น้ำมันพุ่ง 6 บาท! สังคมหลงประเด็น รัฐบาลพลาดทั้งเกม

น้ำมันพุ่ง 6 บาท! สังคมหลงประเด็น รัฐบาลพลาดทั้งเกม

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

การปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรภายในคืนเดียว ดันค่าครองชีพขึ้นทันที ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า และรายจ่ายของคนทั้งประเทศ สถานการณ์แบบนี้ต้องอธิบายด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กระแสในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เลือกใช้จังหวะนี้ซ้ำเติมสังคม แสดงความสะใจ และโยงว่าความเดือดร้อนทั้งหมดเป็นผลจากการเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล


วิธีคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะไม่แตะต้นตอของปัญหาเลย แต่เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาเป็นเครื่องมือทางอารมณ์  ซึ่งไม่ใข่การวิพากษณ์วิจารณ์ แต่เป็นการหลงประเด็นด้วยอารมณ์ล้วน ๆ

ข้อเท็จจริงคือราคาน้ำมันผูกกับตลาดโลก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบทั้งแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่ง ทำให้ราคาปรับขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ ไทยในฐานะผู้นำเข้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

การลากปัญหาระดับโลกมาโยงกับการเมืองภายในแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น มีแต่บิดเหตุบิดผล และทำให้สังคมยิ่งหลุดจากประเด็นจริง

ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงความสะใจต่อความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่สะท้อนว่าการถกเถียงทางการเมืองกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ มากกว่าข้อเท็จจริง

ในระดับภูมิภาค สถานการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในหลายประเทศ เวียดนามปรับราคาน้ำมันเบนซินขึ้นมากกว่า 20% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ขณะที่น้ำมันดีเซลปรับขึ้นในอัตราที่สูงกว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแรงกดดันจากตลาดพลังงานโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ

ข้อเท็จจริงจึงชัดว่า วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของประเทศไทย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไม่สามารถอธิบายด้วยคำว่า “ตลาดโลก” อย่างเดียวได้ เพราะหน้าที่ของรัฐคือการดูแลผลกระทบ การปล่อยให้ราคาขึ้นรวดเดียว 6 บาท ทำให้ประชาชนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งที่มีทางเลือกในการบริหาร เช่น การทยอยปรับ หรือการสื่อสารล่วงหน้า 

จุดนี้สะท้อนชัดว่า รัฐบาลพลาดทั้งจังหวะและวิธีการจัดการ

ความเสียหายไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขราคา แต่อยู่ที่ความรู้สึกของประชาชนที่ต้องรับภาระโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ

เมื่อมองไปที่โครงสร้างการบริหาร ภาพความผิดพลาดยิ่งชัดขึ้น การมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เข้ามากำกับศูนย์บริหารสถานการณ์ด้านพลังงาน สร้างแรงกระเพื่อมทันที 

เพราะภาพจำที่เชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงาน เสียงวิจารณ์จึงพุ่งตรงว่า การเอา “พ่อค้าน้ำมัน” มานั่งแก้ปัญหาน้ำมัน เป็นการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น

คำเปรียบเปรย “หมาป่าเฝ้าฝูงแกะ” จึงเกิดขึ้น และสะท้อนความไม่ไว้วางใจที่มีอยู่จริง ต่อให้การทำงานเป็นไปตามหน้าที่ ความไม่เชื่อมั่นตั้งแต่ต้น ย่อมกระทบความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน บทบาทของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สอดคล้องกับระดับของสถานการณ์ การมอบหมายงานอาจเรียกว่ากระจายอำนาจ แต่ในสถานการณ์นี้ ภาพที่เห็นชัดคือการโยนความรับผิดชอบ 

สิ่งที่สังคมต้องการคือการตัดสินใจจากผู้นำโดยตรง ไม่ใช่การถอยออกจากจุดที่ต้องรับแรงกดดัน

เมื่อผู้นำไม่ยืนอยู่ในจุดนั้น ความเชื่อมั่นย่อมลดลง และภาพรวมของรัฐบาลก็อ่อนแรงลง

ยิ่งเมื่อมาดูการสื่อสาร ภาพยิ่งชัดขึ้นไปอีก ในช่วงที่ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ผู้นำรัฐบาลอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ปรากฏภาพการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 

ภาพหนึ่งคือผู้นำที่ไม่ต้องพึ่งน้ำมัน แต่อีกภาพหนึ่งคือประชาชนที่ยังต้องเติมน้ำมันทุกวันเพื่อทำมาหากิน

ความต่างนี้คือ “ต้นทุนชีวิต” ที่ไม่เท่ากัน น้ำมันขึ้นสำหรับคนทำงานรายวันคือรายจ่ายที่เพิ่ม สำหรับคนขับรถคือรายได้ที่หาย สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยคือกำไรที่ถูกบีบ แต่ภาพของผู้นำกลับไม่แตะภาระเหล่านี้เลย

ความแตกต่างสองด้านนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เห็นชัดว่าผู้นำกับประชาชนกำลังอยู่คนละเงื่อนไขของปัญหา

ในขณะที่ประชาชนต้องควักเงินเพิ่มทุกวัน สิ่งที่ควรชัดคือกองทุนน้ำมันอยู่ในสภาพใด และรัฐบาลจะจัดการโครงสร้างราคาอย่างไรต่อไป แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ชัด ทำให้สังคมไม่เห็นทิศทาง

สถานการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่าสังคมส่วนหนึ่งหลงประเด็น ปล่อยให้อารมณ์นำเหตุผล ขณะที่รัฐบาลพลาดทั้งจังหวะและวิธีการจัดการ

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่คือความเชื่อมั่นที่ลดลงทั้งระบบ และนั่นคือปัญหาที่หนักกว่าราคาน้ำมัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top