ขณะที่สถนการณ์ความตึงเครียดจากสงคราม ระหว่าง สหรัฐ และ อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับ ผู้คนทั้งโลก ว่ามันจะลุกลาม และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน
ภาครัฐ ซึ่งแม้จะอยู่ในสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์ ที่รอกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เสร็จเรียบร้อย ก็พยายามประคองสถานการณ์ ด้วยการออกมาตรการต่างๆมารองรับ และบรรเทาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
แต่ดูเหมือนว่า พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน กลับมองเห็นความสำคัญ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายกว่าสิ่งใด ถึงขนาด รีบออกมาดักคอรัฐบาลใหม่ ที่ยังจัดตั้งไม่เสร็จ ทำนองว่าห้ามลืมเด็ดขาด
โดยเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตอกย้ำหลังการประกาศผลประชามติในราชกิจจานุเบกษาว่า มีประชาชนถึง 21 ล้านเสียงที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเคารพเสียงมหาชนนี้
การรีบออกมาทวงถามเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยอ้างเรื่องผลการทำประชามติ ในสถานการณ์ที่ผุ้คนกำลังกังวลเรื่อง ราคาน้ำมัน และผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมายนั้น เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ ไร้เดียงสาเพียงใด การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน
อะไรรอเวลาได้ ในสถานการณ์เช่นนี้
ในขณะที่พรรคประชาชนหมกมุ่นอยู่กับ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่พวกเขาคิดว่าเป็นยาวิเศษ แต่โลกภายนอกกลับกำลังเผชิญกับสัญญาณอันตรายจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงกว้าง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วโลกเตือนว่าหากสงครามปะทุรุนแรงจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่น และคลังน้ำมันยังดำเนินต่อไป
ราคาน้ำมันดิบ: มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 120 – 150 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะกดดันให้เงินเฟ้อในไทยพุ่งสูงขึ้นทันที 3-5%
และเมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงจนกระทบต้นทุนสินค้าทุกชนิด ประชาชนที่ส่งเสียง 21 ล้านเสียงเหล่านั้น อาจจะพบว่า รัฐธรรมนูญใหม่" ที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยื่นให้ ไม่สามารถช่วยบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งกระฉูดได้แม้แต่น้อย
ยิ่งเมื่อหันไปดู ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ของไทย: ที่ยัง “สูงติดเพดาน” อยู่ในระดับเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
สภาวะ เช่นนี้ ทำให้ประชาชนไม่มี “เกราะป้องกัน” เหลือพอจะรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย
การที่พรรคประชาชนยังคงลำดับความสำคัญ ไปที่การทำประชามติและการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเวลาอีกนับปี แทนที่จะเสนอ “โรดแมปกู้ชีพเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม
สะท้อนถึงการแยกไม่ออกระหว่าง “ความต้องการทางการเมือง”ของตัวเอง และ “ความจำเป็นทางการดำรงชีวิต” ของประชาชน
การที่ณัฐวุฒิ บัวประทุม ออกมาแสดงท่าทีเชิงรุกในประเด็นรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลใหม่ ในหมู่ด้อมส้มอาจมองว่าเป็นการเดินเกมชิงพื้นที่ความชอบธรรมที่ชาญฉลาด แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว นี่คือการเปลือยให้เห็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น “นักทฤษฎีในหอคอยงาช้าง” ที่ไม่มีประโยชน์ใดๆในยามบ้านเมืองวิกฤต
หากเกิดวิกฤตพลังงานโลกขึ้นจริง แล้วพรรคประชาชนยังคงใช้เวลาในสภาถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจ หรือที่มาขององค์กรอิสระ ฯลฯ พวกเขาอาจพบว่าศรัทธาจากมวลชนจะเริ่มสั่นคลอน เพราะความมั่นคงทางปากท้องคือรากฐานเดียวที่รองรับระบอบประชาธิปไตยให้ยืนหยัดอยู่ได้
"พรรคประชาชนต้องเลือกว่าจะเป็น “สถาปนิกที่นั่งแก้แบบบ้าน “ ในขณะที่พายุกำลังมา
หรือ จะ ร่วมคิด ร่วมทำ ช่วยกันนำพาประชาชนฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยกลับมา ผลักดัน พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น เรื่องที่รอได้ และไม่มีใครต้องตาย ถ้ามันจะช้าไปอีกสักระยะหนึ่ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี