วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมีการสั่งยุบเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 10 แห่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ทั้งหมด 3,839 แห่ง จะยุบเลิกเป็นโดมิโนต่อ ๆ กัน เนื่องจาก 1. สมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์แห่งอื่นๆ เกิดความตื่นตระหนก หรือรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าจนไม่ส่งเงินต่อ 2. ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุนหรือเงินของสมาชิกแต่ละแห่ง 3. โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจากอัตราเด็กเกิดน้อย และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ยังอยู่ต่อไปได้ และเป็นรูปแบบสวัสดิการที่ยังมีความสำคัญกับประเทศไทยด้วย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีสวัสดิการอยู่ 3 ระดับ คือ 1. การซื้อด้วยเงินของตัวเอง 2. สวัสดิการที่รัฐจัดมาบริการให้ 3. สวัสดิการชุมชน ซึ่งในส่วนของสวัสดิการชุมชนนั้นจะเป็นส่วนที่จะรองรับคนที่ตกหล่นจาก 2 ระดับแรกไว้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือการปรับรูปแบบการบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาพสังคมและความเป็นจริง
“ในเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหาร พบว่าบางแห่งมีการสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นการออมเงิน จนมีประชาชนเข้าใจผิดคิดว่ามีดอกเบี้ย หรือพบผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุนสุ่มเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) หรือการนำเงินของสมาชิกไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ บางแห่งไม่ได้มีการกันเงินสำรองไว้ (Buffer) สำหรับกรณีฉุกเฉินที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบันอัตราการเกิดน้อยที่ต่ำ วัยแรงงานและประชากรลดน้อยลง จำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ประชากรมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่จะเกิดการยุบเลิกเป็นโดมิโนต่อ ๆ กัน” รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ มีด้วยกันอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ 1. ภาครัฐต้องมีการตั้งองค์กรอิสระ เพื่อกำกับควบคุมการบริหารจัดการสมาคมให้มีมาตรฐาน และมีธรรมมาภิบาล ผ่านการออกกฎหมาย หรือประกาศออกมา เหมือนกับกรณีของประกันชีวิตที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น จะต้องมีทุนสำรองจำนวนเท่าไหร่ หรือมีการกันเงินขนาดไหน มีการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า ฯลฯ
ทั้งนี้ องค์กรอิสระดังกล่าวอาจมีการสร้างตัวชี้วัด (indicator) ในการตรวจวัดสถานะและประสิทธิภาพการบริหารของกองทุน หรือสมาคมฌาปนกิจฯ จากนั้นก็ให้การรับรองว่าอยู่ในระดับไหน พร้อมกับทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้สถานะของกองทุน หรือคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกได้มีความมั่นใจ รวมถึงหากมีระดับที่น่าเป็นห่วงก็มีการแนะนำในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนกับบริษัทประกันที่มีระดับ A หรือระดับ AA
.jpg)
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
2. รัฐควรสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างสมาคม หรือกองทุนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการประสานงานทรัพยากรกับเครือข่ายอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะบางพื้นที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก ทำให้การบริหารอาจจะต้องทำรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ ซึ่งการสร้างเครือข่ายยังจะช่วยเพิ่มกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกันได้ด้วยอีกส่วน
นั่นเพราะ ที่ผ่านมาระบบเหล่านี้ทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) เพราะท้องถิ่นก็จะขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่วนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ขึ้นกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และไม่เคยคุยหรือประสานงานกัน เพื่อที่ส่วนหนึ่งจะได้รู้ด้วยว่าปัญหาในพื้นที่จริงๆ คืออะไร และนำไปสู่การแก้ไข หรือหาทางออกร่วมกันให้กับพื้นที่
“สำหรับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีการสั่งยุบเลิกไป 10 แห่งตามข่าวนั้น ตามกฎหมายแล้วตัวเงินสามารถคืนให้กับสมาชิกได้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบการเฉลี่ยจ่ายให้ แต่จะเป็นการโอนให้กับสมาคม หรือกองทุนอื่นๆ เพื่อให้ดำเนินการต่อแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่สมาคมที่เป็นสมาชิกด้วยว่ามีการเก็บเงินแบบไหน เช่น เก็บเงินเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นรายครั้งแบบไม่มีการกันเงินเอาไว้ กรณีนี้จะไม่สามารถรับเงินคืนได้ แต่ยังสามารถไปสมัครเป็นสมาชิกอื่นๆ ได้อยู่” รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี