วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
"เนเน่"ยก 4 ปมติดล็อก จี้แก้ปัญหา"ช้างป่ากับคน"อย่างจริงจัง แนะเจ็บ!เอางบฯอาหาร สส.มาหนุนช่วย"GPS ปลอกคอ"ไม่เพียงพอ โอดช้างกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้ นักการเมืองเลยไม่ให้ความสำคัญ
1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เสนอโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพิจารณาญัตติในทำนองเดียวกันอีก 2 ญัตติ
โดย นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตนได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ และเมื่อศึกษาจึงได้เขียนญัตตินี้ขึ้นมาด้วยใจที่เร่งรีบ และเขียนขึ้นมาในวันที่สภาเปิดทันที จึงทำให้ญัตตินี้เป็นญัตติที่ 1/2569 ชุดที่ 27 นี้ ความสนใจของตนเรื่องช้างเริ่มต้นมาจากการตายของสีดอหูพับ ทำให้เราเห็นว่ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งเศร้าโศกเสียใจและโกรธเคือง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย พรรคประชาธิปัตย์จึงตัดสินใจและจัดวันที่เสวนาเพื่อพูดแทนช้าง แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ช้างตายเพราะฝีมือคน มันก็มีเหตุการณ์ที่คนตายเพราะฝีมือช้างเหมือนกัน สังคมไทยมาสู่จุดที่มีความแตกแยกทางความคิด เราจะต้องยุติตรงนี้
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐสภาควรมุ่งเน้นที่เป้าหมาย ถ้ามีการศึกษาไปแล้วแต่ปัญหายังไม่สำเร็จ ยังถูกแก้ไข เราไม่ควรที่จะหยุด ควรที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขต่อ ควรมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาอีกครั้งในสมัยนี้เพื่อติดตามเรื่องนี้ ตนไม่ได้มาพูดเพียงเรื่องช้าง แต่กำลังพูดถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลไทย ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก การตายของคนและการตายของช้างเป็นใบเสร็จที่ยืนยันชัดว่าความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารของประเทศไทยมีอยู่จริง เรามีการล้มเหลวนโยบายที่แยกส่วน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งของคนเป็นโรคเรื้อรัง ยืดเยื้อ
"ขอยกตัวอย่าง 4 กรณีว่าปัญหาคืออะไร 1.อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาเรื่องช้างป่าจัดการไม่ได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ซึ่งต่างคนก็ต่างทำและต่างมีข้อจำกัดของตัวเอง ทำให้ขาดเจ้าภาพที่เป็นกิจลักษณะ 2.การแก้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขัดความต่อเนื่อง เช่น การคุมกำเนิดด้วยวัคซีน คือการแช่แข็งจำนวนช้างแบบชั่วคราว ท่านต้องย้ำให้ประชาชนเข้าใจว่าวัคซีนนี้เป็นเพียงการซื้อเวลา 7 ปี เพื่อให้รัฐแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง วางแผนและจัดการในระยะยาวได้ก่อนที่ช้างจะกลับมาขยายพันธุ์อีกครั้ง การเสียเวลา 7 ปี ช้างและคนไทยต้องรอ 7 - 9 ปีหรือถึงจะเกิดผล ถ้าเราไม่ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การทำงานของประเทศไทยจะทำให้เสร็จหรือนำสู่ความสำเร็จจริงๆ 3.ปลอกคอ GPS กรมอุทยานฯ ระบุว่ามีช้างที่มีปลอกคอ 48 ตัว แต่ช้างเรามีมีอยู่ 4,000 กว่าตัว แต่ไม่มีงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายดาวเทียม จึงเรียกร้องขอให้ตั้งงบประมาณ ซึ่งถ้าเอาจริงๆ จะเอางบประมาณจากการซื้ออาหารกลางวันของ สส.ไปช่วยสมทบตรงนี้ ก็มั่นใจว่าสมาชิกสภาของเราก็คงจะใจกว้างพอให้สามารถนำไปช่วยสมทบได้ จะได้มีการติดตามช้างอย่างเป็นรูปธรรม และ 4.ข้อจำกัดของระเบียบข้อกฎหมายที่ขาดความสอดคล้องกัน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 กฎหมายยังไม่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า เพราะตามบทบัญญัติมาตราสามของกฎหมายฉบับนี้จำต้องอาศัยการประกาศจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดชนิดของสัตว์ให้ชัดเจนเสียก่อน" นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้เรากำลังยืนอยู่บนทางแพ่งที่สำคัญและคือจุดหัวใจที่สภาแห่งนี้ที่เป็นผู้แทนหรือเป็นเพียงตรายางให้กับการทำงานแบบไซโลของราชการไทย เราจะแก้ปัญหาช้างป่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เราต้องไม่ยอมให้งานวิจัยข้อเสนอทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ติดกับดักการทำงานของรัฐไทย จนสุดท้ายไม่เกิดการสัมฤทธิ์ผลในการแก้ไขปัญหา มันเป็นสภาวะอัมพาตทางการบริหารเมื่อกฎหมายแยกช้างออกจากวิถีชีวิตของคน
"เราตั้งกรรมาธิการมาสองสมัยแล้ว นี่ถือว่าทำเสร็จแล้วหรือ แต่ถ้าช้างและคนยังตายอยู่ ดิฉันถือว่าปัญหายังไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขอย่างสำเร็จ ขอย้ำว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น มันคือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะปลดล็อกอุปสรรคระหว่างกระทรวงเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับช้างและคนในระยะยาว วันนี้คือวันวัดใจ เราต้องลบคำครหาของสังคมว่านักการเมืองไทยไม่จริงจัง แก้ปัญหาก็ปีต่อปีเท่านั้น ช้างมันกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้ นักการเมืองไทยก็เลยไม่ให้ความสำคัญ ขอให้ท่านโปรดพิจารณาการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการผลักดันเรื่องนี้ต่อเนื่องด้วย" นางรัดเกล้า กล่าว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี