DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

DSIสนองคำสั่งอนุทิน ล็อกคลังน้ำมัน เช็คสต๊อกยอดทุกวัน ห้ามกักตุนโขกเกินราคา

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIสนองคำสั่งอนุทิน
ล็อกคลงน้ำมัน
เช็คสต๊อกยอดทุกวัน
ห้ามกักตุนโขกเกินราคา
พาณิชย์ลุยสำรวจตลาด
เพิ่มชนิดสินค้าควบคุม

ดีเอสไอจับมือกรมธุรกิจพลังงาน ขานรับคำสั่งนายกฯ จู่โจมคลังน้ำมันยุทธศาสตร์พระโขนง ไล่เช็คตัวเลขสต๊อก-ป้ายราคา หลังพบพิรุธปั๊มน้ำมันหลายแห่งเริ่มขาดช่วง สั่งผู้ประกอบการรายงานข้อมูลการขายแบบวันต่อวัน พาณิชย์บุกตลาดช่วยชาวบ้านเล็งเพิ่มชนิดสินค้าราคาควบคุมห้ามขึ้นราคม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 มี.ค.69 นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นายเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันพระโขนง ถนนอาจณรงค์ เขตคลองเตย ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้เข้มงวดกวดขันการกระจายและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล


นายฉัตรชัย กล่าวว่า การเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมาให้ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บน้ำมันทั่วประเทศ โดยกรมธุรกิจพลังงานและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะร่วมกันตรวจสอบการติดป้ายราคา และตรวจสอบยอดการส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ต่างๆ ว่ามีความสอดคล้องกับเอกสารข้อมูลที่จัดส่งไปยังสถานีบริการแต่ละแห่งหรือไม่

ทำตามนโยบายนายกฯ

“การลงพื้นที่วันนี้เป็นไปตามนโยบายเพื่อตรวจสอบว่าคลังน้ำมันและผู้ค้าส่ง ปฏิบัติตามข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการติดประกาศราคา โดยผู้ประกอบการจะต้องส่งรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบภายในเวลา 18.00 น.ของทุกวัน ทั้งนี้ คลังน้ำมันแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การตรวจสอบครั้งนี้จึงถือเป็นการขอความร่วมมือผู้ค้าให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้น้ำมันไปถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อติดตามผลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” นายฉัตรชัย กล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า คลังน้ำมันพระโขนงเป็นจุดกระจายน้ำมันหลักไปยังสถานีบริการต่างๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนมีความต้องการใช้น้ำมันสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเลือกจุดนี้เป็นจุดแรกในการตรวจสอบว่ากระบวนการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการติดป้ายราคา การจำหน่ายน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร และปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากหากส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดทันที

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมในเรื่องการผลิตและการจัดส่งน้ำมันนั้น ขอให้ชุดทำงานตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อน โดยวันนี้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 8 จุด ใน 4 จังหวัด และในช่วงบ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบเพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมดอีกครั้ง

ปูพรมตรวจปั๊มที่อ้างว่าน้ำมันหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและติดตามผลการปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศตคม.ตร. อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกลผ่านจอภาพ

ในการตรวจสอบน้ำมันทั่วประเทศ พล.ต.อ.ธัชชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. ประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องสนธิกำลังปูพรมทั่วประเทศ เป้าหมายตรวจสอบ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.ซีลตะเข็บชายแดนและคลังน้ำมัน: ชุดปฏิบัติการทั่วประเทศทั้งทางบก ทางทะเล ต้องคุมเข้มด่านชายแดน ไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจจะมีการหลีกเลี่ยงใช้กองทัพมดขนข้ามชายแดน

ป้องกันการกักตุนน้ำมัน

2.ตรวจสอบป้องกันการกักตุน: สั่งทุกพื้นที่ประสานการปฏิบัติร่วมกับกรมการปกครอง สแกนทุกปั๊มที่อ้างว่าปิดให้บริการ หรืออ้างว่าน้ำมันหมด และรายงานผลแบบวันต่อวัน หากพบพฤติกรรมจงใจกักตุน ให้ดำเนินการทันที รวมทั้งให้ระดมตรวจคุณภาพของน้ำมัน ป้องกันไม่ให้นำสารอื่นมาเจือปนทำให้คุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน

3.ตรวจสอบป้องกันการโก่งราคา: ประสานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบการโก่งราคา ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ยังสั่งการให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ปูพรมลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันให้ครอบคลุมและถี่ขึ้น เพื่อป้องกันการปลอมปนสารในน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มหลอดในชุมชนและปั๊มขนาดเล็ก-กลางทั่วประเทศ พร้อมสั่งเพิ่มความเข้มข้นในการตั้งด่านสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง

รอง ผบ.ตร.กล่าวย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะบูรณาการทุกสรรพกำลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีใครมาสร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ไฟเขียวรถส่งวิ่งได้24ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมาว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ได้พิจารณาออกข้อบังคับผ่อนผันการเดินรถขนส่งน้ำมันรองรับสถานการณ์ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อบริหารจัดการด้านการจราจรในการขนส่งน้ำมันให้รวดเร็ว ทั่วถึง และครอบคลุมพื้นที่ เพียงพอต่อความต้องการน้ำมัน

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์ยังคงมีความตึงเครียดมาก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่งในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อภาพรวมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชนในประเทศไทย

ดังนั้น กระทรวงพลังงาน กลุ่มผู้ค้าน้ำมันและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ประเมินสถานการณ์ และวางมาตรการแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ต่าง ๆ ให้รองรับและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละวัน เพื่อให้การบริหารจัดการจราจรสำหรับการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันในประเทศให้กับประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้พิจารณาอนุญาตผ่อนผันให้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันเดินรถในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมถึงวันที่ 30 เมษายน 2569

โคราชตรวจปั๊มน้ำมัน

ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่จากหน่วย กอ.รมน.สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง บริเวณถนนสาย 224 (นครราชสีมา - โชคชัย) รวม 5 แห่ง จากการตรวจสอบพบว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่งมีรถขนส่งน้ำมันมาส่งให้เป็นช่วง ๆ โดยปริมาณน้ำมันดีเซลที่ได้รับต่อสถานีอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 8,000 ลิตร ซึ่งหากเป็นช่วงปกติ ปริมาณน้ำมันเท่านี้จะสามารถจำหน่ายได้นานถึง 3 - 7 วัน แต่ปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอสำหรับการจำหน่ายเพียงวันเดียวเท่านั้น

ในขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะน้ำมันขาดช่วงเนื่องจากต้องรอรถขนส่งน้ำมันมาเติมให้ หลายแห่งจึงได้กำหนดมาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน โดยรถยนต์ 4 ล้อ เติมได้ไม่เกิน 1,000 บาท และรถยนต์เกิน 4 ล้อ เติมได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคัน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการบริการอย่างทั่วถึงที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการรายใดมีพฤติกรรมกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด

จี้รัฐการันตีไม่มีกักตุนน้ำมัน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว., อดีต สส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤตราคาน้ำมันที่รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการกักตุนว่า ถ้ารัฐบาลมั่นใจเช่นนั้นจริง ก็ควรออกมาการันตีให้ชัดเจนว่าไม่มีการกักตุนสินค้าจริง และหากตรวจพบในภายหลังว่ามีการกักตุนสวนทางกับคำประกาศ รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยินดีร่วมมือ

ส่วนตัวเชื่อว่ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร เพราะหากน้ำมันมีเพียงพอสำหรับใช้ไปอีก 100 กว่าวันตามที่กระทรวงพลังงานประกาศไว้ เหตุใดจึงไม่มีการส่งน้ำมันให้สถานีบริการตามปกติ รัฐบาลจึงควรตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น

“การกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรมีความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนว่ามีโทษหนัก เพื่อให้ผู้ประกอบการเกรงกลัว แม้แต่เอกชนที่มีคลังของตัวเองหากรู้ว่ามีโทษหนักก็จะไม่กล้าเสี่ยง ตอนนี้ประชาชนระแวงเพราะนายกรัฐมนตรีบอกให้ใช้ชีวิตปกติ แต่พอไปที่ปั๊มกลับไม่มีน้ำมันให้เติม รัฐบาลต้องตรวจสอบไปถึงต้นทางคือ ‘คลังน้ำมัน’ ว่ามีของอยู่เท่าไหร่กันแน่ และเร่งนำ พ.ร.บ.สำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ มาใช้เพื่อให้เกิดความตื่นตัวว่ามีโทษหนักเพียงใด” นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ภาคประชาชนเองก็ต้องช่วยกันรัดเข็มขัด งดเว้นการเดินทางไกลหรือท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น บ้านที่มีรถหลายคันควรสลับมาใช้คันเดียว หรือใช้วิธีทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อช่วยชาติประหยัดน้ำมัน ซึ่งส่วนที่เหลือนั้นจะสามารถโยกไปช่วยภาคการผลิต ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ เพื่อไม่ให้ต้นทุนราคาสินค้าขยับสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าสินค้าหลายอย่างเริ่มปรับราคาขึ้นทั้งที่ราคาน้ำมันยังไม่ได้ขยับมากนัก และสินค้านั้นยังเป็นต้นทุนจากสต็อกเดิม รัฐบาลต้องประกาศบทลงโทษให้ชัดเจน อย่าให้พ่อค้าบางกลุ่มฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน

ทั้งนี้มีข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ทำให้ประชาชนตื่นตัว ว่าการกักตุนสินค้าหรือน้ำมันเพื่อขายโก่งราคาเป็นความผิดร้ายแรง จะได้ไม่คุ้มเสีย 2.ตรวจสอบคลังน้ำมันใหญ่ อย่าพูดลอยๆ ว่าไม่มีกักตุน ต้องเช็กให้ลึกถึงข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดเป็น ‘ไอ้โม่ง’ หรือไม่ หากพบเจ้าหน้าที่เพิกเฉยต้องฟันความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ 3.บังคับใช้กฎหมายห้ามกักตุน โดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่พยุงราคาแต่ต้อง ‘ควบคุมราคา’ ให้เข้มข้น หากใครขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลต้องจับกุมและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เพิ่มรายการสินค้าควบคุม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเตรียมปรับมาตรการกำกับดูแล “บัญชีสินค้าควบคุม” ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยจะยกระดับการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพประจำวันของประชาชน

ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการเมื่ออยู่ในรายการสินค้าควบคุมคือ ปรับจากเดิมที่ผู้ประกอบการสามารถ “แจ้งเปลี่ยนแปลงราคา” เป็น “ต้องยื่นขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา” ทุกครั้ง โดยกรมการค้าภายในจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ติดตามสถานการต้นทุน

ก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายสำคัญ เพื่อติดตามสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่าต้นทุนบางรายการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

จากการหารือดังกล่าว กรมการค้าภายในจึงเตรียมดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบและกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป

มาตรการดังกล่าวสำหรับเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก หากสถานการณ์ต้นทุนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและการขนส่งที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อและส่งผลต่อราคาสินค้าในประเทศ

กรมการค้าภายในย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายทันที หากพบการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 เพื่อให้หน่วยงานเข้าตรวจสอบและดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม.-

น้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นขวดละ 5-8 บาท

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจ ร้านค้าขายตามตลาดในอำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี ซึ่งขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน และนโยบายพลังงานของรัฐบาลชัดเจนมากขึ้น

ล่าสุด ผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ได้ปรับขึ้นราคาขวดขนาด 1 ลิตร ประมาณ 5-8 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ ทำให้ราคาขายส่งจากเดิมที่อยู่ช่วง 41–42 บาทต่อขวด เพิ่มมาอยู่ที่ 48–49 บาทต่อขวด ซึ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกในร้านค้า ร้านโชห่วยทั่วไปปรับขึ้นเป็น 50–53 บาทต่อขวด

ซึ่งล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณ ร้านกล้วยทอดชื่อดัง เจ๊สากล้วยทอด อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเดินทางไปพบ เจ๊สา เจ้าของร้านกล้วยทอด โดยนางสา แม่ค้ากล้วยทอด กล่าวว่าภายหลังน้ำมันพืชปรับราคา กล้วยทอดที่ร้านยังไม่ได้ปรับราคาขึ้นโดยยังคงขาย 6 ชิ้น 30 บาท ทุกอย่างที่ขาย โดยน้ำมันพืชปรับขึ้นอีก 6 บาทต่อขวด จากเดิมขวดละ 45บาทเป็น 51บาท ต่อขวด (ลิตร) แต่ละยี่ห้อราคาต่างกัน แต่ที่ร้านใช้น้ำมันพืช 8 ขวดต่อวัน

นอกจากน้ำมันพืชปรับราคาแล้ว มะพร้าวที่เป็นส่วนประกอบในการทำกล้วยทอดก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดย กะทิสด ก่อนหน้านี้ กก.ละ 60 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 90 บาท ต่อ กก. นอกจากนี้ ยังมีแป้งทอดกรอบก่อนหน้านี้ถุง 500 กรัม ราคา 30 บาท ปรับขึ้นเป็น 35 บาท

แม่ค้ากล้วยทอดกระทบแล้ว

แม่ค้ากล้วยทอด ยังบอกอีกว่า มีผลกระทบบ้าง แต่ที่กระทบมากสุด คือน้ำมันพืช และกะทิสด ราคาปรับสูงขึ้นมาก แต่ยังคงขายราคาเดิม ทำให้กำไรน้อยลงสวนกระแสกับสินค้าที่ปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม แม่ค้าบอกทิ้งท้ายว่า ได้รับผลกระทบหลังน้ำมันพืชมีราคาปรับสูงขึ้น หากเราจะขายแพงก็ขายไม่ได้ต้องขายราคาเท่าเดิมแต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น อยากจะให้ราคาน้ำมันพืชต่ำลงมากว่านี้ พยายามคงราคาเดิมไว้เป็นเวลานานแล้ว แต่ด้วยราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง

วอนรัฐ ปรับลดราคาเพราะก่อนหน้านี้สินค้าอุปโภค-บริโภค ต่างก็ทยอยปรับตัวสูงขึ้นหลายรายการสวนกระแสกับรายได้ในปัจจุบัน

ห้ามขายเกินราคา

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยแต่งตั้งให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน อธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด ทุกจังหวัด และนายอำเภอ ทุกอำเภอ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยกำกับติดตามให้มีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ณ สถานประกอบการในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่ายจริง รวมทั้งเฝ้าระวังการกักตุน และจำหน่ายในลักษณะผิดปกติ

ต้องรายงาน18.00น.ทุกวัน

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดรายงานข้อมูลการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกครั้งที่มีการปรับราคา และรายงานข้อมูลด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกรณีผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง ปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าพร้อมทั้งปริมาณที่ขายให้ลูกค้าแต่ละราย สำหรับกรณีผู้ค้าน้ำมันที่ไม่ได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ให้รายงานข้อมูลการขายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าเฉพาะที่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเกินรายละ 3,000 ลิตร/ครั้ง ไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน พร้อมสำเนารายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบด้วย

มีรายงานข่าวว่ากรณีดีเอสไอ ไปตรวจสอบคลังน้ำมันต่างๆ 4 แห่งนั้นเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top