ศบก.แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น เร่งอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง

ศบก.แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น เร่งอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

ศบก. แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น เข้าข่ายเป็นวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม  เผยกลุ่มคนไทยออกจากอิหร่านเมื่อเช้าแล้ว 62 คน ยอดช่วยเหลือคนไทยติดค้างในตะวันออกกลางรวม 215 คน กำชับอำนวยความสะดวกคมนาคมทุกช่องทาง 

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 7 มีนาคม ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงประจำวันถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในวันนี้สถานการณ์โดยรวมยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจากการโจมตีด้วยเป็นขีปนาวุธและโดรน พื้นที่ยังต้องติดตามเฝ้าระวังใกล้ชิดได้แก่ อิรัก ซึ่งความรุนแรงเพิ่มขึ้นและเลบานอน ซึ่งถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้ทำให้เกิดการอพยพของพลเรือน ซึ่งเข้าข่ายเป็นวิกฤตการณ์ทางด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้ยังมีการโจมตีไปพื้นที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา เช่น ฐานทัพและที่พักคนอเมริกัน ในรัฐอ่าวอาหรับอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่สามารถสกัดกั้นได้ 


นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การเปิดปิดน่านฟ้าในปัจจุบันมีดังนี้ ประเทศที่ยังปิดน่านฟ้าอยู่สำหรับการบินพาณิชย์ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล ซีเรีย อิรัก บาห์เรน คูเวต เลบานอน และกาตาร์ ในส่วนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เริ่มเปิดเที่ยวบินอย่างจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารตกค้าง ส่วนคนไทยยังไม่มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดีกระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด รวมทั้งขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในความรับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทย เริ่มที่อิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานได้เดินทางออกแล้วเมื่อเช้าตู่รวม 62 คน คาดว่าจะถึงตุรกีในวันเดียวกันนี้ และจะมีอีกกลุ่มหนึ่งออกเดินทางในวันที่ 10 มีนาคม ในฝั่งตุรกีคณะจากกรมการกงสุลนำโดยนายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล ได้เดินทางถึงเมืองวานแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม เพื่อร่วมกับทีมของสถานเอกอัครราชทูตกรุงอังการา เพื่อปฏิบัติภารกิจในการรับคนไทยที่อพยพมาจากอิหร่าน โดยทีมงานทั้งหมดได้เดินทางไปยังด่านชายแดนคัปปิกอย ของตุรกี เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่จะเดินทางมาจากอีหร่าน ทั้งนี้ในการนำคนไทยออกจากอิหร่าน ฝ่ายไทยได้ประสานงานกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งรัฐบาลอิหร่าน ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อให้มั่นใจว่าการอพยพจะเป็นไปอย่างราบรื่นปลอดภัย ซึ่งล่าสุดเมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้วทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากอุปทูต ณ กรุงเตหะราน ว่าขบวนอพยพใกล้ถึงจุดหมายชายแดนระหว่างอิหร่านและตุรกีแล้ว ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายไปปฏิบัติภารกิจที่ทำการชั่วคราวเมืองวาน ตุรกี ตั้งแต่ 10 มีนาคม ตนขอย้ำว่าสถานเอกอัคราชทูต กรุงเตหะราน ยังพร้อมติดต่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่พำนักอยู่อิหร่านอย่างใกล้ชิด 

นายปาณิดล กล่าวว่า นอกจากนี้สถานเอกอัครทูต กรุงอังการา ตุรกี ต้องปฎิบัติภารกิจที่ชายแดนอีกด้าน เพื่อรอรับคนไทยที่อพยพออกจากอิรัก 10 คน ซึ่งจะเดินข้ามข้ามด่านจากอิรักเข้าตุรกี ที่เมืองมาร์ดิน เพื่อช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยต่อไป ถัดมาคือซาอุดิอาระเบียเป็นอีกที่ยังสามารถบินกลับไทยได้ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด และสถานกงสุลใหญ่เมืองจิดดาห์ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศข้างเคียง ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน สถานเอกอัครราชทูตกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และสถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต ที่น่านฟ้ายังปิดอยู่ในการรับคนไทยเดินทางข้ามแดนหรือรับไปยังปลายทางอื่นทางอากาศ

นายปาณิดล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการหารือแนวทางการนำคนไทยกลับประเทศโดยเที่ยวบินเอกชน โดยเที่ยวบินริยาด -กรุงเทพฯ ยังคงให้บริการพร้อมพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินอพยพคนไทยในประเทศต่างๆตามต้องการ  ถัดมาในกรณีของยูเออี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่เมืองดูไบได้ประสานช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีสายการบินเอมิเรตส์และแอร์อาราเบีย เปิดเส้นทางบินตั้งแต่ 6 มีนาคม โดยสายการบินเอมิเรตส์เริ่มทำการบินไปยังกรุงเทพฯ ภูเก็ต และแอร์อาราเบียเริ่มทำสายการบินมากรุงเทพฯแล้ว โดยรวมขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างในตะวันออกกลางที่ได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 215 คน ส่วนของประเทศอื่นๆสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำพี่น้องคนไทยที่ประสงค์กับประเทศ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการทางเอกสารต่อไป ประเทศ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการทางเอกสารต่อไป

ด้าน นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวถึงผลกระทบต่อการบิน การขนส่ง และมาตรการของกระทรวงคมนาคม ว่า ภาพรวมของกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ทุกหน่วยงานเตรียมรองรับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และสั่งการให้กระทรวงคมนาคมจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยให้หน่วยงานในสังกัดที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งทางอากาศ ทางน้ำ ทางบกและทางราง ได้ติดตามกำกับควบคุมใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การรักษาคุณภาพของการให้บริการ 2.ราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และ3.ความพร้อมการให้บริการ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน และต้องรายงานเป็นประจำทุกวันโดยมีข้อสั่งการดังนี้

นายจิรโรจน์ กล่าวว่า โดยทางอากาศได้กำชับให้หน่วยงานที่ให้บริการผู้โดยสาร ได้แก่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมท่าอากาศยาน รวมทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางอากาศหรือสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ดำเนินการตรวจสอบกวดขันให้สายการบินคิดค่าโดยสารและค่าภาระการขนส่งสินค้าทางอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และช่วยเหลือสายการบินที่จำเป็นต้องจอดอากาศยานค้างในประเทศไทย ในกรณีที่ไม่สามารถทำการบินได้

นายจิรโรจน์ กล่าวว่า ในส่วนของทางน้ำให้กรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตรวจสอบและกวดขันผู้ประกอบการเดินเรือภายในประเทศ โดยคิดค่าโดยสารในอัตราที่กำหนด ส่วนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดร่วมระหว่างประเทศให้กำกับในการติดตามค่าระวาง ในกรณีค่าระวางสูงจนมีผลกระทบต่อผู้บริโภค 

ส่วนการเดินทางทางบก มอบให้กรมการขนส่งทางบกตรวจสอบผู้ประกอบการถโดยสารประจำทาง และรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภท ให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยให้ราคาค่าโดยสารสอดคล้องกับราคาน้ำมันดีเซลที่รัฐบาลมีมาตรการควบคุมอยู่ ขณะเดียวกันให้ประเมินอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นข้อมูลในการจัดทำมาตรการร่วมกับกระทรวงพลังงานในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอสำหรับการให้บริการสาธารณะ ในส่วนการขนส่งทางราง มอบหมายให้กรมการขนส่งทางรางประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะต้นทุนของรถจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจะเตรียมบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

นายจิรโรจน์ กล่าวว่า ขอสรุปสถานการณ์การบินในส่วนของผลกระทบผู้โดยสารที่เดินทางทาง ทางการบินตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 7 มีนาคม มีจำนวนเที่ยวบินที่ยกเลิกและล่าช้า รวม 584 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบ 78,564 คน โดยรองนายกฯสั่งให้กำกับการช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างครบถ้วน และให้ท่าอากาศยานไทยจำกัดและกรมท่าอากาศยานให้การอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิดประสานงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินความสะดวก รวมถึงประสานสายการบินและจัดที่พักคอย และติดตามสถานการณ์สายการบินแบบเรียลไทม์เพื่อส่งผู้โดยสารกลับอย่างปลอดภัย

นายจิรโรจน์ กล่าวว่า ส่วนการขนส่งสินค้าทางน้ำ ซึ่งมีผลกระทบจากการขนส่งสินค้า ไปเส้นทางประเทศในทวีปยุโรปที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนเส้นทาง จากผ่านเส้นทางตะวันออกกลางจำเป็นต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แอฟริกา ซึ่งจะทำให้การเดินเรือใช้ระยะเวลามากขึ้น 15 วัน จากระยะเวลาปกติ ซึ่งจะมีผลต่อค่าระวางขนส่งสินค้า และการหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ในอนาคต รวมถึงประเด็นเรื่องความแออัดของท่าเรือต่างๆ ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยติดตามข้อมูลเป็นรายวัน เพื่อเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อยที่สุด ทั้งนี้ รองนายกฯได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดูแลอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวกหรือมีข้อร้องเรียนให้แจ้งมาที่กระทรวงคมนาคม ที่สายด่วน 1356 นอกจากนี้หากได้รับผลกระทบค่าโดยสารและการบริการขนส่งสาธารณะ สามารถติดต่อสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top