วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569
เลขาธิการครม.เผยยังไม่มีส่งชื่อรมต.เหตุสภายังไม่โหวตนายกฯย้ำขั้นตอนตรวจคุณสมบัติตามเดิมชี้มีเรื่องอยู่ในชั้นป.ป.ช.ยังเป็นรมต.ได้ เหตุยังไม่ถูกตัดสินความผิด ป้องถูกกลั่นแกล้ง“ปธ.สภาฯ”แจงดราม่าตลก “หมอวรงค์” ชงตัดงบอาหารสส.ชี้แค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ โยนสมาชิกเห็นอย่างไรก็เอาตามนั้น“ภัณฑิลปชน.”ลั่นเคยเสนออาหารสส.ชี้ยังจำเป็นควรปรับให้เหมาะสม แนะใช้‘การ์ด’จำกัดวงเงินแทน“สว.เปรมศักดิ์”โต้“หมอวรงค์”ปมสวัสดิการสส.-สว.ยังคลาดเคลื่อน ยันบำนาญไม่ได้ตลอดชีวิตเหมือนขรก.
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งชื่อทั้งสิ้น เพราะขณะนี้ยังไม่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบนั้นยังคงเหมือนเดิมเมื่อถามว่า หากมีชื่อถูกร้องเรียนอยู่ในองค์กรอิสระ จะเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นางณัฐฎ์จารี กล่าวว่า ต้องดูทั้งหมด
ชี้มีเรื่องในชั้นป.ป.ช.ยังเป็นรมต.ได้
เมื่อถามย้ำว่าหากอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ เป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เลขาธิการ ครม.กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นว่า เขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดจากการร้องเรียน เพื่อกลั่นแกล้งกัน เพราะฉะนั้นต้องดูให้รอบคอบ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช.แล้วเป็นไม่ได้เลย มันก็ไม่ใช่
“โสภณ”แจงงบอาหารสส.ปัดเรื่องตลก
ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวชี้แจงกรณีที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคไทยภักดีเสนอให้ตัดงบเลี้ยงอาหารสส.ในสภาฯเป็นเรื่องตลกจนทำให้เกิดกระแสดราม่าว่าสิ่งที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่16มี.คไม่ได้หมายถึงเนื้อหาการตัดงบอาหาร สส.เป็นเรื่องตลก แต่พูดถึงการมาเสนอเรื่องดังกล่าวในเวลาที่ไม่ถูกกาลเทศะไม่เหมาะสมกรณีการตัดงบอาหารสส.พูดมานานแล้วแต่ไม่เคยได้แก้ไขเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสมาชิกจะเห็นอย่างไรก็เอาตามนั้น เรื่องงบอาหารสส.ไม่ได้มาแก้ข่าว แต่มาขยายความตามข้อเท็จจริงในยุคตนต้องได้รับการแก้ไขด้วยเหตุผลความเหมาะสม สิ่งใดที่ประชาชนไม่ชอบ เบื่อ อย่าทำ มิเช่นนั้นจะสร้างศรัทธาไม่ได้ การทำงานต้องสามัคคีประเทศไทยไม่สามารถใช้ฮีโร่มาแก้ปัญหาได้ นอกจากความร่วมมือของคนในชาติเรื่องใดทำให้สภาไม่สง่างามต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช้วาทกรรม แต่อยู่ที่การกระทำ
งบอาหารสส.ถ้าไม่เหมาะสมยกเลิกได้
“ขอเวลาเล็กน้อยจะไม่ทำงานแบบไมค์จ่อปากแต่จะใช้เวทีอธิบายให้ประชาชนรับรู้ เรื่องงบอาหารสส.ยกเลิกได้ ถ้าไม่เหมาะสม เรื่องงบอาหารเป็นเรื่องที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของบจัดเป็นสวัสดิการ หากจะแก้ไขคงไม่ถึงขั้นตั้งเป็นคณะกรรมาธิการมาพิจารณา อะไรที่ผมตัดสินใจได้จะตัดสินใจเอง พร้อมรับฟังความเห็นของผู้ร่วมงานอย่างมีเหตุผล”ประธานสภาฯ กล่าว
นายโสภณ กล่าวอีกว่า เหมือนกับจะใช้ทหารไปรบ ทหารบอกขาดอาวุธ แต่แม่ทัพบอกพอแล้วๆ ดังนั้นจะรบชนะอย่างไร เรื่องนี้ต้องพิจารณา โดยเป็นเรื่องสวัสดิการ ที่ยุคนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพง สวัสดิการไหนควรลดหรือคงอยู่ หรือ เดือดร้อน เป็นอุปสรรคของการทำงานต้องแก้ไข ต้องรอพิจารณา ไม่ใช่วิจารณ์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้ความตั้งใจของคนทำงาน
ยืนกรานนิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง
นายโสภณกล่าวด้วยว่าเสียงวิจารณ์นักการเมืองต่างๆทำให้คนเบื่อการเมืองคนที่สนใจการเมืองจึงไม่อยากเข้ามา ดังนั้นนิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่ฆ่าหนูต้องเผาบ้าน ต้องจับหนู อยากเห็นสังคมมีเหตุผลในการวิจารณ์ ที่ผ่านมาเน้นแต่พูดเอาความรู้สึก เพื่อให้ได้คะแนนนิยม แต่ปฏิบัติไม่ได้ ภาพเหล่านี้ทำให้ฉุดศรัทธา ประชาชนไม่เชื่อมั่น ถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินอย่างสง่างาม สภาฯต้องเป็นตัวอย่างในฐานะเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม เมื่อถามถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19มี.ค.นี้ นายโสภณกล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่เกิดความวุ่นวาย และไม่กังวลการเล่นเกมล่มองค์ประชุม ยืนยันว่า ไม่หนักใจการทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะปฏิบัติตัวตามข้อบังคับ
ภัณฑิลปชน.โวเคยเสนอปมอาหารสส.
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีงบประมาณอาหารสส. ผู้ช่วย สส. และกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าในสมัยที่ผ่านมาตนก็ได้อภิปรายเรื่องนี้หลายวาระ เรื่องค่าอาหารของ สส.และสว. เพราะงบประมาณส่วนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ส่วนเรื่องค่าตอบแทนที่มีการวิจารณ์ว่าเงินเดือนเป็นแสนแล้วจะมากินข้าวฟรีอีกหรือซึ่งวานนี้(16มี.ค.)นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่พึ่งรับตำแหน่ง ก็บอกว่ามีเรื่องนี้มานานแล้ว การกินอาหารระหว่างประชุมในสมัยประชุมเป็นเรื่องปกติ ตนอยากให้มองว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร เงินเดือนหลักแสนได้สัดส่วนหรือไม่ที่จำเป็นจะต้องมาออกค่าอาหาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการ
ชี้ยังจำเป็นควรปรับให้เหมาะสม
นายภัณฑิลกล่าวว่าถ้าเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าครองชีพต่อเดือน 15,000-20,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินเดือน 100,000 บาท มากกว่าถึง 7เท่าซึ่งประชาชนมองว่า สส.ได้เงินเยอะ แต่อย่าลืมว่ากว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรถ้าเป็นการเมืองแบบสมัยดั้งเดิม มีการลงทุนเยอะมากใช้เงินเยอะมาก ค่าภาษีสังคมก็เยอะมากหลายคนยังแซวว่าคุ้มหรือมาเป็นสส. เพราะต้องลงทุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพดานอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท กี่เดือนกี่ปีถึงจะคุ้ม กับเงินที่ลงทุนไป จึงเป็นคำถามชวนคิดว่าอาชีพนี้จริง ๆ แล้วอยากได้บุคลากรทางการเมืองเป็นคนธรรมดาทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนมีเงินหรือทุน หรือเสี่ยงต่อการเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะไม่สนใจเงินเดือน 100,000 บาท
“ความจริงอาชีพนี้ก็อยากจะเปิดกว้าง แต่คนก็ไม่อยากเข้ามาทำเพราะเป็นอาชีพเฉพาะมีระยะเวลาที่จำกัด ไม่มีความแน่นอนซึ่งอาชีพนี้มีความเสี่ยงไม่ใช่แค่เชิงกฎหมาย แต่ความมั่นคงในอาชีพการงานก็ไม่มี และความคาดหวังจากประชาชนค่อนข้างสูง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นข้อถกเถียงกันได้ว่าเงินเดือนเยอะไปหรือไม่ ค่าอาหารกลางวันงบต่อหัวหลักพันคุ้มหรือไม่ และยังมีปัญหาเหลือทิ้งจำนวนมาก จึงควรหาจุดที่พอดี เพราะบางครั้งการประชุมไม่ใช่เสร็จแค่ 1 หรือ 2 ชั่วโมง แต่บางครั้งประชุมเป็นวัน อาหารของว่างเครื่องดื่มก็ยังจำเป็นอยู่ ตัดออกทั้งหมดก็คงไม่สมเหตุสมผล”นายภัณฑิล กล่าว
แนะใช้‘บัตรเติมเงิน’จำกัดวงเงินแทน
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่าสำหรับ สส.ที่ประชุมทั้งวันอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดสรรสวัสดิการให้อยู่ใกล้กับสมาชิกเพื่อความสะดวก คนก็มีการวิจารณ์ว่าจะกินอะไรกันขนาดไหน จะกินกันตลอดเวลาเลยหรือ เรื่องนี้ความสำคัญมันก็มี คนมันต้องกินแต่ก็ตั้งคำถามว่าเท่าไหร่ถึงเหมาะสม ตนเคยเสนอในงบประมาณปี 69 ให้ทำเป็นบัตรเติมเงินกินภายในงบที่ให้ในแต่ละวัน และไม่สามารถโอนย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ ะเมื่อเป็นระบบการ์ดก็จะสามารถคำนวณความต้องการรายวันได้ดีกว่า ไม่ใช่จะต้องจัดลายบุฟเฟ่ต์ อาหารจีน ไทย ญี่ปุ่น นานาชาติจำนวนเยอะเหมือนจะเป็นความปรารถนาดีแต่พวกเรากินกันไม่ไหว มีแค่ 500คนจะกินกันสักเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ใช่การตัดทั้งหมดแต่ควรจะประหยัดและประหยัดอย่างไรเพื่อให้ได้สัดส่วนและผลตอบแทนและมีความเกรงใจประชาชนที่เป็นคนจ่ายภาษี ซึ่งเป็นเงินเดือนของพวกเรา
ชี้ผู้ช่วยสส.ควรมีตัวชี้วัด ป้องข้อครหา
นายภัณฑิลกล่าวถึงประเด็นผู้ช่วย สส. 8 คนที่จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนในปีงบประมาณนี้ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์สส.มีผู้ช่วยทำไมถึง 8 คนว่าในปัจจุบัน มีผู้ช่วยสส.ทำงานด้านต่างๆให้กับสส.และยังมีAIหรือแชตGPT สรุปรายงาน ซึ่งในต่างประเทศให้เป็นวงเงิน สส. ไปบริหารจัดการบุคคล มีภารกิจและตัวชี้วัดชัดเจนแต่ของเรามีปัญหาเมื่อให้ผู้ช่วยสส.ไป 8 คนแล้วไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเช่นเดียวกัน เพราะเป็นงานชั่วคราว ซึ่งยังมีข้อครหาเรื่องการเอาญาติพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย สส. ทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีกับนักการเมือง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาญาติพี่น้องมาใส่ชื่อและรับเงินเอง เรื่องนี้ปัญหาไม่ใช่จำนวน แต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ตรงไปตรงมาจึงอยากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้และต้องมีตัวชี้วัด ที่เห็นได้ชัดและตรวจสอบได้
กองทุนบำนาญต้องปรับลดภาระหลวง
นายภัณฑิล กล่าวว่าส่วนเรื่องกองทุนเป็นหลักของการสมทบ เงินเดือน100,000 บาท หักเข้ากองทุน3,500 บาทและสุดท้ายนำมาจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณนี่คือสวัสดิการเพื่อสร้างเครือข่ายรองรับให้เกิดความมั่นคง ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความไม่ยั่งยืนของกองทุน จำนวนสมาชิกเยอะขึ้น เงินที่เข้าไปอุดหนุนจากภาษีประชาชน 7-8ร้อยล้าน เงินที่สมาชิกสมทบ 30ล้านบาท สัดส่วนคือ 1 ต่อ 20 ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดข้อครหาว่ากองทุนนี้ไม่ยั่งยืนและไม่รู้เมื่อไหร่กองทุนจะล้ม และผลตอบแทนจากการลงทุนแทบไม่มี ไม่สามารถเลี้ยงกองทุนได้รายได้ไม่พอก็ต้องเอาเงินหลวงเข้าไปเติมทุกปีดังนั้นจึงต้องหาสูตรในการคำนวณว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน ที่รัฐอุดหนุนและเราออมเองได้สัดส่วนมากกว่านี้ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
หมอเปรมโต้บำนาญสส.ไม่ได้ตลอดชีวิต
ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)กล่าวถึงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้ทบทวนสวัสดิการของ สส.และสว.ว่าเป็นข้อเสนอที่น่ารับฟัง แต่ขณะนี้มีคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาที่กำลังดำเนินการเรื่องดังกล่าวอยู่แล้วดังนั้นควรให้คณะกรรมาธิการของทั้งสองสภาพิจารณาร่วมกันเป็นลำดับแรกส่วนตัวมองว่าความเห็นของนพ.วรงค์มีทั้งส่วนที่ถูกต้องและส่วนที่คลาดเคลื่อนโดยเฉพาะประเด็นเรื่องบำเหน็จบำนาญไม่ได้รับตลอดชีวิตเหมือนข้าราชการ ตนเองเป็นผู้แทนมา12ปีได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเพียงเดือนละ14,000บาทและได้รับเพียง10ปีเท่านั้น ไม่ได้รับตลอดชีวิต
“ขออย่ามองว่าสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นเศรษฐี มีเงินเป็นพันล้านหมื่นล้าน เพราะเป็นกรณีของสมาชิกรุ่นหลังที่มีกระแสการเมือง เราไม่ต้องการสมาชิกรัฐสภาที่มาจากมหาเศรษฐีเพียงอย่างเดียว ควรจะมาจากคนระดับธรรมดาก็เป็นได้ ต้องมองให้รอบด้าน” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
ยันอาหารเลี้ยงสภาไม่ได้ฟุ่มเฟือย
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวว่าค่าใช้จ่ายของสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะการจัดเลี้ยงอาหารในสภา ไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ควรมีการตรวจสอบเชิงลึกว่ามีค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นเพราะรายจ่ายของสมาชิกรัฐสภามีจำนวนมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางสังคม เช่น การร่วมงานบุญ งานกุศลหรือประเพณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยชาวบ้านมักเชิญไปร่วมงานและถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องช่วยเหลือซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครพูดถึง ขณะที่รายรับของ สส.และ สว.อยู่ที่ประมาณ1แสนบาทเศษ ซึ่งมองว่าไม่ได้มากและบางครั้งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลงานบุญ เช่น งานกฐิน ผ้าป่า หรือบุญบั้งไฟ
ไม่ขัดเสียงส่วนใหญ่ให้ปรับสวัสดิการ
“บางครั้งผมก็ไปกินข้าวแกงข้างถนนก็ได้ แต่ถ้ามีประชุมต่อเนื่อง การออกไปข้างนอก แล้วกลับเข้ามาอีกจะเสียเวลาในการประชุม นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องพิจารณา”นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว และว่าตนไม่ได้ขัดข้อง หากเสียงส่วนใหญ่จะเห็นว่าควรปรับปรุงสวัสดิการ เพราะตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่สิ่งถาวร แต่เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตโดยตนเองก็เคยสอบตกและกลับไปเป็นประชาชนธรรมดา
ระเบียบรัฐสภาใหม่ปรับขึ้นค่าตอบแทน
จากกรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดีได้ลุกขึ้นหารือต่อประธานชั่วคราวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ถึงปัญหาที่ประชาชนกังวลใจและฝากมา 3ประเด็น 1.ประชาชนไม่สบายใจสส.มีเงินเดือนกว่า 1แสนบาท ต้องเอาภาษีประชาชนมาเลี้ยงอาหารกลางวัน สส.ทำไมสส.ไม่ซื้ออาหารกินเอง2.การใช้จ่ายงบฯฟุ่มเฟือยไปกับตำแหน่งผู้ช่วย สส.ที่มีถึง8คนและเพิ่มเงินเดือนเป็น1.8หมื่นบาท ควรลดเหลือผู้ช่วย สส.3คนจะประหยัดงบฯ ได้ถึงปีละ 540ล้านบาท และ3.เสนอให้มีการยกเลิกกองทุนบำนาญของ สส.เพื่อให้เกิดความประหยัดและโปร่งใสในการใช้งบประมาณแผ่นดินนั้น
ล่าสุด”แนวหน้าออนไลน์”ได้ค้นหาข้อมูลย้อนหลัง พบว่าเมื่อเดือนเมษายน2568เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบรัฐสภาฉบับใหม่ ปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนให้กับกลุ่ม”ขุนพลข้างกาย”ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)และสมาชิกวุฒิสภา(สว.)รวมถึงคณะกรรมาธิการต่างๆโดยเป็นการปรับฐานเงินเดือนครั้งสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่1ตุลาคม2569 เป็นต้นไป
เปิดค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.และสว.
สำหรับตำแหน่งที่ได้รับการปรับอัตราค่าตอบแทน มีรายละเอียด ดังนี้ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทน 28,800 บาทต่อเดือน จากเดิม 24,000 บาทต่อเดือน, ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทน 28,800 บาทต่อเดือน จากเดิม 24,000 บาทต่อเดือน, ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน, ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 2 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน,ผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 5 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน, ผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 5 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน
ที่ปรึกษา-นักวิชาการรับแตะ2หมื่น
ที่ปรึกษา ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 24,000 บาท จากเดิม 20,000 บาทต่อเดือน,นักวิชาการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 21,600 บาท จากเดิม 18,000 บาทต่อเดือน , เลขานุการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน,ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท จากเดิม 10,000 บาทต่อเดือน, ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,800 บาท จากเดิม 9,000 บาทต่อเดือน, นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,600 บาท จากเดิม 8,000 บาทต่อเดือน, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,200 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อเดือน,ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,000 บาท จากเดิม 7,500 บาทต่อเดือน,ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,800 บาท จากเดิม 6,500 บาทต่อเดือน,นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,200 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อเดือน, เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 5,400 บาท จากเดิม 4,500 บาทต่อเดือน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี