วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 19.30 น. นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายเสกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง เพื่อเป็นศูนย์กลางการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ รวมทั้งประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมแถลงด้วย ซึ่งในวันนี้จะเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของศูนย์ แต่นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป การแถลงข่าวจะมีขึ้นในเวลา 18.10 น. สามารถติดตามได้ทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศ และ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT
นายปาณิดล กล่าวถึงพัฒนาการของสถานการณ์และความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทย สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ ยังมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่องโดยอิสราเอล ยังคงโจมตีอิหร่าน ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุต และพื้นที่ทางภาคใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คน ในเลบานอน และเสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน และบาดเจ็บอีกหลาย 100 คน รัฐบาลเลบานอน ได้ประกาศให้พลเมืองอพยพทันที
ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็ยังคงโจมตีอิสราเอล แต่อิสราเอลยังสามารถสกัดขีปนาวุธส่วนใหญ่ได้ อิหร่านยังคงโจมตียูเออีและกาตาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการรายงานเกี่ยวกับการโจมตีในประเทศอื่นๆ เช่น คูเวต อีกด้วย
สำหรับในส่วนของอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ได้ออกแถลงการณ์ ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สรุปได้ว่าอาเซียนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความหวงกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน รวมทั้งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติความเป็นปรปักษ์ ใช้ความยับยั้งช่างใจแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ กฎหมายบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำคำมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือพลเมืองของประเทศและสมาชิกอาเซียนด้วย
ในส่วนของประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ดีในภาพรวมสถานการณ์ยังคงมีความอ่อนไหว กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านโดยเคร่งครัด และพิจารณาเดินทางออกจากประเทศเสี่ยงโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้สามารถติดต่อสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา
สำหรับเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ละประเทศมี สถานการณ์ความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของรัฐบาลแต่ละประเทศ
โดยในลำดับแรกกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับอิหร่านซึ่งความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรี(นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ก็ได้เห็นชอบให้อพยพคนไทยแล้ว ส่วนประเทศอื่นๆที่ความเสี่ยงในระดับรองลงมา สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ ก็พร้อมอย่างยิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวไทยได้เดินทางออกนอกประเทศ
ในส่วนของ อิหร่าน ทางสถานทูตไทยที่เตหะราน ได้รายงานว่า จะมีการนำชาวไทยออกจากพื้นที่เป็นสองรอบ รอบแรกในวันที่ 7 มีนาคมนี้ ซึ่งจะต้องลงทะเบียนภายในวัน 5 มีนาคม รอบที่สอง ในวันที่ 10 มีนาคม จะปิดลงทะเบียน จึงขอเรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่ลงทะเบียนเดินทางกลับโดยทันทีเพื่อรักษาความปลอดภัยของชีวิต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่ยังคงอ่อนไหว ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนทั้งสองรอบรวมกัน 138 คน ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาและแรงงาน หากท่านใดประสงค์ลงทะเบียนเพิ่มเติมก็ขอให้ติดต่อสถานทูตที่เบอร์ฮอตไลน์ โดยเร็วที่สุด และทางสถานเอกอัครราชทูตจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านเอกสารต่างๆ เช่น Exit visa และทำหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้ในกรณีที่ผู้นั้นหนังสือเดินทางหมดอายุ
กรณีของ ยูเออี ทางสถานทูตไทยในอาบูดาบีสถานทูตไทยในอาบูดาบี ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีทั้งหมด 63 คน โดยทั้งหมดนี้ได้เดินทางออกมาแล้ว แล้วถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม ขณะนี้ยังตกค้างอยู่หนึ่งคนโดยมีแผนจะเดินทางไปที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองไทย
ในส่วนของประเทศดูไบ เช่นเดียวกัน ได้มีการอำนวยความสะดวก ให้กับคณะนักเรียน ครู และผู้ปกครองจำนวน 30 คน เดินทางกลับประเทศไทยโดยสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเย็นวันนี้ ขณะนี้สายการบินหลักของยูเออี เช่น สายการบินเอมิเรตส์ ไฟล์ดูไบ สายการบินฟลายดูไบ สายการบินแอร์อาราเบีย ได้เริ่มเปิดเที่ยวบินไปยังจุดหมายไปทางต่างๆแล้ว โดยให้ความสำคัญกับผู้โดยสารที่ตกค้างเป็นลำดับแรก ซึ่งทางสถานกงสุลใหญ่จะประสานงานกับสายการบินต่างๆเพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ยังตกค้างต่อไป
กรณีของบาห์เรน สถานทูตของไทยที่กรุงมานามา ได้แจ้งว่าได้เตรียมความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับคนไทย ซึ่งในกรณีของบาห์เรนจะต้องเดินทางผ่านไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยวันนี้ก็ได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 9 คน เดินทางเข้าไปในซาอุดิอาระเบีย เรียบร้อยแล้วเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
ประเทศที่สี่คือ กาตาร์ ขณะนี้น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ทำให้สายการบินต่างๆยังไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ และกาตาร์ก็ยังมีการโจมตีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ละรัฐบาล pat ก็ยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักและหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปัจจุบันทางสถานทูตไทยก็ได้ติดต่อคนไทยได้แล้ว 43 คน จากทั้งหมด 46 คน ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลคนไทยในที่พักที่โรงแรมต่างๆแล้วส่วนใหญ่ขวัญกำลังใจยังดีอยู่ ทางสถานทูตก็จะเร่งประสานหาเที่ยวบินให้คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออก
สำหรับที่ประเทศจอร์แดน ทางสถานทูตแจ้งว่ามีคนไทยตกค้างอยู่จำนวน 13 คน โดยได้อำนวยความสะดวกและหาทางออกไปเรียบร้อยแล้ว 2 คน ที่เหลืออีก 11 คน และนักท่องเที่ยวคนไทยที่ข้ามแดนมาจากอิสราเอลเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน Royal จอร์แดน ในวันที่ 7 มีนาคมนี้
กรณีที่ประเทศอิรัก สถานทูตได้อำนวยความสะดวกคนไทยที่ตกค้างแล้ว 2 คน ให้เดินทางออกนอกประเทศทางตุรกี ขณะนี้ยังตกค้างอีก 20 คน ที่กรุงแบกแดด และเมืองคาบาล่า ซึ่งอยู่ทางตอนใต้โดยกลุ่มนี้บอกว่ายังจะอยู่ในพื้นที่ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์การเปิดน่านฟ้า หากยังไม่เปิดอาจจะเดินทางทางช่องทางบกไปยังตุรกีหรือซาอุดิอาระเบีย
สำหรับที่โอมานและเยเมน ซึ่งอยู่ในเขตอาณาสถานทูตที่กรุงมัสกัต มีรายงานว่า ได้ติดต่อแรงงานไทยที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงและในโอมานและเยเมนตลอดเวลา โดยให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศบางส่วนแล้ว
นายปาณิดล กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว อาจจะมีการรายงานข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือ Face News ซึ่งล่าสุดมีกรณีที่ว่าประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาในกรอบความร่วมมืออินโดแปซิฟิก ซึ่งมีเงื่อนไขอนุญาตให้สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพได้นั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงดังนี้
“ ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอนและขัดกับนโยบายของไทยอย่างชัดเจน ประเทศไทยมีนโยบายที่ ชัดเจนว่า อยากจะให้สถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆคลี่คลายโดยเร็ว เพราะเราเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนทุกท่านตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการ ก่อนการเผยแพร่ต่อไปด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายและจุดยืนของประเทศไทย”
ด้านนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ว่า กระทรวงพลังงาน และทางรัฐบาลมีมาตรการที่จะช่วยดูแล พี่น้องประชาชนไม่ให้เกิดความขาดแคลนทางด้านน้ำมันโดยในเรื่องตัวของปริมาณสำรองนั้น จะเห็นว่าวันนี้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 62 วัน กรณีที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลย และปัจจุบันเรายังมีการจัดหาน้ำมันได้อยู่ ประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดหาน้ำมันของประเทศไทยมาจากตะวันออกกลาง และอีก 40 ถึง 50% มาจากที่อื่น ที่อยู่นอกเหนือจากตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นเรื่องของการจัดหาน้ำมันยังมีการจัดหาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนมีนาคม เรายังมีการจัดหาน้ำมัน เข้ามาได้ตลอด เพราะฉะนั้นจะไม่มีเรื่องของการขาดแคนน้ำมัน และน้ำมันจะหมด ในส่วนของการดูแลเรื่องราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานก็ได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ โดยปัจจุบันในส่วนของราคาขายปลีก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องของตัวเราช้ำมันไม่ให้การปรับราคาน้ำมัน และในอนาคตอีก 15 วัน จะดูแลราคาน้ำมันดีเซลจะไม่ให้มีการปรับ เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชนอย่ากังวลและลดการตื่นตระหนก
ขณะที่ นายเสกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงถึงมาตรการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวตกค้างในไทย สมาคมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัทท่าอากาศยานจำกัดมหาชน และกรมท่าอากาศยาน รวมถึงสายการบินต่างๆ ร่วมมือทำงานร่วมกันในการบูรณาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการในมาตรการเชิงรุก ในการดูแล การจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ในวิกฤตภาวะด้านการท่องเที่ยวจากการประสบปัญหาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผลกระทบที่จะมีต่อการท่องเที่ยว รวมถึงการเตรียมแผนฟื้นฟูและมาตรการต่างๆที่จะรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนั้น ยังได้เงินการในเชิงรุกในพื้นที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยว และต้องเดินทางออกไปทางภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีต้องการขอรับความช่วยเหลือ
นอกจากนั้นเรายังได้รับความร่วมมือ จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการมีมาตรการช่วยเหลือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรแต่สิ้นสุดลง หรือโอเวอร์สเตย์ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขได้ 2 กรณีดัง
กรณีประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนด ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เป็นเป็นต้นมาจะได้รับการยกเว้นค่าปรับ หากเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ส่วนกรณีที่ 2 กรณีขออยู่ต่อชั่วคราว กรณีนี้ก็ต้องทำตามขบวนการขั้นตอนตามกฏหมายไทย และมีแบบฟอร์มในการขออนุญาตอยู่ต่อ ซึ่งจะขออยู่ต่อได้ครั้งละ 30 วัน ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พยายามให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า หากท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือสายด่วน 1178 กรณีที่นักท่องเที่ยวต้องการขอความรับการช่วยเหลือ ได้ที่หมายเลข 1672 ตำรวจท่องเที่ยว 1155
ขอให้นักท่องเที่ยวสบายใจได้ เพราะภาครัฐภาคเอกชนของไทยทำงานร่วมมือกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในภูมิภาคนี้ เสมือนบ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี