ภัณฑิล ปชน. ลั่น ผมก็เคยเสนอปมอาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม

ภัณฑิล ปชน. ลั่น ผมก็เคยเสนอปมอาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

ภัณฑิล ปชน. ออกโรงมาเตือนความจำ ลั่น ผมก็เคยเสนอเรื่อง อาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม เพราะเหลือเยอะเป็นขยะ แนะ ใช้การ์ด จำกัดวงเงินแทน ขณะที่ ผู้ช่วย สส. ควรมีตัวชี้วัดการทำงาน ป้องข้อครหาดึง ญาติพี่น้อง เอื้อเอาเงินเข้ากระเป๋า ส่วน กองทุนบำนาญ ต้องปรับสัดส่วนใหม่ไม่ให้เป็นภาระหลวง

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีงบประมาณอาหาร สส. ผู้ช่วย สส. และกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่า ในสมัยที่ผ่านมาตนก็ได้อภิปรายเรื่องนี้ในหลายวาระ เรื่องค่าอาหารของ สส. และ สว. เพราะงบประมาณส่วนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ส่วนเรื่องค่าตอบแทนที่มีการวิจารณ์ว่าเงินเดือนเป็นแสนแล้วจะมากินข้าวฟรีอีกหรือ ซึ่งวานนี้ (16มี.ค.) นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่พึ่งรับตำแหน่ง ก็บอกว่ามีเรื่องนี้มานานแล้ว การกินอาหารระหว่างประชุมในสมัยประชุมเป็นเรื่องปกติ คนอยากให้มองว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร เงินเดือนหลักแสนได้สัดส่วนหรือไม่ ที่จำเป็นจะต้องมาออกค่าอาหาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการ 


นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ถ้าเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าครองชีพต่อเดือน 15,000 - 20,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินเดือน 100,000 บาท มากกว่าถึง 7 เท่า ซึ่งประชาชนมองว่า สส. ได้เงินเยอะ แต่อย่าลืมว่ากว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรถ้าเป็นการเมืองแบบสมัยดั้งเดิม มีการลงทุนเยอะมากใช้เงินเยอะมาก ค่าภาษีสังคมก็เยอะมากหลายคนยังแซวว่าคุ้มหรือมาเป็นสส. เพราะต้องลงทุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพดานอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท กี่เดือนกี่ปีถึงจะคุ้ม กับเงินที่ลงทุนไป จึงเป็นคำถามชวนคิดว่าอาชีพนี้จริง ๆ แล้วอยากได้บุคลากรทางการเมืองเป็นคนธรรมดาทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนมีเงินหรือทุน หรือเสี่ยงต่อการเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะไม่สนใจเงินเดือน 100,000 บาท

“ความจริงอาชีพนี้ก็อยากจะเปิดกว้าง แต่คนก็ไม่อยากเข้ามาทำเพราะเป็นอาชีพเฉพาะมีระยะเวลาที่จำกัด ไม่มีความแน่นอน ซึ่งอาชีพนี้มีความเสี่ยงไม่ใช่แค่เชิงกฎหมาย แต่ความมั่นคงในอาชีพการงานก็ไม่มี และความคาดหวังจากประชาชนค่อนข้างสูง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นข้อถกเถียงกันได้ว่าเงินเดือนเยอะไปหรือไม่ ค่าอาหารกลางวันงบต่อหัวหลักพันคุ้มหรือไม่ และยังมีปัญหาเหลือทิ้งจำนวนมาก จึงควรหาจุดที่พอดี เพราะบางครั้งการประชุมไม่ใช่เสร็จแค่ 1 หรือ 2 ชั่วโมง แต่บางครั้งประชุมเป็นวัน อาหารของว่างเครื่องดื่มก็ยังจำเป็นอยู่ ตัดออกทั้งหมดก็คงไม่สมเหตุสมผล” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า สำหรับ สส. ที่ประชุมทั้งวันอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดสรรสวัสดิการให้อยู่ใกล้ กับสมาชิกเพื่อความสะดวก คนก็มีการวิจารณ์ ว่าจะกินอะไรกันขนาดไหนจะกินกันตลอดเวลาเลยหรือ ซึ่งเรื่องนี้ความสำคัญมันก็มี คนมันต้องกินแต่ก็ตั้งคำถามว่าเท่าไหร่ถึงเหมาะสม ตนเคยเสนอในงบประมาณปี 69 ให้ทำเป็นบัตรเติมเงิน กินภายในงบที่ให้ในแต่ละวัน และไม่สามารถโอนย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ และเมื่อเป็นระบบการ์ดก็จะสามารถคำนวณความต้องการรายวันได้ดีกว่า ไม่ใช่จะต้องจัดลายบุฟเฟ่ต์ อาหารจีน ไทย ญี่ปุ่น นานาชาติจำนวนเยอะ เหมือนจะเป็นความปรารถนาดีแต่พวกเรากินกันไม่ไหว มีแค่ 500 คนจะกินกันสักเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ใช่การตัดทั้งหมดแต่ควรจะประหยัด และประหยัดอย่างไรเพื่อให้ได้สัดส่วนและผลตอบแทนและมีความเกรงใจประชาชนที่เป็นคนจ่ายภาษี ซึ่งเป็นเงินเดือนของพวกเรา

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงประเด็นผู้ช่วย สส. 8 คน ที่จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนในปีงบประมาณนี้ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ สส. มีผู้ช่วยทำไมถึง 8 คนว่า ในปัจจุบัน มีผู้ช่วยสส.ทำงานด้านต่างๆให้กับสส. และยังมี AI หรือแชต GPT สรุปรายงาน ซึ่งในต่างประเทศให้เป็นวงเงิน สส. ไปบริหารจัดการบุคคล มีภารกิจและตัวชี้วัดชัดเจนแต่ของเรามีปัญหาเมื่อให้ผู้ช่วย สส. ไป 8 คนแล้วไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเช่นเดียวกัน เพราะเป็นงานชั่วคราว ซึ่งยังมีข้อครหาเรื่องการเอาญาติพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย สส. ทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีกับนักการเมือง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาญาติพี่น้องมาใส่ชื่อและรับเงินเอง เรื่องนี้ปัญหาไม่ใช่จำนวน แต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ตรงไปตรงมา จึงอยากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และต้องมีตัวชี้วัด ที่เห็นได้ชัดและตรวจสอบได้ 

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องกองทุนเป็นหลักของการสมทบ เงินเดือน 100,000 บาท หักเข้ากองทุน 3,500 บาท และสุดท้ายนำมาจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณ นี่คือสวัสดิการเพื่อสร้างเครือข่ายรองรับให้เกิดความมั่นคง ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความไม่ยั่งยืนของกองทุน จำนวนสมาชิกเยอะขึ้น เงินที่เข้าไปอุดหนุนจากภาษีประชาชน 7-8 ร้อยล้าน เงินที่สมาชิกสมทบ 30 ล้านบาท สัดส่วนคือ 1 ต่อ 20 ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดข้อครหา ว่ากองทุนนี้ไม่ยั่งยืน และไม่รู้เมื่อไหร่กองทุนจะล้ม และผลตอบแทนจากการลงทุนแทบไม่มี ไม่สามารถเลี้ยงกองทุนได้รายได้ไม่พอก็ต้องเอาเงินหลวงเข้าไปเติมทุกปี ดังนั้นจึงต้องหาสูตรในการคำนวณว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน ที่รัฐอุดหนุนและเราออมเองได้สัดส่วนมากกว่านี้ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top