การก้าวขึ้นมาบริหารประเทศของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เกิดขึ้นบนฐานความเชื่อที่ชัดจากการเลือกตั้ง นั่นคือการนำ “ทีมมืออาชีพ” เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ใช้เป็นแกนสำคัญในการสร้างความนิยม ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่ผูกกับรายชื่อบุคคลจริงอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
บุคคลทั้งสามถูกเรียกว่า “เทคโนแครต” ในความหมายที่ชัดเจน คือคนทำงานที่เติบโตมาจากระบบราชการและภาคธุรกิจ มีประสบการณ์ตรงด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการบริหารองค์กร ไม่ได้เติบโตจากเส้นทางการเมืองโดยตรง และถูกคาดหวังให้ใช้ความเชี่ยวชาญแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ภาพนี้ทำให้ความนิยมของรัฐบาลไม่ได้มาจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับ “ศรัทธา” ที่ประชาชนฝากไว้กับความเชี่ยวชาญของบุคคลเหล่านี้ ว่าจะสามารถพาประเทศรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้จริง ศรัทธาจึงกลายเป็นทุนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม จังหวะการเริ่มต้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ค่อย ๆ สะสมผลงาน หลังการเลือกตั้งไม่นาน สถานการณ์พลังงานโลกปรับทิศทางอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และลากต้นทุนทางเศรษฐกิจในประเทศให้เพิ่มขึ้นตามทันที
นี่คือจังหวะที่ “ไม่ปกติ” เพราะรัฐบาลยังไม่ทันเริ่มงานเต็มรูปแบบ แต่ต้องรับมือโจทย์ใหญ่ระดับโลก และทำให้ศรัทธาที่เพิ่งก่อตัว ถูกนำไปวัดผลเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ศรัทธาที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังจึงถูกดึงเข้าสู่การประเมินจากผลลัพธ์ในระยะสั้นทันที จากเดิมที่ “มืออาชีพ” ถูกมองเป็นคำตอบในภาพรวม กลายเป็นความคาดหวังให้เห็นผลในระดับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและต้นทุนต่าง ๆ ขยับขึ้นต่อเนื่อง
ผลสำรวจของ นิด้าโพล ซึ่งสำรวจประชาชน 1,310 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีคนนอกทั้งสามรายอยู่ในระดับที่ “ไม่มั่นใจ” มากกว่ามั่นใจในทุกตำแหน่ง
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการปฏิเสธตัวบุคคล แต่สะท้อนการรอคอย “ผลลัพธ์” ในช่วงเวลาที่แรงกดจากสถานการณ์เกิดขึ้นเร็ว ศรัทธาที่เคยเป็นแรงหนุนในช่วงเลือกตั้งจึงเริ่มถูกประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ครบ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นผลจากธรรมชาติของวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรที่ผูกกับตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถกำหนดได้โดยตรง สิ่งที่ทำได้คือการบริหารผลกระทบภายในประเทศผ่านมาตรการต่าง ๆ
แต่เครื่องมือเหล่านี้มีข้อจำกัด ทั้งด้านงบประมาณ โครงสร้างราคา และผลกระทบในระยะถัดไป การตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักหลายด้าน ไม่สามารถเร่งให้เห็นผลทันทีโดยไม่มีต้นทุนตามมา
ขณะที่นโยบายต้องใช้เวลาในการออกแบบและดำเนินการ ผลกระทบต่อประชาชนกลับเกิดขึ้นทันที ช่องว่างระหว่างสองจังหวะนี้ทำให้ศรัทธาถูกกดดัน และทำให้การทำงานของ “สามเทคโนแครต” ถูกจับตามองอย่างเข้มข้นกว่าปกติ
เมื่อเชื่อมกับร่างนโยบายที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายน 2569 จะเห็นว่ารัฐบาลวางกรอบไว้ครบในระดับโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร และการบริหารภาครัฐ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ถูกจับตาไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง หากอยู่ที่การจัดการแรงกดจากพลังงานในระยะใกล้ นี่ทำให้รัฐบาลต้องทำงานสองระดับไปพร้อมกัน คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และรักษาทิศทางระยะยาว
บทบาทของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑประภาส จึงถูกวัดจากการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ
สิ่งที่ผลโพลกำลังสะท้อน ไม่ใช่การปฏิเสธแนวทาง “มืออาชีพ” แต่เป็นการบอกว่าศรัทธาต้องการ “หลักฐาน” ที่จับต้องได้ในช่วงเวลาที่วิกฤตกำลังกดทับอยู่
ในภาวะปกติ ความเชี่ยวชาญสามารถพิสูจน์ผ่านเวลา แต่ในจังหวะที่ไม่ปกติ เวลาไม่ได้ยืดหยุ่น ศรัทธาถูกเร่งให้ต้องแสดงผลลัพธ์เร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็น
สามเทคโนแครตในสมรภูมิพลังงานจึงต้องรับมือทั้งโจทย์เศรษฐกิจ และแรงกดจากความคาดหวังที่ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกัน
โจทย์ของรัฐบาลในช่วงหลังจากนี้อยู่ที่การทำให้มาตรการด้านพลังงานเริ่มส่งผลในระดับที่ประชาชนรับรู้ได้ พร้อมกับอธิบายข้อจำกัดของสถานการณ์โลกให้เข้าใจชัด ว่าส่วนใดจัดการได้ และส่วนใดอยู่เหนือการควบคุม
หากสังคมเห็นทั้งทิศทางและผลลัพธ์ ศรัทธาที่ถูกกดดันในช่วงเริ่มต้นยังมีพื้นที่ให้ฟื้นตัว แต่หากผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏ แรงหนุนจากการเลือกตั้งจะค่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น
คำตอบของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่การย้ำว่ามีใครเก่ง แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญเหล่านั้นสามารถพาประเทศผ่านจังหวะที่ไม่ปกติไปได้อย่างไร
- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี