วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
สงครามในตะวันออกกลางที่มหาอำนาจเปิดฉากถล่มอิหร่าน คือเครื่องมือคัดกรองจุดยืนนักการเมืองไทยได้ชัดเจนที่สุด เมื่ออธิปไตยของชาติอื่นถูกย่ำยี ทัศนคติของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็น “ฝ่ายก้าวหน้า” กลับมีท่าทีเลือกปฏิบัติปรากฏออกมาให้เห็น
ในวันที่คนบริสุทธิ์ต้องสูญเสียเพราะปฏิบัติการที่ผิดกฎหมายสากล ท่าทีของกลุ่มที่เคยอ้างสิทธิมนุษยชน ยิ่งเป็นมูลเหตุให้ต้องตั้งคำถามว่า “ความเป็นคน” ในสายตาของนักการเมืองกลุ่มนี้ ถูกให้ค่าตามทิศทางของขั้วอำนาจโลกหรือไม่
จังหวะที่สถานการณ์โลกกำลังเดือด การเดินจากไปของแกนนำในช่วงที่พรรคถูกวิจารณ์เรื่องจุดยืน ย่อมทำให้ถูกตั้งคำถามว่า พรรคกำลังโอนอ่อนไปตามสายอเมริกา จนสูญเสียตัวตนของตัวเอง
ความคลุมเครือดังกล่าว ยิ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” พิธาที่เรียนจบจากสหรัฐฯ เคยแสดงท่าทีดุดันในการประณามรัสเซียทันทีในสงครามยูเครน โดยหยิบยกกฎหมายระหว่างประเทศมาอ้างเพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานตะวันตก
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนมาเป็นมหาอำนาจตะวันตกใช้ความรุนแรง ทัศนะของพิธากลับดูสงวนตัวต่อความสูญเสียในตะวันออกกลาง หลักการสากลที่เคยประกาศจึงถูกนำมาเปรียบเทียบว่า มีมาตรฐานที่แปรเปลี่ยนไปตามขั้วอำนาจหรือไม่
ขณะที่ธนาธร ในปี 2566 ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์นักการเมืองสายโปรอเมริกาชัดเจนขึ้น จากการโพสต์ข้อความภาษาอังกฤษประกาศยืนเคียงข้างชาวอิหร่านที่ลุกขึ้นต่อสู้กับ “เผด็จการในบ้านเกิดของตน”
เขาระบุว่า “เรากำลังต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกันในประเทศไทย” พร้อมเชิญชวนให้ร่วมลงชื่อในแคมเปญ #IranSolidarity ของ Freedom House ผ่านเว็บไซต์ Change.org
การสื่อสารในลักษณะนี้ เท่ากับนำประเด็นการเมืองไทยไปผูกโยงกับรายงานและแคมเปญขององค์กรต่างประเทศที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ
การเลือกยืนข้างขบวนการที่ถูกสนับสนุนในกรอบวาทกรรมเสรีนิยมตะวันตก พร้อมชี้เป้าว่าไทยเผชิญ “ศัตรูแบบเดียวกัน” จึงตอกย้ำภาพการเคลื่อนไหวที่สอดรับกับทิศทางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ มากกว่าการวางตัวเป็นกลางบนหลักความเป็นธรรมที่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือท่าทีของ สส. กว่า 100 คน ที่ปกติขยันโพสต์แสดงความเห็นแทบทุกประเด็นทางการเมือง แต่ในวิกฤตที่สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ พื้นที่โซเชียลของบรรดา สส. กลับนิ่งสนิทอย่างผิดสังเกต
ความเงียบพร้อมกันเช่นนี้ ทำให้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ถูกย้อนถาม ว่าเป็นหลักการที่ใช้กับทุกฝ่าย หรือใช้เฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวถึงเป็นอีกขั้วหนึ่ง
ร่องรอยของความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในจึงเริ่มปรากฏชัด เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์ข้อความว่า
“พรรคการเมือง และนักการเมือง ในฐานะปัจเจก ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ควรต้องแสดงความเห็นตามจิตสำนึกต่อการกระทำป่าเถื่อน ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ได้ มิใช่หรือ???”
ถ้อยคำนี้ระบุชัดถึง “การกระทำป่าเถื่อน” ของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนหรือไม่
แต่แทนที่จะมีถ้อยคำในทิศทางเดียวกัน พรรคประชาชนกลับออกแถลงการณ์ 3 ข้อที่เน้นเรื่องราคาพลังงานและการอพยพคน ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว โดยไม่กล่าวถึงการละเมิดอธิปไตยและการใช้กำลังของมหาอำนาจ
ภาพทั้งหมดนี้สะท้อน “โลกสองใบ” ที่ดำรงอยู่ในพรรคเดียวกัน ใบหนึ่งคือโลกที่อ้างกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนอย่างแข็งขันในบางกรณี แต่อีกใบคือโลกที่ไม่หยิบหลักการเดียวกันขึ้นมาใช้เมื่อผู้ถูกตั้งคำถามคือมหาอำนาจสหรัฐฯ
และเพียงข้ามคืนหลังจากแถลงการณ์นั้นถูกเผยแพร่ ปิยบุตรก็โพสต์ “โบกมือลา” ตัดพันธะกับพรรคทันที
ลำดับเหตุการณ์นี้ทำให้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ถูกมองเห็นชัดขึ้น เมื่อพรรคยอมลดทอนจุดยืนเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสายอเมริกา จนไม่เหลือพื้นที่ให้คนที่ต้องการเห็นการยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม
นักการเมืองที่มักนำเสนอทัศนะเชิงลบต่อประเทศตนเอง แต่กลับสงวนท่าทีต่อมหาอำนาจที่คุกคามโลก คือความลักลั่นที่สังคมเริ่มจับสังเกตได้ วาทกรรม “สิทธิมนุษยชน” ในปากนักการเมืองสายส้มจึงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เท่านั้น
พฤติกรรมของพรรคส้มในวันนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีสภาพไม่ต่างจากร่างทรงมหาอำนาจสหรัฐฯ ที่ไร้จุดยืนอิสระ ภาพลักษณ์ที่สร้างไว้ถูกลดทอนลงด้วยความนิ่งเฉยต่อการละเมิดกฎหมายสากล และท่าทีที่เงียบขรึมอย่างพร้อมเพรียงของบรรดา สส.
นี่คือบทเรียนสำคัญของการเป็นนักการเมืองที่ถูกมองว่าให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสายอเมริกามากกว่าความสม่ำเสมอของหลักการ ตราบใดที่ยังไม่สามารถวิพากษ์ความผิดอย่างเท่าเทียมได้ พรรคย่อมยากจะสร้างความเชื่อมั่นในฐานะผู้ปกป้องความยุติธรรมสากล
การตัดสินใจของปิยบุตรสะท้อนว่า ความถูกต้องไม่ได้วัดกันที่การประดิษฐ์วาทกรรมในแถลงการณ์ แต่อยู่ที่ความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ามหาอำนาจคนนั้นจะเป็นอเมริกาก็ตาม
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี