วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง กำหนดการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ เป็นการยกเลิกการใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวได้มีการแก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว โดยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และอธิการบดีแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเห็นว่า สถาบันอุดมศึกษา ดังกล่าวได้แก้ไขปัญหาอันเป็นเหตุในการใช้บังคับตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 9/2562 และมติคณะรัฐมนตรี (9 ธันวาคม 2568) ร่างประกาศฉบับนี้ จะส่งผลให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกสามารถดำเนินการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยได้ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยและขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่สังคมโดยรวมต่อไป
2. โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร) กรณีการออกกฎหมายที่เป็นร่างอนุบัญญัติที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปหรือมีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณและการคลัง หรือทำให้สูญเสียรายได้ของรัฐจะไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมชี้แจงว่า ร่างประกาศฉบับนี้ไม่เข้าข่ายเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การเสนอร่างประกาศฉบับนี้ เป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร
เศรษฐกิจ-สังคม
2. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรี และเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เรื่อง ข้อเสนอแนะระบบทางสังคมสำหรับสตรี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เป้าหมายที่ 5 : การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรี และเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ซึ่งสรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้
1. ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ เช่น กระทรวงแรงงาน แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเพิ่มสิทธิการลาคลอดบุตร การจ่ายค่าจ้างในระหว่างการลาคลอดบุตร และการลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น และกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 5 กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะ
2. ด้านสิทธิและสวัสดิการ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการทุนการศึกษา เพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship) (โครงการ ODOS) โดยการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ต่อเนื่องจนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ/หรือระดับปริญญาตรี ในประเทศและต่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สาขาวิชา STEM) และกระทรวงแรงงาน มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) มีแนวทางการพัฒนาสตรีที่เกี่ยวข้องในด้านสิทธิและสวัสดิการ ได้แก่ โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน (2) ให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุคลากร (หญิง) ให้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี และปริญญาโท (3) จัดทำโครงการประกวดคลิปสั้นประกันสังคม เพื่อสนับสนุนเยาวชนในด้านเทคโนโลยีให้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพสูงขึ้น (4) กำหนดนโยบายกระทรวงแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทางประกันสังคมอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และ (5) กำหนดให้ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ (ผู้ประกันตน ผู้ทุพพลภาพ) สามารถสมัครเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน 5 แห่ง
3. ด้านการสร้างความตระหนักรู้ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ นำ AI ไปประยุกด์ใช้ตามการกิจของหน่วยงานนั้น ๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อยู่ระหว่างการพัฒนา “น้องพัฒน์” ที่เป็นโปรนกรม Chat Bot ที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับให้บริการข้อมูลการขอรับการช่วยเหลือและข้อมูลการบริการต่าง ๆ และ (2) กรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการระบบเพื่อครอบครัว : Family Line โดยได้มีการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง กระทรวงยุติธรรมมีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) พัฒนา AI Chatbot เพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาทางกฎหมายเบื้องต้น (2) เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน สิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ การขจัดการเลือกปฏิบัติ รวมถึงช่องทางและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและเยียวยา (3) ประชาสัมพันธ์ระบบและช่องทางการให้ความช่วยเหลือตามแต่ละภารกิจผ่านหลากหลายช่องทาง และ (4) ดำเนินการจัดกิจกรรม รวมทั้งผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้ด้านสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนแก่ทุกภาคส่วนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และกระทรวงมหาดไทยมีการดำเนินการจัดทำหลักสูตรเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนทั้งในระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและระดับผู้บริหาร สอดแทรกเนื้อหาเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายไว้ในบางหลักสูตรของการฝึกอบรม/สัมมนาที่เหมาะสม
4. ด้านมาตรการ กลไก และการบริหารจัดการ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการพัฒนาระบบคุ้มครองช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (Violence against children, women and domestic violence Information System : VCIS) (2) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีระบบในการประสานส่งต่อผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง (3) เปิดช่องทางให้ประชาชนที่พบเห็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม คนเร่ร่อนคนไร้ที่พึ่ง และผู้ทำการขอทาน สามารถโทรแจ้งสายด่วน 1300 และ (4) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ดำเนินการและขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณ ที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting - GRB) เพื่อส่งเสริมการจัดทำงบประมาณ ที่คำถึงถึงมิติเพศภาวะ Gender Responsive Budgeting และเปิดโอกาสให้เครือข่ายสตรีมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายงบประมาณอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น (1) ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ นำปัญญาประดิษฐ์ ไปประยุกต์ใช้ตามภารกิจของหน่วยงานนั้น และ (2) ให้การสนับสนุนเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล โดยมีหน่วยงานในกำกับ ได้แก่ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่สนับสนุน การเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะ Big Data และกระทรวงยุติธรรมได้มีการอบรมให้ความรู้สิทธิมนุษยชน แก่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้มีการแก้ระเบียบปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้มีการปฏิบัติที่เหมาะสม
3. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะกรณีการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (แฟลตดินแดง) กระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัยเดิม
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะกรณีการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (แฟลตดินแดง) กระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัยเดิม ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอและแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัยของผู้เช่าเดิมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งไม่ได้ให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการฯ มีส่วนร่วมในการจัดการแผงการค้าหรือพื้นที่ประกอบอาชีพ
2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 ตุลาคม 2568) รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าว ตามที่ กสม. เสนอ และมอบหมายให้ พม. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้ พม. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
พม. และ กคช. ได้รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าว สรุปได้ ดังนี้
|
ข้อเสนอแนะของ กสม. |
สรุปผลการพิจารณาในภาพรวม |
|
1. การทบทวนการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคและค่าที่จอดรถ และการปรับเพิ่มค่าเช่าห้องร้อยละ 5 หรือในอัตราที่ กคช. กำหนดทุก 3 ปี เพื่อความเหมาะสมกับ |
1) การเก็บค่าสาธารณูปโภคเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยมีการจัดเก็บค่าบริหารชุมชนเดือนละ 825 บาท หรือตารางเมตรละ 2) การปรับเพิ่มค่าเช่าร้อยละ 5 ทุก 3 ปี กคช. ได้จัดให้มีมาตรการชะลอการปรับขึ้นค่าเช่าดังกล่าวให้กับผู้เช่าในโครงการฯ ระยะที่ 1 และโครงการฯ ระยะที่ 2 จนถึงปี 2570 เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้อยู่อาศัยและเมื่อครบกำหนด กคช. จะพิจารณามาตรการชะลอการปรับขึ้นค่าเช่าต่อไป |
|
2. การทบทวนและหารือร่วมกับผู้อาศัยเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการแผงการค้าและสถานที่ค้าขายให้มีความชัดเจน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบสถานที่ค้าขายให้เข้ากับวิถีชุมชน |
กคช. มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่แผงร้านค้าให้ผู้ค้าขายรายเดิมสามารถขายได้ |
|
3. การแก้ไขระเบียบการเคหะแห่งชาติว่าด้วยการให้เช่าโครงการชุมชนดินแดงและโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง พ.ศ. 2563 ข้อ 16 ให้มีการกำหนดเพดานการปรับขึ้นค่าเช่าที่ชัดเจนโดย |
1) ระเบียบฯ ได้กำหนดให้อัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5 หรือในอัตราที่ กคช. กำหนด ทุก 3 ปี ซึ่งเป็นแนวทางกำหนดเพดานการปรับขึ้นค่าเช่าที่ชัดเจนแล้วโดยเป็นไปตามกรอบแผนแม่บทโครงการฯ (พ.ศ. 2559 - 2567 ) ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 (ตามเอกสารแนบท้ายข้อ 4.8) ซึ่งตั้งแต่กรมประชาสงเคราะห์ได้โอนอาคารแฟลตดินแดงให้ กคช. ดูแลเมื่อปี 2516 จนถึงปัจจุบัน กคช. ไม่เคยมีการปรับเพิ่มค่าเช่า ยกเว้นกรณีการโอนสิทธิและการรับสิทธิการเช่าห้อง (ครั้งละ 300 บาท ซึ่งตามเงื่อนไขโอนสิทธิให้แก่ทายาทเท่านั้น) ทั้งนี้ โครงการฯ ดำเนินการเพื่อรองรับให้ผู้อยู่อาศัยเดิมได้มีสิทธิเข้าอยู่ในอาคารใหม่เป็นอันดับแรก (1 คน/ 1 ห้อง/ 1 สิทธิ) โดยไม่มีการจำกัดกลุ่มรายได้และอัตราค่าเช่าต่ำกว่าอัตราค่าเช่าปกติ รวมทั้งได้มีการสำรวจความเห็นจากผู้อยู่อาศัยเพื่อหาอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมที่สุดที่สุดที่ผู้อาศัยสามารถรับได้และผู้อยู่อาศัยเดิมเดือดร้อนน้อยที่สุด โดยกำหนดให้ผู้อยู่อาศัยเดิมที่เป็นคู่สัญญากับ กคช. ที่ประสงค์เข้าอยู่อาศัยในอาคารใหม่จ่ายค่าเช่าอัตราใหม่ ซึ่งเป็นอัตราต่อเดือนคือ อัตราค่าเช่าเดิมในปัจจุบัน (300 - 3,000 บาทต่อเดือน) รวมกับค่าบริหารจัดการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (การดำเนินโครงการฯ มีค่าบริหารจัดการเดือนละ 825 บาท โดยไม่มีการแบ่งเกณฑ์ตามกลุ่มรายได้) หากต้องแบ่งเกณฑ์ตามกลุ่มรายได้อาจมีผลกระทบหรือมีการต่อต้าน ซึ่ง กคช. เห็นว่าควรต้องหารือร่วมกันหลายภาคส่วน 2) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในการดำเนินโครงการฯ กคช. ได้ดำเนินการกระบวนการทางสังคมและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล การอยู่อาศัยของคู่สัญญา การประชุมรับทราบสิทธิการเข้าอยู่อาศัยในอาคาร การเลือกรับสิทธิการเช่า การจัดประชุมเตรียมความพร้อมการเข้าอยู่อาศัยในอาคารใหม่ การจับสลากเลือกชั้น/ห้อง หน้าที่และการคัดเลือกตัวแทนแฟลต การยื่นเอกสารการยืนยันสิทธิการเช่าและคำร้องขอรับสิทธิ์ครอบครัวขยาย การจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ และผู้อยู่อาศัย การกรอกแบบสำรวจข้อมูลการอยู่อาศัยเพื่อจัดทำฐานข้อมูลผู้อยู่อยู่อาศัยในโครงการฯ แต่ข้อมูลบางส่วน เช่น ข้อมูลรายได้ครัวเรือนได้มาจากแบบสำรวจแนบท้ายสัญญาจากการต่อสัญญาประจำปีแต่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนเนื่องจากเป็นการประมาณการรายได้ในครอบครัว และยังมีอีกหลายครัวเรือนที่ไม่ยินยอมให้ข้อมูลเนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอาจต้องใช้ระยะเวลา |
|
4. การดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 3 – 4 (จำนวน 13,746 หน่วย เริ่มพัฒนาในปี 2567 - 2572) ให้คำนึงถึง |
1) กคช. ดำเนินโครงการฯ โดยใช้งบประมาณจากแหล่งเงินกู้ทั้งหมดมีลักษณะเป็นโครงการขาดทุนและต้องรับภาระทั้งต้นทุนและดอกเบี้ย แต่จะมีผลทำให้ 2) การออกแบบขนาดพื้นที่ห้อง 33 ตารางเมตร กคช. ได้รับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 โดยในปี 2559 ได้สำรวจข้อมูลผู้อยู่อาศัยและความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฯ และพิสูจน์ทราบผู้พักอาศัย รวมทั้งให้ข้อมูลการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่ง กคช. 3) การที่โครงการสร้างตึกสูงสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ออกแบบห้องขนาดประมาณ 33 ตารางเมตร มีเหตุผลทั้งด้านเศรษฐกิจ การออกแบบและการใช้งานจริง ดังนี้ 3.1) ความเหมาะสมกับต้นทุนการก่อสร้างและราคาให้เช่า ห้องขนาด 33 ตารางเมตร เป็นจุดสมดุลระหว่างต้นทุนต่อหน่วยกับความสามารถในการเช่าของกลุ่มเป้าหมาย ห้องขนาดนี้สามารถให้เช่าได้ในระดับราคาที่ผู้มีรายได้น้อยถึง 3.2) เพิ่มจำนวนหน่วยต่อชั้นและใช้พื้นที่คุ้มค่า โครงการตึกสูงในเขตเมือง 3.3) ลดค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยของผู้พักอาศัย ห้องขนาดเล็ก 3.4) เป็นขนาดมาตรฐานในโครงการเพื่อสังคมของภาครัฐ อาคารสูงเพื่อ |
4. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อผลการวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน [กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี)]
คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อผลการวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) [กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี)] ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และแจ้งให้ ผผ. ทราบต่อไป รวมทั้งให้ พณ. กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป
เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติ (24 มิถุนายน 2568) รับทราบผลการวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของ ผผ. (กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินี) และให้ พณ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ พณ. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 พณ. ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ตามข้อ 2) สรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมได้ ดังนี้
|
ข้อเสนอแนะของ ผผ. เช่น |
ผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ ความเห็นในภาพรวม |
|
(1) ให้กรมที่ดินกำชับและแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติตามคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
|
กรมที่ดินได้แจ้งสำนักงานที่ดินจังหวัดและสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อกำชับพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามคู่มือแนวทางปฏิบัติ |
|
(2) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: Al) เพื่อประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ สำหรับตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายเป็นนอมินีและกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม |
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้พัฒนาและใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (Intelligence Business Analytic System: IBAS) จากฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและฐานข้อมูลสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 |
|
(3) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พณ. รง. กรมที่ดิน ตร. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร สำนักงาน ปปง. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกัน |
มีการดำเนินการต่าง ๆ เช่น ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหา การใช้คนไทยเป็นนอมินี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งได้กำหนดแผนการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) 3 ระยะ ได้แก่ 1) แผนระยะสั้น บูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง สำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบ ปราบปราม และดำเนินคดีในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นนอมินี 2) แผนระยะกลาง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และนำระบบ IEAS มาช่วยในการป้องกันและปราบปรามนอมินี และ 3) แผนระยะยาว กำหนดความทางกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นความผิดมูลฐานภายใต้กฎหมายของสำนักงาน ปปง.
|
|
(3) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พณ. รง. กรมที่ดิน ตร. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร สำนักงาน ปปง. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินีของคนต่างด้าวทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและรูปแบบนิติบุคคล (ต่อ) |
เป็นนอมินีและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดสำหรับธุรกิจ 6 ประเภท ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) ธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ขนส่ง และคลังสินค้า 4) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร 5) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และ 6) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดินได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding MoU) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อบูรณาการการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและคนต่างด้าวที่อาจเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เห็นควรให้สภาวิชาชีพบัญชีมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินี เนื่องจากมีสำนักงานบัญชีบางแห่งให้การสนับสนุนธุรกิจนอมินี |
|
(4) ให้ ตร. และกรมสอบสวนคดีพิเศษเฝ้าระวัง ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป |
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ร่วมลงนาม MOU การป้องกันและปราบปราม ปัญหาการเปิดบัญชีม้าของนิติบุคคลและการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบ |
|
(5) ให้กรมป่าไม้กำหนดมาตรการหรือหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบนอมินีสำหรับผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและให้ความร่วมมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
|
กรมป่าไม้ได้ดำเนินการ เช่น กำหนดหลักเกณฑ์ ประเภทผู้ได้รับการจัดที่ดินคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดที่ดิน แนวทางดำเนินงานและข้อกำหนดการใช้ที่ดิน เพื่อตรวจสอบผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ออกระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยผู้ยื่นขออนุญาต |
|
(5) ให้กรมป่าไม้กำหนดมาตรการหรือหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบนอมินีสำหรับผู้ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติและให้ความร่วมมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป (ต่อ) |
เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ทั้งนี้ หากตรวจพบว่า มีการปกปิดข้อมูลหรือใช้เอกสารเท็จประกอบการพิจารณาจะยกเลิกการอนุญาตและให้ผู้รับอนุญาตหยุดดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตทันที กำหนดมาตรการตรวจสอบติดตามการใช้พื้นที่ที่ได้รับอนุญาต และได้มีการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศและอากาศยานไร้คนขับมาใช้ในการสำรวจการถือครองที่ดิน การตรวจติดตามการใช้ประโยชน์ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในลักษณะแปลงขนาดใหญ่ |
|
(6) ให้ มท. พิจารณาสั่งการให้ทุกจังหวัดใช้มาตรการเชิงบริหารเชิงรุก และตั้งคณะทำงานขับเคลื่อน |
มท. ได้ดำเนินการ เช่น สั่งการให้จังหวัดดำเนินการกรณีมีเหตุสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และหากมีการซื้อขายที่ดินในท้องที่ของตนที่เป็นการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวให้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเพื่อดำเนินการตรวจสอบและสอบสวน ทั้งนี้ หากที่ดินอยู่นอกเขต กทม. ให้จังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและสอบสวนหรือหากที่ดินอยู่ในเขต กทม. ให้อธิบดีกรมที่ดิน แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงให้ยุติพร้อมทั้งรายงานให้ มท. ทราบแจ้งให้จังหวัดและสำนักงานที่ดิน กทม. ตรวจสอบว่า นิติบุคคลมีการเพิ่มทุนของคนต่างด้าวหรือเพิ่มจำนวนผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าวจนกลายเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 97 หรือมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ และรายงานกรมที่ดินทราบทุกสามเดือน |
|
(7) ให้ กษ. ดำเนินการ ดังนี้ (7.1) ส่งเสริมขีดความสามารถของคนไทยในการทำธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันกับชาวต่างชาติและสามารถส่งออกผลผลิตไปยังต่างประเทศได้ (7.2) สั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่มีการทำการเกษตรทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ใช้มาตรการเชิงบริหารเชิงรุก ป้องกันและปราบปรามมีมาตรการเฝ้าระวังเขตที่ดิน เพื่อติดตามกลุ่มทุนที่เข้าข่ายใช้คนไทยที่เป็นเกษตรกรเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรและที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และติดตามประเมินผลและรายงานความก้าวหน้าในทุกระยะต่อไป |
กษ. ได้ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินและการถือครองที่ดินอย่างต่อเนื่องและแจ้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดให้ร่วมดำเนินการตรวจสอบด้วย และหากพบการถือครองหรือครอบครองที่ดินของคนต่างด้าวหรือนอมินีจะแจ้งผลการตรวจสอบไปยังสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป |
|
(8) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามปฏิบัติการพิทักษ์สมุย เช่น (8.1) ให้ กอ.รมน. ภาค 4 ปราบปรามผู้กระทำความผิดขั้นเด็ดขาดตามปฏิบัติการพิทักษ์สมุย เพื่อทวงคืนที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และให้ กอ.รมน. สนับสนุนการทำงานของ กอ.รมน. ภาค 4 (8.2) ให้ สกท. พิจารณาให้ข้อมูลคำแนะนำการลงทุนแก่นักลงทุน และให้ความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจที่ไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (8.3) ให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีกำชับเทศบาลนคร เกาะสมุยออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมายตรวจสอบและปราบปรามการประกอบกิจการสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง |
กอ.รมน. ภาค 4 พบการกระทำความผิดในพื้นที่ห้ามก่อสร้าง จำนวน 93 คดี และได้แจ้งให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการตรวจสอบพื้นที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้วย กอ.รมน ภาค 4 มีความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เช่น 1) การบังคับใช้กฎหมายของส่วนราชการยังไม่มีประสิทธิภาพ และ2) ควรมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปราม โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเกาะสมุย สกท. ได้จัดตั้งศูนย์บริการการลงทุนเพื่อให้ข้อมูลคำปรึกษา และแนะนำ แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจที่ไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 |
|
(9) ให้สภาทนายความกำหนดจริยธรรม สำหรับทนายความ โดยไม่ให้ร่วมมือกับคนไทยคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลต่างด้าว หากมีการให้คำแนะนำให้คำปรึกษา หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำที่เป็นลักษณะของนอมินี ให้สภาทนายความพิจารณาเป็นความผิดร้ายแรงต่อไป |
สภาทนายความได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการสั่งลงโทษต่อไป |
|
(10) ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 และดำเนินการในด้านอื่น ๆ เช่น มาตรา 4 ควรแก้ไขนิยามของคำว่าคนต่างด้าวตัวแทนอำพราง ธุรกิจอำพรางให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น มาตรา 35 และ 36 เพิ่มอัตราโทษจำคุกและโทษปรับให้สูงขึ้น รวมทั้งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามการตั้งตัวแทนอำพรางและเพิ่มอำนาจให้สามารถตรวจสอบและจับกุม |
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้แต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542 เพื่อศึกษา วิเคราะห์ การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวมถึงการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ 2542 และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องซึ่งขณะนี้ |
|
(11) ให้กรมที่ดินพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้ (11.1) เพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับแก่คนต่างด้าว (11.2) กรณีคนต่างด้าวที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สมควรจะได้รับเงินคืน จากการจำหน่ายที่ดินตามมาตรา 94 แห่งประมวล กฎหมายที่ดิน และควรที่จะยึดที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็น ของแผ่นดิน |
กรมที่ดินอยู่ระหว่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดินในประเด็นดังกล่าว |
|
12) ควรออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าวเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการติดตาม ตรวจสอบ ศึกษา และประมวลผลการกระทำที่เข้าข่ายธุรกรรมอำพราง โดยควรมีสาระสำคัญครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ เช่น แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมการทำธุรกรรมลักษณะตัวแทน อำพราง (คณะกรรมการฯ) ระดับชาติและระดับจังหวัดกำหนดให้มีหน่วยงานหลักเพื่อบูรณาการข้อมูลและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
พณ. อยู่ระหว่างยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ศ. .... |
|
(13) ควรจัดทำกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อใช้บังคับในการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินีที่มีสาระสำคัญ เช่น กำหนดหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดลักษณะตัวแทนอำพราง กำหนดโครงสร้างการบริหารงานของกฎหมาย ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการฯ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่และอำนาจเสนอนโยบายและมาตรการป้องกันการทำธุรกรรมอันมีลักษณะตัวแทนอำพรางต่อคณะรัฐมนตรีรวมทั้งตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานตัวแทนอำพราง และ 2) หน่วยงานสนับสนุนงานของคณะกรรมการฯ โดยให้จัดตั้งสำนักงานควบคุมการทำธุรกรรมลักษณะตัวแทนอำพราง โดยเป็นส่วนราชการที่มีสถานะ เป็นนิติบุคคลที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวง หรือทบวง และปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ |
คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร อยู่ระหว่างศึกษาการยกร่างกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของ ผผ. ให้คณะกรรมาธิการกฎหมายและการยุติธรรมและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปทั้งนี้ เนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 จึงทำให้การศึกษาร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการดังกล่าวเป็นอันหยุดไป |
5. เรื่อง การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดังนี้
1.1 อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ (แผนฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ประกอบด้วย (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ ปรับเพิ่มสุทธิ 52,076.12 ล้านบาท จากเดิม 1,207,306.75 ล้านบาท เป็น 1,259,382.87 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ ปรับเพิ่มสุทธิ 30,469.30 ล้านบาท จากเดิม 503,056.95 ล้านบาท เป็น 533,526.25 ล้านบาท
1.2 อนุมัติการบรรจุโครงการพัฒนา โครงการ และรายการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 จำนวน 18 โครงการ/รายการ
1.3 อนุมัติให้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (Debt Service Coverage Ratio : DSCR) ต่ำกว่า 1 เท่า สามารถกู้เงินและบริหารหนี้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยให้ รฟท. รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการ รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่บรรจุกรอบวงเงินกู้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าวด้วย
1.4 รับทราบการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลดสุทธิ 232,484.05 ล้านบาท จากเดิม 1,876,915.14 ล้านบาท เป็น 1,644,431.09 ล้านบาท
2. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการ พัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) ในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ (แผนฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 โดยมีการปรับเพิ่มวงเงิน 2 แผน ได้แก่ (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่ม 52,076.12 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ปรับเพิ่ม 30,469.0 ล้านบาท และปรับลดวงเงิน 1 แผน ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลด 232,484.05 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
|
รายการ |
วงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรี (30 กันยายน 2568) |
วงเงิน ปรับปรุงในครั้งนี้ |
การเปลี่ยนแปลง เพิ่ม/(ลด) |
|
1. แผนการก่อหนี้ใหม่ |
1,207,306.75 |
1,259,382.87 |
52,076.12 |
|
1.1 รัฐบาล |
1,116,482.53 |
1,157,761.99 |
41,279.46 |
|
1.2 รัฐวิสาหกิจ |
89,952.88 |
100,749,54 |
10,796.66 |
|
1.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ |
871.34 |
871.34 |
0.00 |
|
2. แผนการบริหารหนี้เดิม |
1,876,915.14 |
1,644,431.09 |
(232,484.05) |
|
2.1 รัฐบาล |
1,735,567.86* |
1,526,300.81* |
(209,267.05) |
|
2.2 รัฐวิสาหกิจ |
139,474.28 |
116,257.28 |
(23,217.00) |
|
2.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ |
1,873.00 |
1,873.00 |
0.00 |
|
3. แผนการชำระหนี้ |
503,056.95 |
533,526.25 |
30,469.30 |
|
3.1 แผนการชำระหนี้ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 |
421,864.43 |
421,864.43 |
0.00 |
|
3.2 แผนการชำระหนี้จากแหล่งเงินอื่น ๆ |
81,192.52 |
111,661.82 |
30,469.30 |
การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ เช่น (1) เงินกู้ในประเทศปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาทเพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมือง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 โครงการ รวมวงเงิน 28,920 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) (2) เงินกู้ต่างประเทศปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ในแผนฯ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานได้แก่ โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV และห้องปฏิบัติการวงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท (3) การปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 35,486 ล้านบาท และ (4) การปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 226,972.88 ล้านบาท และการปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนสำหรับการบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต นอกจากนี้ การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้มีโครงการพัฒนา โครงการ และรายการที่ขอบรรจุเพิ่มเติมและต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 18 โครงการ/รายการ และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ รฟท. (0.48 เท่า) ที่ต้องเสนอขออนุมัติการกู้เงินต่อคณะรัฐมนตรี และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 19 แห่ง ที่ต้องขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า ระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายหลังการปรับปรุงแผนฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และยังอยู่ภายในกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
2. กระทรวงการคลัง (กค.) พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนื่องจากโครงการและรายการที่บรรจุในการปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการและกำหนดแหล่งเงินไว้ชัดเจนแล้ว อีกทั้งวงเงินที่เสนอไม่เกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ ประกอบกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ (สงป.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง/เห็นควรอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น สงป. เห็นว่า กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการและเบิกจ่ายเงินกู้ให้สอดคล้องและบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่กำหนดไว้ และ ธปท. เห็นว่าควรมีการพิจารณาการระดมทุนให้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ และเร่งรัดให้เกิดการลงทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบได้ตามที่เห็นสมควร
3. โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามข้อ 15 ของระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะระหว่างปี ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรณีไม่เกินกรอบวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ และกรณีเกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือกรณีโครงการพัฒนาหรือโครงการที่ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ให้เสนอคณะกรรมการฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
_____________________________
* แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาลในแผนฯ ประจำปีงประมาณ พ.ศ. 2569 มีวงเงินรวม 1,735,567.85 ล้านบาท ประกอบด้วย หนี้ในประเทศ 1,683,006.37 ล้านบาท และหนี้ต่างประเทศ 52,561.49 ล้านบาท โดยการปรับปรุบปรุงแผนฯ ในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหนี้ในประเทศเท่านั้น จากเดิม 1,683,006.37 ล้านบาท เป็น 1,473,739.32 ล้านบาท (ปรับลด 209,267.05 ล้านบาท) ส่งผลให้วงเงินรวมของแผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาลปรับลด จากเดิม 1,735,567.85 ล้านบาท เป็น 1,526,300.81 ล้านบาท
6. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน (โครงการฯ) (มาตรการฯ) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน (โครงการฯ) (มาตรการฯ) โดยมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่น กำกับดูแลให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติในการจัดหาอาหารกลางวันของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ควรกำกับดูแลให้หน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สพฐ. สถ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับ และติดตามการดำเนินงานโครงการฯ รวมทั้งบูรณาการกลไกการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรีและเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรค ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ครบกำหนดวันที่ 3 พฤษภาคม 2569) จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
7. เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีกองทุนยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีกองทุนยุติธรรม ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวและให้กระทรวงยุติธรรมสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กสม. ได้ติดตามสถานการณ์การเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนพบว่า การดำเนินงานของกองทุนยุติธรรมซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 มีแนวทางการปฏิบัติงานและหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือที่ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกองทุนยุติธรรม ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน
2. กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ดำเนินการ ดังนี้
2.1 แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาพฤติกรรมและข้อเท็จจริง ของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือ เช่น “ต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” เพื่อไม่ให้เป็นการตัดสินคดีของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือทั้งที่ศาลยังไม่มีการพิจารณาพิพากษาคดี อันขัดกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (1) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 วรรคสอง
2.2 แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 ตามมาตรา 28 (2) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพิจารณาข้อมูลของผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน
2.3 แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 มาตรา 28 (2) กรณีการพิจารณาฐานะของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ได้รับการเยียวยาโดยไม่มีเงื่อนไขฐานะทางเศรษฐกิจ
2.4 แก้ไขปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2559 ข้อ 9 (3) โดยให้พิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือของจำเลยในกรณีที่ “ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง” เพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยหรือเหตุผลอื่นใด เพื่อให้สอดคล้องตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2.5 ยกเลิกแนวทางการพิจารณาจ่ายค่าเยียวยาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ครั้งที่ 7/2560 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ที่กำหนดให้พิจารณาเจตนาของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำว่าต้องเป็นผลจากการจงใจกลั่นแกล้งหรือดำเนินการโดยไม่มีอำนาจเท่านั้น เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของรัฐซึ่งมีหน้าที่เยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเจตนาของเจ้าหน้าที่
2.6 เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือหรือคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัด ที่ไม่อนุมัติความช่วยเหลือ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยเฉพาะอีกชั้นหนึ่งเพื่อไม่ให้มีการทบทวนคำสั่งโดยคณะอนุกรรมการชุดเดิม ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการควบคุมตรวจสอบคำสั่งทางปกครอง
2.7 แยกประเภทบัญชีทนายความตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้กองทุนยุติธรรมสามารถจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้อย่างเหมาะสมตามประเภทคดี
2.8 ปรับปรุงสัดส่วนองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนให้สมดุลกัน
3. เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) ประกอบมาตรา 33 และมาตรา 42 จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (1)
8. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กรณีกฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อนำผู้เสพหรือผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กรณีกฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 ประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เพื่อนำผู้เสพหรือผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ประกาศสำนักงาน ป.ป.ส. เรื่อง กำหนดแบบบันทึกการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในร่างกาย การตรวจสอบพฤติการณ์และสอบถามความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา พ.ศ. 2565 และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เพื่อนำผู้เสพหรือผู้ติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นระเบียบที่ขัดหรือแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนและเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด เช่น การให้อำนาจเจ้าพนักงานนำตัวผู้ที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพให้อยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งขัดต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
2. กสม. มีข้อเสนอแนะให้ ยธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ รวมถึงมาตรการ หรือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
3. คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 กรกฎาคม 2568) รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าวตามที่ กสม. เสนอ และมอบหมายให้ ยธ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับ มท. สธ. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้ ยธ. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ยธ. โดย สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มท. สธ. และ ตช. เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 โดยมีสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม ดังนี้
|
ข้อเสนอแนะของ กสม. |
สรุปผลการพิจารณาในภาพ |
|
1. ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1.1 มอบหมาย ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. หารือ ร่วมกับ สธ. กำหนดมาตรการให้มีหน่วยงานอิสระหรือหน่วยงานอื่นควบคุมหรือถ่วงดุล เพื่อตรวจสอบและป้องกันการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน (เช่นกรณีข้อ 16 วรรคสอง |
กฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 บัญญัติให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการกับบุคคลผู้มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพ โดยในทางปฏิบัติ พนักงานฝ่ายปกครองจะส่งตัวบุคคลที่อยู่ในการดูแลเป็นการชั่วคราว (แต่ต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย) ไปยังที่ว่าการอำเภอ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการสอบถามและตรวจสอบ เพื่อทราบชื่อ อาชีพ ที่อยู่ ประวัติของบุคคล และส่งตัวผู้นั้นไปให้พนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบก่อนส่งผู้นั้น ตัวอย่างปัสสาวะ บันทึกผลการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดเบื้องต้น ไปยังสถานพยาบาลยาเสพติด หรือศูนย์คัดกรองต่อไป และในการตรวจสอบข้อมูลจะดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐอีกหน่วยหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎกระทรวง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานอิสระหรือหน่วยงานอื่นมาควบคุมหรือถ่วงดุล |
|
1.2 ให้ สธ. จัดทำรายชื่อสถานพยาบาล หรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของผู้เสพ หรือผู้ครอบครองเพื่อเสพในการเลือกเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ |
สธ. ได้จัดทำรายชื่อสถานพยาบาล หรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่มีมาตรฐาน และจะได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในเว็บไซต์ของ สธ. ต่อไป |
|
1.3 ให้ ยธ. หารือกับ สธ. และ มท. ในการเปลี่ยนมาตรการลงโทษเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นการใช้นโยบายที่มีพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน และสาธารณสุข |
- ประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด โดยนำมาตรการด้านสาธารณสุขมาใช้แทนการลงโทษหรือการดำเนินคดี มุ่งเน้นการนำผู้เสพ หรือผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยมี สาระสำคัญ คือ 1. ผู้เสพที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาจนได้ 2. ให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึง 3. ให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา (เช่น กักกัน คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล) หรือนำเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติข้อเดียวหรือหลายข้อ (เช่น ให้ไปรับการบำบัดรักษา ให้เข้ารับการฝึกอบรม) มาใช้แทนการลงโทษ 4. หากจำเลยสำนึกในการกระทำโดยตกลงเข้ารับการบำบัดรักษา หากศาลเห็นสมควร ให้ส่งตัวจำเลยไปสถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษา - ได้มีการจัดทำคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2567 โดยมีสาระสำคัญให้ศาลคำนึ่งถึงการสงเคราะห์จำเลยเข้ารับการบำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ โดยใช้กลไกนักจิตวิทยา/นักสังคมสงเคราะห์ในคลินิก ให้คำปรึกษาด้านจิตสังคม แม้ว่าจำเลยอาจเคยเข้ารับการบำบัดรักษามาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จหรือเคยถูกต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลอาจส่งตัวจำเลยเข้ารับการบำบัดรักษาได้ รวมทั้งให้มีการใช้กลไกให้พนักงานคุมประพฤติเป็นผู้ดำเนินการแสวงหา ข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในการใช้ดุลยพินิจของศาล ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติด จึงมีการนำมาตรการ ด้านสาธารณสุขมาใช้แทนการลงโทษ เพื่อแก้ไข ปัญหาผู้เสพยาเสพติดแล้ว |
|
2. ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน 2.1 มอบหมาย ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. หารือ ร่วมกับ สธ. แก้ไขมาตรา 115 (6) แห่งประมวล กฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 กรณีให้บุคคลอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้หากจำเป็นต้องคงบทบัญญัติดังกล่าวไว้ให้กำหนดแนวปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงให้ชัดเจนว่า กรณีใดบ้างที่สามารถให้บุคคลไปอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราวได้และกำหนดสถานที่ซึ่งใช้ดูแลเป็นการชั่วคราวพร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในสถานที่นั้นด้วย |
- มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด บัญญัติให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการกับบุคคล ผู้มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่า กระทำความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดเพื่อเสพเพื่อประโยชน์ในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อรองรับการดำเนินการตามมาตรา114 ทำให้การดำเนินการกับผู้ติดยาเสพติดของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีขอบเขตอำนาจและวิธีการดำเนินการที่ชัดเจนแยกต่างหากจากอำนาจในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา - สำหรับประเด็นการติดตั้งกล้องวงจรปิดในสถานที่ดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ส. จะนำไปกำหนดเพิ่มเติมในแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจต่อไป |
|
2.2 ให้ ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. แก้ไขบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประกาศสำนักงาน ป.ป.ส. เรื่อง กำหนดแบบ ปยส. 115 ดังนี้ (1) ตัดข้อความในส่วนที่ 3 ย่อหน้าสุดท้าย ของแบบ ปยส. 115 ออก (2) เพิ่มข้อความในส่วนที่ 4 ของแบบ ปยส. 115 เป็น “กรณีไม่มารายงานตัวและรับการคัดกรองในวัน |และเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนด โดยไม่มีเหตุจำเป็นและไม่มีเหตุผลอันสมควรจะถือว่าไม่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาและจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย...” |
สำนักงาน ป.ป.ส. จะรวมข้อความย่อหน้าสุดท้ายของส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 ของแบบ ปยส. 115 เป็น “ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ไปเข้ารับการบำบัดรักษาหลบหนี้ หรือไม่ได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่พอใจ หากเจ้าพนักงานตรวจพบว่าเสพหรือครอบครองเพื่อเสพอีก อาจถูกพิจารณาว่า มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย |
|
2.3 ให้ ยธ. โดยสำนักงาน ป.ป.ส. แก้ไขแนวทางปฏิบัติหัวข้อการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด เพื่อการดำเนินคดี หรือเพื่อส่งตัวไปเข้ารับการบำบัดรักษาประมวลกฎหมายยาเสพติด (การตั้ง ข้อกล่าวหา) โดยวางหลักเกณฑ์กรณีดังกล่าว |
แนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. มีการกำหนดรายละเอียดพฤติการณ์ที่ชัดเจนแล้วโดยจะมีการปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะ เช่น - การจัดเตรียมสถานที่ในการให้ผู้ต้องสงสัยว่าเสพหรือครอบครองเพื่อเสพอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราว ต้องจัดให้มีการบันทึกภาพแบบวิดีโอตลอดระยะเวลา ที่อยู่ในความดูแล - ปรับแก้ไขข้อความ จาก “กรณีที่เคยถูกเจ้าพนักงานตรวจพบและสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 114 มาก่อนแต่ปรากฏภายหลังว่า ไม่ให้ความร่วมมือหรือหลบหนี้ให้ถือว่า มีพฤติกรรมต้องห้าม และให้เจ้าพนักงาน ผู้พบตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี” เป็น “กรณีที่เคยถูกเจ้าพนักงานตรวจพบและสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 114 มาก่อน แต่ปรากฏภายหลังว่า ไม่ให้ความร่วมมือหรือหลบหนี อาจถูกพิจารณาว่ามีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคมและให้เจ้าพนักงานผู้พบตัวใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี” |
ต่างประเทศ
9. เรื่อง ร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement: CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .…
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement: CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .… (ร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
2. อนุมัติการลงนามในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และมอบหมายให้
2.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทน และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทนลงนามในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
2.2 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้แทนลงนามในหนังสือยืนยันการสมทบเงินตามวงเงินที่ผูกพันของแต่ละประเทศสมาชิก
2.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนลงนามในหนังสือรับทราบการขอรับความช่วยเหลือและหนังสือยืนยันการปฏิบัติตามเงื่อนไขของความตกลงเมื่อประเทศไทยขอรับความช่วยเหลือภายใต้ความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
2.4 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือผู้แทนลงนามในหนังสือให้ความเห็นทางกฎหมายเมื่อประเทศไทยขอรับความช่วยเหลือภายใต้ความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะกิจของความตกลง CMIM โดยขอให้ประเทศสมาชิกดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่ออนุมัติการแก้ไขสัญญาและลงนามในความตกลง CMIM ฉบับปรับปรุงและหนังสือแนบท้ายให้แล้วเสร็จภายในปี 2568
2. เรื่องนี้กระทรวงการคลัง (กค.) ขอนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติการลงนามในร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation Agreement: CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .... (ความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความตกลง CMIM ฉบับปัจจุบันที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยสาระสำคัญของแก้ไขในครั้งนี้คือ (1) การเพิ่มกลไกการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก ที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ได้รวดเร็วขึ้น และ (2) การปรับปรุงการดำเนินงานของ CMIM ใน 2 ประเด็น ได้แก่ การให้สมาชิกสามารถต่ออายุการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สมาชิกก่อนการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และเพิ่มนิยามของคำว่า “วันทำการ (Business Day)” (วันทำการของธนาคาร) ในกรณีที่สมาชิกกู้ยืมเงินในสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อให้มีความชัดเจนสำหรับการนับระยะเวลาของธุรกรรมโดยที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 28 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 มีมติเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมของความตกลง CMIM ด้วยแล้ว ทั้งนี้ ร่างความตกลง CMIM ฉบับนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของวงเงินความช่วยเหลือ ซึ่งมีจำนวน 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสมทบในส่วนของประเทศไทยจำนวน 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเท่าเดิม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อสมทบในกลไก CMIM ตามจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว ทั้งนี้ ร่างความตกลง CMIM ดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ 7 วันหลังจากวันที่ภาคีทั้งหมดลงนามครบแล้ว ซึ่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และผู้ว่าการธนาคารกลางของภาคีสมาชิก (รวมเขตบริหารพิเศษฮ่องกง) ได้ลงนามในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จำนวน 12 ภาคี จากทั้งหมด 27 ภาคี
3. โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทยจึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ประกอบกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ธปท. พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบ ส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดยืนยัน ตามความเห็นเดิม (ตามข้อ 4.) สำหรับประเด็นมาตรา 169 และมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กต. มีความเห็นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และหาก กค. พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือไม่ก่อให้เกิดความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี และไม่ขัดต่อเงื่อนไขอื่นใด ก็สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ ซึ่ง กค. ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและสอดคล้องตามแนวปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568
4. สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้ตรวจพิจารณาร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมแล้วมีความเห็นว่า ร่างความตกลง CMIM ดังกล่าวได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจากความตกลง CMIM ฉบับปัจจุบันซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติและประเด็นทางเทคนิคเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามที่พหุภาคีได้เจรจาตกลงกัน ทั้งนี้ หาก กค. และ ธปท. ซึ่งเป็นคู่ภาคีในร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถยอมรับและปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้ อส. ก็ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมประการอื่น สำหรับหนังสือแนบท้ายที่มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นเห็นว่า เพื่อให้สอดรับกับร่างความตกลง CMIM ฉบับนี้เท่านั้น โดยไม่มีข้อกำหนดที่ก่อให้เกิดภาระหน้าที่เพิ่มเติมเกินไปกว่าที่กำหนดตามความตกลง CMIM อส. จึงไม่มีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนนี้เช่นเดียวกัน
แต่งตั้ง
10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสนอแต่งตั้ง นายปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับและนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี(นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไปและไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี