วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
‘ดีเซล’วิกฤต
เกษตรกรผวาหมดปั๊ม
หิ้วแกลลอนเข้าคิวรอ
วิกฤตพลังงานพ่นพิษ ลามหลายจังหวัด “เบตง-กำแพงเพชร” น้ำมันขาดแคลนหนัก พบ “ดีเซล” หลายปั๊มหมดเกลี้ยงถัง ด้านชาวประมงจ่อหยุดเรือหลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งพรวด
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลาถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอเบตง บรรยากาศตาม
สถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง อาทิ ปั๊มเบตงรัตนะบริการ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่นำรถทุกชนิดมารอคิวตั้งแต่เวลา 06.00 น. แรงกดดันจากข่าวลือเรื่องน้ำมันขาดแคลนทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนก จนแถวรถยาวเหยียดกว่า 200 เมตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์ในการออกตรวจตราความสงบเรียบร้อย รวมถึงรถยนต์ของวัดต่างๆ ที่ไม่สามารถหาน้ำมันเติมเพื่อพาพระสงฆ์ไปปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ
จากการตรวจสอบพบว่าน้ำมันดีเซลในหลายปั๊มหมดเกลี้ยงถังภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีกลุ่มรถบรรทุกและรถเกษตรกรเข้ามาเติมเต็มถังอย่างต่อเนื่อง จนผู้ประกอบการต้องประกาศงดจำหน่ายใส่แกลลอนทุกชนิดเพื่อป้องกันการกักตุน ขณะที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายในพื้นที่ ต้องออกมาตรการฉุกเฉิน จำกัดการเติมไม่เกินคันละ 1,000 บาท เพื่อประคับประคองให้น้ำมันเหลือถึงมือผู้ใช้บริการรายย่อยได้ทั่วถึงที่สุด ท่ามกลางกระแสความกังวลว่าหากช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดจากการสู้รบ จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะขาดแคลนพลังงานในระดับวิกฤต
“กำแพง”เพชรวิกฤต
ทางด้านภาคเหนือ ที่จังหวัดกำแพงเพชร สถานการณ์มีความตึงเครียดไม่แพ้กัน เกษตรกรในเขตอำเภอเมืองและใกล้เคียงต่างนำถังแกลลอนใส่รถกระบะมาจอดรอคิวที่ปั๊มน้ำมันตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง โดยแถวรถจอดรอพาดผ่านถนนสายหลักยาวนับกิโลเมตร
เกษตรกรรายหนึ่งวัยกว่า 60 ปี เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า ทำนามาทั้งชีวิตไม่เคยต้องมาต่อคิวซื้อน้ำมันลำบากขนาดนี้ เนื่องจากขณะนี้ข้าวนาปรังนับหมื่นไร่กำลังอยู่ในช่วงตั้งท้อง ซึ่งเป็นระยะที่ขาดน้ำไม่ได้แม้แต่เพียงวันเดียว หากไม่มีน้ำมันดีเซลไปเติมเครื่องสูบน้ำ ผลผลิตที่ลงทุนไปทั้งหมดจะเสียหายทันที
นอกจากปัญหาน้ำมันแล้ว เกษตรกรยังต้องเผชิญกับปัจจัยการผลิต ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีซึ่งนายชัชพล ตั้งมาลา เจ้าของร้านค้าปุ๋ยในอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ระบุว่าปัจจุบันบริษัทผู้นำเข้าเริ่มใช้วิธีกั๊กสินค้า และจำกัดโควต้าการส่งปุ๋ยลงถึง 90% จากเดิมเคยส่งให้ร้านค้า 100 ตัน เหลือเพียง 10 ตันต่อรอบ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งจาก 850 บาท ไปแตะที่ 1,300 บาท ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
หากสถานการณ์การสู้รบยังไม่ยุติ คาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้ จะเกิดภาวะปุ๋ยขาดตลาด โดยสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
“น้ำมันเขียว” พุ่ง-จ่อจอดเรือทิ้ง
ส่วนที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายประเสริฐ พิทักษ์กรณ์ นายกสมาคมประมงช่องแสมสาร เปิดเผยภาพรวมความเดือดร้อนของชาวประมงว่า ราคาน้ำมันเขียวซึ่งเป็นหัวใจหลักของภาคประมงปรับตัวสูงขึ้นลิตรละ 4.60 บาท เพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ต้นทุนการออกเรือแต่ละเที่ยวพุ่งสูงจนแทบไม่เหลือส่วนต่างกำไร เรือหลายลำเริ่มตัดสินใจหยุดออกเรือชั่วคราวเพราะสู้ราคาไม่ไหว
อีกทั้งมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลในการตรึงราคาน้ำมันกำลังจะสิ้นสุดลงในอีก 15 วันข้างหน้า ซึ่งหากไม่มีการต่ออายุมาตรการหรือหาทางออกที่ชัดเจน ภาคประมงไทยอาจถึงกาลอวสานจากพิษสงครามในครั้งนี้
กลุ่มโรงกลั่นฯมีเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกแถลงการณ์ด่วนยืนยันความมั่นคงด้านพลังงาน โดยระบุว่าขณะนี้ประเทศไทยมีน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปสำรองในระบบรวมกว่า 95 วัน สำรองในประเทศ 65 วันและอยู่ระหว่างขนส่งอีก 30 วัน
พร้อมชู 4 กลยุทธ์บริหารจัดการเชิงรุก ได้แก่ 1.การจัดหาแหล่งน้ำมันดิบสำรอง ปรับสัดส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางและเร่งนำเข้าจากทวีปแอฟริกาและอเมริกาเหนือแทน เพื่อลดความเสี่ยงจากการปิดเส้นทางเดินเรือหลัก, 2.การบริหารจัดการต้นทุน แม้ค่าขนส่งและประกันภัยทางทะเลจะพุ่งสูง แต่โรงกลั่นจะบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาหน้าปั๊มอย่างฉับพลัน, 3.การเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันสำเร็จรูปเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศทุกภาคส่วน และ 4.การประสานงานรัฐ-เอกชน ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งแบบรายวันเพื่อประเมินความเสี่ยงและออกมาตรการตอบโต้สถานการณ์ได้ทันที
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น เนื่องจากระบบการกลั่นและการส่งจ่ายน้ำมันยังคงดำเนินการได้ตามปกติ และเชื่อมั่นว่าแผนสำรองที่เตรียมไว้จะสามารถรองรับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ แม้เหตุการณ์จะยืดเยื้อก็ตาม
ทั้งนี้ ในการสำรองน้ำมันของไทยยืนยันว่า มีเพียงพอรองรับการใช้ในประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองทั้งที่มีอยู่ในประเทศและอยู่ระหว่างการขนส่ง สอดคล้องกับรอบการจัดหาและรอบการผลิตใหม่ ทำให้ระบบการผลิตและจัดส่งน้ำมันสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณน้ำมันมีเพียงพอต่อความต้องการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
น้ำมันเขียวพุ่งลิตรละ35บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเรือประมงพาณิชย์ อำเภอเมืองกระบี่ จำนวนกว่า 10 ลำ ต้องหยุดออกทำประมง เนื่องจาก ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จาก ราคาน้ำมันเขียว สำหรับเรือประมง ปรับราคาขึ้น ลิตรละ 4.50 บาท จากราคา ลิตรละ 30.50 บาท เป็น ลิตรละ 35 บาท ต้องจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือประมง ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบีขณะที่เรือประมงที่ออกทำประมง ทยอยกลับเข้าฝัง นำสัตว์น้ำ ปลา หมึก ที่จับได้ ขายให้กับพ่อแม่ค้ารายย่อย ที่มาเลือกซื้อไปขายต่อ พบว่า สัตว์ที่จับได้มีปริมาณ ไม่มาก
นายทวี ขนานใต้ ไต๋เรือประมง ว.โชคกมลทิพย์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันเขียวปรับขึ้นเมื่อ 4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ออกทะเลทำประมง จับสัตว์น้ำได้ปริมาณไม่มาก แต่ไม่สามารถปรับราคา สัตว์น้ำที่จับได้ เนื่องจาก ไม่มีราคากลางที่กำหนดไว้ หากปรับขึ้นราคา ก็จะไม่มีพ่อแม่ค้า มารับซื้อ จึงต้องแบกภาระขาดทุน หากราคาน้ำมันเขียวปรับเพิ่มสูงขึ้นกว่าลิตรละ 35 บาท อาจต้องหยุดออกทำประมงชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียว เหมือนกับน้ำมันดีเชลบนฝั่ง เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์
บางจากรับขนส่งล่าช้า
บางจากฯ ย้ำมีน้ำมันขายตามปกติ มี E85 และปั๊ม Self-Service เป็นทางเลือกประหยัด ส่วนกำแพงเพชร ขนส่งน้ำมันล่าช้า หลายปั๊มน้ำมันไม่พอขาย
บางจากฯ แจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงมีน้ำมันจำหน่ายในสถานีบริการตามปกติในกรณีที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน สมาชิกบางจาก กรีนไมลส์ที่รับบริการในวันรุ่งขึ้น จะได้รับ “พอยท์เพิ่ม” เท่ากับส่วนต่างของราคาที่ปรับขึ้น โดยยึดหลัก “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เพื่อช่วยดูแลสมาชิกในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัว
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงมีผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ E85 พลังงานทางเลือก ราคาประหยัด ให้บริการในหลายพื้นที่ สำหรับผู้ใช้รถที่รองรับเชื้อเพลิงประเภทดังกล่าว
นอกจากนี้ บางจากฯ ยังมีสถานีบริการแบบ Self-Service ซึ่งมีราคาต่ำกว่าสถานีบริการน้ำมันทั่วไป 30 สตางค์ต่อลิตร ให้บริการใน 40 สาขา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ใช้รถที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน
บริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการการจัดหาผลิตภัณฑ์และการให้บริการในสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าและพี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างทั่วถึง
“อรรคพล”เจรจาพลังงาน
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา โดยหารือวานนี้(13มี.ค.)เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด
“ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน” นายอรรถพล กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี