วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ชั้น 1 พรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวชวนสังคมจับตาดูการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งสัปดาห์นี้ ว่าจะมีความพยายามเร่งปิดจบเป่าคดีโกง สว.ให้หมดหนทางไปถึงศาล เพื่อหวังจะเคลียร์ข้อครหาทั้งหมดก่อนวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาถึง
โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า จากข่าวล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าปัจจุสวบันเราเห็นว่ามีามติที่สวนทางกัน ของ 2 คณะ ที่ทำงานเกี่ยวกับคดีโกง สว. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ที่จะต้องเป็นผู้ชี้ขาด และมีคณะดังนี้
1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 หรือ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ซึ่งก็นเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานตั้งแต่ มี.ค. 68 ถึง ก.ค. 68 มีมติออกมาชัดเจนเสนอให้ กกต. ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (แบ่งเป็น สว. 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน)
2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นคณะที่ กกต. ตั้งขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสํานวนการสืบสวนหรือไต่สวน ซึ่งทำงานตั้งแต่ ก.ย. 68 ถึง มี.ค. 69 มีมติเสนอให้ กกต. ไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล และยุติการดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า จากข้อสังเกตทั้งหมดที่ปรากฏต่อสาธารณะ ทางพรรคประชาชนเห็นว่า กกต.ไม่ควรมีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้
.jpg)
1. หลักฐานที่ “คณะไต่สวนฯที่ 26” ใช้ในการประกอบการทำสำนวนและการเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีกับ 229 คนนั้น มีน้ำหนักที่หนักแน่นเพียงพอที่จะเป็นอันเชื่อได้ว่ามีการฮั้วเกิดขึ้นในการเลือก สว. และหนักแน่นเพียงพอที่ควรจะทำให้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณา
หากพิจารณาจากเฉพาะหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ เราเห็นถึงบัตรการลงคะแนนเลือก สว. ที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมากติดต่อกัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและปราศจากการฮั้วหรือการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน
และหากพิจารณาจากหลักฐานที่อยู่ในคำร้องของผู้ร้อง และคาดว่าอยู่ในสำนวนของคณะฯที่ 26 ที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำ เราก็ได้รับข้อมูลจากกลุ่ม สว. สำรอง ซึ่งเป็นผู้ร้อง ถึงหลักฐานเกี่ยวกับการนัดรวมตัวกัน เพื่อพักอาศัยและเดินทางไปที่สถานที่เลือกร่วมกัน มีหลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้างหลักหมื่นบาท-แสนบาท เพื่อให้ลงคะแนนตามโพย (พร้อมหลักฐานการโอนเงิน) รวมถึงหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย
ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานที่คณะไต่สวนฯที่ 26 ใช้ มีความหนักแน่นและชัดเจนมากกว่าหลักฐานในอีกคดีหนึ่งที่ กกต. เคยมีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลมาแล้ว ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ คดี 53/2568 ซึ่ง กกต. ยื่นคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว. จากหลักฐานเพียงแค่ว่ามีการส่งข้อความไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอแลกคะแนนกันผ่าน LINE ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 ศาลฏีกาตัดสินใจว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิด และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลา 10 ปี
ดังนั้น หาก กกต. จะไม่ดำเนินคดีและส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของ คณะไต่สวนฯที่ 26 ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่ามีพยานหลักฐานอื่นใดที่มาหักล้างพยานหลักฐานและความเห็นของ คณะไต่สวนฯที่ 26 มิเช่นนั้น ก็เสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
.jpg)
เหตุผลข้อที่ 2. กกต. ไม่ควรนำมติของ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” มาใช้เป็นเหตุผลในการมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล เพราะ “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เป็นอนุฯ ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการมีอยู่และบทบาทในการทำหน้าที่
ในเชิงกฎหมาย ปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันว่าการตั้งอนุฯ วินิจฉัยที่ 36 เป็นการตั้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กกต. ได้มีมติตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ในช่วง ก.ย. 68 ซึ่งถือว่าเลยกรอบเวลา 1 ปี หลังจากการรับรองผลการเลือก สว. เมื่อ ก.ค. 67 จึงอาจจะขัดกับระเบียบ กกต. เรื่องการสืบสวน-ไต่สวน-วินิจฉัยชี้ขาด ข้อ 92 ที่ระบุชัดว่าจะต้องมีการนำเสนอสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง “ไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง” ซึ่งในประเด็นนี้ มีผู้สมัคร สว. ได้ดำเนินการฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว เมื่อ ธ.ค. 68 เกี่ยวกับการตั้งอนุฯวินิจฉัยที่ 36 ที่อาจจะมิชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนในเชิงการเมือง เราก็ตั้งคำถามได้เพิ่มเติมว่า กกต. มีเจตนาอะไรในการตั้ง “อนุวินิจฉัยฯที่ 36” เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจาก กกต. มีอนุฯวินิจฉัยอยู่แล้วทั้งหมด 35 คณะ ซึ่งปกติก็จะถูก “สุ่ม” มาใช้กลั่นกรองคดีต่างๆ ที่ กกต. ต้องพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหารู้บุคคลในอนุฯ วินิจฉัยของคดีตนเองได้ล่วงหน้าและวิ่งเต้นคดี ดังนั้น ในกรณีนี้ เหตุใด กกต. ถึงไม่ใช้วิธี “สุ่ม” 1 ใน 35 อนุฯ ที่มีอยู่แล้ว มาพิจารณาคดีโกง สว. เหมือนกับคดีอื่นๆ ทำไมในดีนี้ กกต.กลับใช้วิธีตั้ง อนุฯวินิจฉัยที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากรชุดใหม่ มาทำหน้าที่เป็นการเฉพาะสำหรับคดีนี้?
3. หาก กกต. ดึงดันที่จะมีมติตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล โดยไม่สามารถหักล้างหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนฯที่ 26 ได้ สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้ ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช่หรือไม่ ในเมื่อ กกต. ที่จะมาชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ มีถึง 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหาในสำนวน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และหาก กกต. ตัดสินใจในลักษณะที่สวนกับหลักฐานข้อเท็จจริง สังคมอาจตั้งคำถามได้ว่า กกต. ที่ถูกรับรองมา 4 คน โดย สว. ที่ถูกกล่าวหา ได้ถูกรับรองมาบนเงื่อนไขว่าจะช่วยทำให้เรื่องคดีโกง สว. ไปไม่ถึงศาล ใช่หรือไม่?
.jpg)
4. หาก กกต. เร่งรีบที่จะมีมติตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อตัดจบให้เรื่องไม่ถูกส่งไปถึงศาล สังคมก็จะอดตั้งคำถามไม่ได้อีกเช่นกัน ว่า กกต. กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยมี “ใบสั่ง” ให้เคลียร์ข้อครหาให้หมดก่อนวาระการเลือกนายกฯในสภา ใช่หรือไม่เพราะเป็นที่รับรู้และถูกนำเสนอโดยทั่วไป ว่าผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายคนก็รวมอยู่ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ของคณะไต่ส่วนที่ 26
ดังนั้น หากใครเชื่อว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีอิทธิพลเหนือ กกต. สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอาจจะพิจารณาทำได้ ก็คือการขอให้ กกต. เร่งมีมติเพื่อสรุปไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล และตัดจบคดีโกง สว. ตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อปิดช่องไม่ให้มี สส. คนใด อภิปรายในระหว่างวาระการเลือกนายกฯได้ ว่ายังมีคดีดังกล่าวที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
“จึงเป็น 4 เหตุผลที่พรรคประชาชน จึงตั้งข้อสังเกตว่า กกต. นั้นควรจะต้องดำเนินการส่งเรื่องไปที่ศาลและดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 200 กว่าคน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวน ชุดที่ 26 และอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนจับตาการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิดว่าจะไม่มีความพยายามจะเร่งปิดจบและเป่าคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล“ นายพริษฐ์ กล่าว
.jpg)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี