วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
ขนเชื้อเพลิงขายเขมร
‘อนุทิน’ด่าเลว
ซัดหนักพวกขายชาติ
ตั้งหน่วยไล่ล่าจับกุม
ชี้ทำในรูปแบบบริษัท
‘DSI’บี้ตรวจสต๊อกใต้
“อนุทิน” ยันหาทุกช่องทางช่วยลดภาระประชาชน ลั่นไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน อัดขบวนการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชา ด่า “เลว” พวกขายชาติ ย้ำเดินหน้าลุยไล่ล่าพวกกักตุน-ลักลอบขาย บอกไม่ต้องให้กำลังใจ “พิพัฒน์” มาถึงสถานะนี้ได้ต้องทำงานอย่างเดียว ป้อง “โบว์” แจงตามข้อมูล ศบก.ไม่ได้คิดเอง ด้านดีเอสไอพร้อมพนักงานสอบสวน ลงตรวจสอบคลังน้ำมันรายใหญ่ พื้นที่ภาคใต้ตอนบน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบความผิดปกตินำน้ำมันดีเซลเข้าคลังจำนวนมากเดือนมี.ค. 10 ล้านลิตร ขายเกินยอดปกติไป 100%
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจับกุมเรือที่อยู่ในกระบวนการลักลอบขนน้ำมันไปขายยังกัมพูชาว่าขณะนี้เราตั้งหน่วยไล่ล่าพวกกักตุนที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา และลักลอบนำออกไปขาย ซึ่งก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีอยู่เยอะขณะเดียวกันหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงขอยืนยันว่าเราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
เดินหน้าเร่งลุยปราบปราม
เมื่อถามต่อถึงกรณีการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชารู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นใคร นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแล้ว เพื่อปราบปรามดำเนินคดี โดยเป็นในรูปแบบบริษัท ซึ่งช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะมารายงานให้ตนทราบ เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้มีการสนธิกำลังระหว่างตำรวจและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงทหารในการทำงานร่วมกัน
ด่าเลวขนน้ำมันขายเขมร
เมื่อถามว่าการลักลอบนำน้ำมันไปขายต่อที่กัมพูชาถือว่าเป็นข้อหาหนักหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า“ก็เลวอ่ะครับ”เมื่อถามย้ำว่าเรียกว่าขายชาติได้หรือไม่ นายกฯพยักหน้ารับ
เมื่อถามอีกว่าปริมาณที่ลักลอบออกไปเยอะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องขอดูก่อน และต้องใช้เวลา เพราะตัวเลขที่มาแต่ละที่ต้องมานั่งปรับจูนกัน เพื่อให้ตัวเลขเหมือนกันให้ได้ ก่อนที่จะไปดำเนินการ ซึ่งตนไม่ได้ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวตัดสินใจผิดพลาด
รับฟังทุกคำวิพากษ์วิจารณ์
เมื่อถามต่อว่าขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกฯ ค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกฯ เป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้
เมื่อถามอีกว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ
ไม่ต้องให้กำลังใจ‘พิพัฒน์’ทำเต็มที่
เมื่อถามต่อว่าได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊ม PT นายกฯกล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่าซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร
เมื่อถามถึงการทำงานของ น.ส.ณัฏฐามหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) สอบผ่านหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุม ศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ
ไม่มีใครในรบ.มีผลปย.ทับซ้อน
เมื่อถามย้ำว่ามีคนตำหนิเรื่องของการตอบคำถาม นายกฯ กล่าวว่าท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด และจริงๆ ของบางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ตนยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายพิพัฒน์ จะมารายงานงานอื่นๆ ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์น้ำมันด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่เรียกเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อช่วงเช้า ที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า เป็นการสรุปสถานการณ์ในภาคใต้ เนื่องจากพอเปลี่ยนรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนคณะเจรจาต่างๆ รวมถึงพูดคุยสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การรับมือผลกระทบต่างๆ และสถานะของประเทศไทยว่าต้องปฏิบัติอย่างไร จึงถือเป็นการรับทราบข้อมูล
ดีเอสไอลงสอบคลังน้ำมันรายใหญ่
เมื่อวันที่ 2เม.ย.2569เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพนักงาสอบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เตรียมเข้าตรวจสอบหลักฐาน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตาปี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี หลังจากที่ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ร่วมกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ รอง ผบช.ภ.8พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผูบก.ภ.จว.สุราษฎร์ฯ สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พบผิดปกตินำน้ำมันเข้าคลังจำนวนมาก
ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความผิดปกติของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับยอดขายเบนซิน คือ เดือน มี.ค. ที่มียอดขายราว 400,000 ลิตร ซึ่งต่ำกว่ายอดขายในเดือน ก.พ.ที่มีราว 1,700,000 ลิตร ขณะที่ยอดขายดีเซล เดือน มี.ค.ซึ่งมีราว 10,000,000 ลิตร เป็นยอดขายที่สูงกว่าเดือน ก.พ.ที่มีอยู่ราว 4,800,000 ลิตรเท่านั้น เป็นการขายเกินยอดปกติไป 100% ในขณะที่ยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศ เดือนมี.ค.สูงกว่าก.พ ประมาณ 20%เท่านั้น
หากพบความผิดโอนคดีDSIเชือด
อย่างไรก็ตามข้อมูลระบุด้วยว่าสำหรับคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานีนั้น เป็นคลังน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 กระจายน้ำมันให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และในช่วงที่รัฐบาลยังมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดอย่างรุนแรง และในทางที่กลับกัน ยังพบการสั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นตามปกติ
เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูล และสืบสวนสอบสวน ซึ่งหากพบหลักฐานความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี