วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน
เหิมกักตุน-เก็งกำไร
ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม
แสวงหาประโยชน์มิชอบ
สุราษฎร์หาย57ล้านลิตร
ไล่บี้DSIตั้งเป็นคดีพิเศษ
นายกฯ อนุทิน นำทีมแถลงใหญ่ สารภาพมีแก๊งค้าน้ำมัน แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เก็งกำไรประวิงเวลา ไม่ยอมส่งให้ปั๊มทำชาวบ้านเดือดร้อน ด้าน รมว.ยุติธรรม พบคลังสุราษฎร์น้ำมันล่องหน 57 ล้านลิตร สั่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ด้านกองทัพเรือพบเรือน้ำมันจอดพิรุธกลางทะเลผิดปกติกว่า 20 เที่ยวมากกว่า 50 ล้านลิตร ฝ่ายปลัดกระทรวงพลังงานระบุเข้าข่ายวิกฤตแล้ว
เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล.
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พล.ต.อ. ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงข่าว
โดยนายกฯ กล่าวว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน
เอาเปรียบประชาชน
ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยดีเอสไอ ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้าหรือจ็อบเบอร์
กักตุนแสวงหากำไร
นายกฯ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล
รัฐต้องชดเชย5หมื่นล้าน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่
“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา“นายกฯ กล่าว
ขยายผลเป็นคดีพิเศษ
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะมอบหมายให้ดีเอสไป ได้ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป
สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในยุคที่มีวิกฤติขนาดนี้ยังมีคนคิดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าเราจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ เพราะตั้งแต่มีเหตุการณ์ก็มีความต้องการน้ำมันมากกว่าเดิมเกือบ 20 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบ เราไปตรวจสอบในระบบการผลิตและภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะต้องใช้นำ้มันขนาดนี้จึงสันนิฐานได้ว่าต้องมีการลักลอบหรือกักตุน โดยรวมทีมบูรณาการหน่วยงานปราบปรามไปตรวจสอบและได้พบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ โดยลดการกักตนไปได้ 7-10 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังมีการใช้มากเกินปกติอยู่ จึงต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าใช้อย่างปกติเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้เราสั่งน้ำมันดิบยืนยันออเดอร์ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย.แล้ว และจะให้วิธีหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆด้วย และหลังจากดำเนินการคิดว่าการที่จะมีน้ำมันออกจากระบบก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยถูกควบคุมและใช้ในประเทศไทยมากที่สุด
สุราษฎร์ล่องหน57ล้านลิตร
ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงว่า จากนโยบายนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงยุติธรรมทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ดำเนินการจากปลายทางคือสถานีน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง เข้าไปทำการตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน 2.มอบกรมการสอบสวนคดีพิเศษ ทำการตรวจสอบจากต้นทางคือตั้งแต่โรงกลั่นมาคลังน้ำมันเมื่อเอาข้อมูลมาชนกัน ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบการกระทำผิดและมีการจับกุมจำนวนหลายราย เช่น ในส่วนของพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และตรวจพบกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบทางต้นทาง ตนขอยกเคสการดำเนินการที่จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางมีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่จังหวัดคลังน้ำมัน 6 แห่ง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางก็มีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางในคลังของจ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไปจำนวนทั้งสิ้น 57 ล้านลิตร นี่คือในส่วนของข้อมูลทางทะเล
ยึดมาตรฐานเดียวกัน
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ เราจะดำเนินการเป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเราจะเอาเคสจ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการเกี่ยวกับขนถ่ายทางทะเล ในมาตรการในการต่างๆโดยเอกสารต่างๆ เราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่ น.ม.9 แบบรายงานการจ่ายน้ำมันภายในประเทศ (สถานีต้นทาง) น.ม 10 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ การคงคลังเกินเวลาจำเป็น การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น ในส่วนนี้ก็จะให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ดำเนินการ จะมีการเรียกมาสอบปากคำหากพบการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยจะมีชุดป้องกันการกักตุนน้ำมัน และหลังจากนี้จะตั้งวอร์รูมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจะรายงานข้อมูลในเรื่องของปริมาณน้ำมันทุกระบบ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้จำนวนเท่าไหร่ เป็นตัวเลขที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
โรงกลั่นไม่มีส่วนกักตุน
เมื่อถามว่า สรุป โรงกลั่นไม่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนโรงกลั่น ได้เข้าทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมัน ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน จะมีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้เท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ในส่วนของเรือน้ำมันที่พบเวลาเดินทางเกินปกติ สามารถเข้าไปยึดหรืออายัดน้ำมันไว้ได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรวจสอบแล้วน้ำมันก็อยู่ที่คลังแล้ว ในการเดินทางเรายังไม่สามารถไปยึดได้ เพราะไม่ได้กระทำผิดยังไง นอกจากว่าเป็นในส่วนที่เราดำเนินคดีในพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.นครสวรรค์
ประวิงเวลาเดินเรือ
พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในห้วงเดือนมี.ค. จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงมาตรการงดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งได้มีประกาศออกไปเมื่อ 6 มี.ค.นั้น พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบ สกัดการส่งออกน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอด
พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ในช่วงมี.ค. มีการเน้นย้ำการปฏิบัติ ซึ่งเกิดเหตุการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จากภาวะสงครามทำให้การขนส่งน้ำมันขาดตอน และเกิดภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย ซึ่ง ศรชล.ได้ร่วมกับหน่วยต่างๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ในส่วนของเส้นทาง พฤติกรรม การเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมัน เส้นทางเดินเรือทางทะเลของไทย
ทอดสมอเป็นเวลานาน
จากการตรวจสอบการวิเคราะห์จากฐานข้อมูล ในเดือนมี.ค. มีเที่ยวเรือ 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือ จากการเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิมอยากมีนัย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน ด้วยการชะลอการเดินทาง หรือการประวิงเวลาการเดินเรือ พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235294 ลิตร ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัย จะต้องมีการตรวจสอบต่อไป
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของศรชล. ได้พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน ซึ่งในเบื้องต้นมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด และจะดำเนินการต่อ หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่ง ศรชล.มีการดำเนินการในการตรวจสอบเส้นทาง หลังจากนั้น ศรชล.จะประสานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การส่งข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะดำเนินการให้มีผลทางคดี หากมีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย
ตรวจเข้มกว่าปกติ
เสนาธิการทหารเรือ กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันในฐานะเลขาธิการศรชล. ในการปฏิบัติ เราเน้นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งในการปฏิบัติของ ศรชล. และทางกองทัพเรือ ฉะนั้นตนยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาล และศรชล. มีการตรวจสอบการเดินเรืออย่าง เข้มข้น และจะไม่ให้มีการลักลอบการขนส่งน้ำมัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล การปฏิบัติของศรชล. ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ และจะไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไปเป็นอันขาด
ตรวจสอบคลังน้ำมันเพิ่ม
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายดูเรื่องสถานีบริการต่างๆในวิกฤติน้ำมันขาดแคลน โดยในช่วงที่เกิดเหตุวิกฤติ จากการสุ่มสถานีบริการที่มีการปิดตัวลง เรามีการย้อนลงไปว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ทำหน้าที่ในการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ พบว่า มี สถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง 12 จ็อบเบอร์ ที่ทำหน้าที่ส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง จากจำนวน 39 แห่ง ที่ตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในการขนส่ง
ภาคเหนือชลอจ่ายน้ำมัน
พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า ตัวอย่าง ที่น่าเชื่อว่ามีการกักตุน ประเด็นแรก การที่มีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง เราพบว่าบางคลัง ปกติในเดือน ก.พ.จะดำเนินการจ่ายน้ำมันอยู่ 18 ล้านลิตร แต่เดือน มี.ค. พบจ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นได้มีการส่งน้ำมัน และการกลั่นน้ำมัน 100% ไม่มีการขาดในตลาด แต่พอไปถึงคลังมีการจ่ายผิดปกติ ลักษณ์เก็งกำไร ซึ่งมีคลังหนึ่งทางภาคเหนือปกติจ่ายน้ำมัน 2 ล้านกว่าลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤติพบจ่ายอยู่แค่ประมาณ 1.2 ล้านลิตร เราจึงตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่างๆในภาคเหนือตอนล่าง พบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันอย่างมาก จึงน่าเชื่อว่า มีส่วนในการกักตุน อีกส่วนพบว่าบางคลังไม่มีน้ำมันประมาณ 4 แห่งที่ไม่มีน้ำมัน และถูกลดโควตาลง ขณะที่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจเป็นการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่นหรือมีประเด็นอื่น อย่างไรเรากำลังตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายมา ในขณะที่โรงกลั่นมีการจ่ายน้ำมันมา
ไม่ยอมจำหน่ายหน้าปั้ม
พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า เราตรวจสอบพบจับกุมสถานีบริการน้ำมัน ใช้วิธีการสั่งน้ำมันแต่ไม่ลงน้ำมัน กลับข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งได้ราคามากกว่าหน้าปั๊ม 10 บาท เช่น ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม โดยไม่จำหน่ายหน้าปั๊ม ซึ่งเรามีการจับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาช่วงวิกฤติ พบว่ามีสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้จริงไปลงที่นครสวรรค์และพบว่ามีการกักตุนน้ำมันบริเวณหลังปั้ม ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่หลายที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลส่วนเรื่องการส่งออกมีการลักลอบส่งออกที่ อ.แม่สอด มีการลักลอบใช้รถบรรทุกน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งที่เราตรวจพบ และจะมีการขยายผลเรื่องการลักลอบส่งออก
ลอบขนน้ำมันโยนศุลกากร-ตร.
เมื่อเวลา15.15น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตึกไทยคู่ฟ่า ทำเนียบรัฐบาล
โดยเลขาฯศอ.บต.กล่าวถึงเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้นว่าเป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ศอ.บต.ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอ ได้ลงพื้นที่ไปแล้วและทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้น เรื่องภาวการณ์กักตุน ไม่น่าจะมีปัญหา
ดีเซล47.74บาท/ลิตร
หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 3.51 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร น้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร ถือเป็นการปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร รวมไปถึงยังมีหลายฝ่ายกังวลถึงค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 14 บาท/ลิตร
ชี้วิกฤตรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง
“วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ” นายประเสริฐ กล่าว
การันตีน้ำมันเพียงพอช่วงสงกรานต์
น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. แถลงผลการประชุม ศบก.ว่าในเรื่องพลังงาน ในที่ประชุม ศบก.ราบรื่นดีโดยกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปั๊มน้ำมันต่างๆ จะไม่ขาดแคลนน้ำมันถ้าประชาชนใช้ในปริมาณปกติเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมแผนสำรองเอาไว้ โดยจะมีรถน้ำมันไปให้บริการเป็นจุดสำรองต่างๆ ในกรณีที่มีการใช้มากในบางพื้นที่ด้วย
โฆษก ศบก. กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีข่าวดีเช่นกัน ในเรื่องการดูแลราคาสินค้าและบริการตามกรอบกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ทำได้ เรื่องการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ หากร้านไหนไม่ปิดป้ายแสดงสินค้าจะเป็นความผิด เรื่องของการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรหรือการกักตุนสินค้า จะมีกฎหมายดำเนินการได้ ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำดังกล่าวให้แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 ขณะเดียวกัน ยังมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ขณะนี้เริ่มมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภครายการสำคัญมาลดราคาแล้ว
ชาวนาบางส่วนอาจต้องหยุดทำนา
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยกล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลวันนี้อยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร คาดว่า อีกไม่นานจะแตะระดับลิตรละ 50 บาทซึ่งอยู่ในระดับสูงและกดดันต้นทุนภาคการเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหาการเข้าถึงน้ำมันในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดอุทัยธานีที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ทำให้เกษตรกรจัดหาน้ำมันเติมรถเกี่ยวข้าวได้ไม่เพียงพอ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิต พร้อมกันนี้ ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับราคาข้าวเปลือกที่ยังอยู่ในระดับประมาณ 5,000–6,000 บาทต่อตัน ทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรลดลง และอาจทำให้บางส่วนจำเป็นต้องหยุดทำนา ซึ่งจะส่งผกระทบต่อรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้สินในระยะต่อไป
แท็กซี่เบตง-ยะลาจ่อขึ้นค่าโดยสาร
ที่คิวรถแท็กซี่ยะลา เบตง นายมนัส บือนา นายคิวรถแท็กซี่ ยะลา - เบตง เปิดเผยว่า ในช่วงหลังวันที่ 6 เม.ย.2569อาจจะมีการปรับราคาค่าโดยสารขึ้นซึ่งในวันนี้ยังคงตรึงราคาค่าโดยสารคนละ 230 บาทในอัตราเดิม เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากนั้นจะมีการประชุมหารือของผู้ประกอบการรถแท็กซี่ยะลา - เบตง หลังวันที่ 6 เม.ย. ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดีเซลยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะพิจารณาปรับเพิ่มค่าโดยสาร เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
มะนาวเบตงพุ่งกิโลละ 140 บาท
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าเกษตร ที่ตลาดเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา พบว่า มะนาว มีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยพบว่า ราคามะนาวคุณภาพดี โดยเฉพาะมะนาวแป้นรำไพ ที่มีจุดเด่นเรื่องเปลือกบาง น้ำเยอะ และกลิ่นหอม ราคาจำหน่ายพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 130 - 140 บาท ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ช่วงนี้ มะขามเปียก กลายเป็นสินค้าขายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและสามารถใช้ทดแทนมะนาวได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี