในการชี้แจง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพรรค ซึ่งตนเข้าใจว่าเดี๋ยวน่าจะมีการชี้แจงออกมาจากทางบริษัท Spectre C ในเร็วๆ นี้
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีการตั้งผู้ช่วย สส.เข้าไปทำงานที่บริษัท Spectre C มองว่าเรื่องนี้จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้พรรคก็ยินดีให้ตรวจสอบทุกประการ ในประเด็นนี้ฝ่ายกฎหมายก็ได้มีการตรวจสอบ ก็ไม่เห็นว่าพรรคมีการดำเนินการอะไรที่ผิดต่อกฎหมายหรือระเบียบการแต่งตั้งผู้ดำเนินการ หรือผู้ช่วยของ สส.ตามระเบียบของสภาฯ
เมื่อถามถึงกรณีการใช้ Laser ID ว่าขณะนี้ทางกรมการปกครอง บอกว่ายังไม่ได้อนุญาตให้ทางพรรคประชาชนในการใช้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้เกิดช่องโหว่ขึ้นแล้ว และช่องโหว่นี้อาจจะนำไปสู่คำร้องขอยื่นยุบพรรคประชาชน
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี