วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569
สส.ปชน. ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลาย ส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที
เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สถานการณ์พลังงานบานปลายส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที
ขณะนี้สังคมกำลังกังขาทั้งในการสื่อสารและการบริหารจัดการของภาครัฐที่ยังปากแข็งออกมาป่าวประกาศแทบจะรายวันว่าน้ำมันพอ ยิ่งพอเห็นนั่งประชุมกันหน้าสลอนแล้วยิ่งสิ้นหวังครับ เพราะนอกจากยืนยันคำเดิม เพิ่มเติมคือ ‘ไม่มีไอ้โม่ง’ แล้วโยนบาปให้ประชาชนว่าตื่นตระหนกแห่ไปเติมกันมากเองจนน้ำมันไม่พอ
ผมคิดว่าบทสรุปประชุมแบบนี้มันช่างไร้ยางอายสิ้นดีเพราะมันสวนทางกับสถานการณ์ที่เป็นจริงจนอยากชวนทุกท่านตั้งแต่หัวโต๊ะยันปลายโต๊ะออกจากห้องแอร์มาแหกตาดูความทุกข์ยากของประชาชนบ้างว่าคนที่เขารอต่อคิวเติมน้ำมันเขาต้องเจอปัญหาขนาดไหน
สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์แบบนี้การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและการบริหารจัดการวิกฤตเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งฉวยโอกาสทำกำไรจนเกินงามท่ามกลางความลำบากของประชาชนทั้งแผ่นดินคือสิ่งสำคัญมาก
สิ่งที่รัฐบาลต้องมองให้ออกคือสถานการณ์มีแนวโน้มลากยาวและต้องเตรียมแผนสำรอง จนถึงตอนนนี้เส้นทางน้ำมันหลักผ่านช่องแคบฮอร์มุสยังคงถูกปิด ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันกว่า 20%ของโลกต้องผ่านและไทยพึ่งน้ำมันจากเส้นทางนี้มากถึง 54%
ซึ่งสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นแต่กลับขยายสู่การโจมตีแหล่งพลังงานหลักในตะวันออกกลางหลายแห่งทั้งที่ฝ่ายอิหร่านถูกโจมตีและการตอบโต้กลับไปยังพันธมิตรอ่าวที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐ
ท่ามกลางปัญหาที่ดูยืดเยื้อและที่พวกท่านอุตส่านั่งประชุมกันให้เห็น ความน่าสังเวชใจก็คือท่านแทบไม่มีมาตรการใดใหม่ออกมาที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ นอกจากคำแก้ตัว แล้วจะไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกได้อย่างไรครับ
จนถึงตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการกระจายน้ำมัน ปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊มเกิดจากการบริหารระบบขนส่งที่ผิดพลาด และการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามา แย่งเติมน้ำมันของประชาชนทั่วไปเพื่อกักตุนและใช้สิทธิอุดหนุนราคายังคงอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และหลังจากนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือให้ดีคือวิกฤตทางการเงินของกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันกองทุนฯ ติดลบ ไปแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท จากการแบกภาระอุดหนุนดีเซลถึง 18 บาท/ลิตร ซึ่งเสี่ยงที่จะต้องกู้เงิน
โดยที่ภาครัฐยังไม่มีแผนสำรองใดออกมาหากต้องยกเลิกตรึงราคา หมายความว่าราคาพุ่งไปอีกเท่าตัว ซึ่งเหตุการณ์นี้ผมเชื่อว่าจะมาถึงแน่ๆแบบที่หลายคนแอบแซวว่า ถ้าวันลอยตัวมาถึงเมื่อไหร่ วันนั้นคงมีน้ำมันพอให้เติม สามารถกระจายน้ำมันได้ดีอย่างที่ไม่เคยทำได้เลยในช่วงตรึงราคา
โดยสรุป ผมคิดว่ารัฐควรเลิกปฏิเสธความรุนแรงของปัญหาได้แล้ว ที่สำคัญคืออย่ารีบปฏิเสธว่าไม่มีไอ้โม่ง ดูคนใกล้ตัวมากๆให้ดี และจะตั้งคนไหนดูแลวิกฤตก็ขอให้ดูเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยครับ คือ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่โง่ก็ต้องบอกว่าไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดเข้าสิงจนต้องตั้งบรรดาพ่อค้าน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันไปดูเรื่องปัญหาน้ำมัน ไปถามเด็กประถมยังรู้เลยครับว่าเป็นไปไม่ได้
เรื่องนี้สำคัญมากครับ ถ้าแก้ไม่ได้จะกระทบต่อต้นทุนการขนส่งที่ตอนนี้ต้นทุนพุ่งขึ้น 12% ซึ่งตอนนี้ราคาอุปโภคบริโภคที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ทั้ง อาหารทะเล (ขึ้น 10-15%), เนื้อหมู(ขึ้น 10 บาท/กก.), ไข่ไก่, ต้นทุนพลาสติกไปจนถึงปุ๋ยการเกษตรที่้เป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตร และมีแนวโน้มจะขึ้นไปอีก แค่มาตรการร้านธงฟ้าราคาถูกของคุณศุภจี เอาไม่อยู่หรอกครับ
การเป็นผู้บริหารที่ไม่บริหาร พาวิกฤตไปสู่วิบัติแบบที่เป็นมาเสมอ ระวังประชาชนจะกรีดร้อง _วย ไม่ไหวแล้วโว้ยแทนรวยไม่ไหวแล้วโว้ยนะครับ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี