วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
ผู้ประกอบการรถโดยสาร บุกพรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือถึงนายกฯ จี้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา หลังจากวิกฤตน้ำมันราคาพุ่ง กระทบผู้ประกอบการอย่างหนัก “สิริพงศ์” ยันตรึงราคาค่าโดยสาร ช่วยประชาชนถึง 19 เมษายนนี้ เล็งคลอดสูตรคำนวณราคาใหม่ ตามดัชนีตลาด จ่อถก บขส.ลดค่าธรรมเนียมฯ
เมื่อวันที่ 7เมษายน ที่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร นำโดยนายอัสนี เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร และนายปรีดา มากมูลผล นายกสมาคมการค้ารถตู้ พร้อมด้วยตัวแทนสมาชิกรถตู้ทุกหมวด รถบัสใหญ่ และกลุ่มรถร่วม บขส.ทั่วประเทศ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันแพงที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือและรับฟังปัญหา
นายอัสนี กล่าวถึงสถานการณ์ขั้นวิกฤตว่าปัจจุบันผู้ประกอบการรถโดยสารทั้งรายใหญ่และรายย่อยกำลังแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการรายใหญ่มีต้นทุนพุ่งสูงขึ้นกว่า 1 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่รายย่อยต้องรับภาระเพิ่มหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนกลับไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ขอขึ้นค่าโดยสาร ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อคนทำธุรกิจ ที่ผ่านมาได้พยายามเจรจากับทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เพื่อหาทางออกแล้ว แต่กลับถูกขู่ว่าจะยึดเส้นทางสัมปทานคืน หากไม่ยอมตรึงราคาค่าโดยสารไว้การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บขส.ไม่มีความเข้าใจในความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถโดยสาร และมีระบบการบริหารจัดการที่ผิดพลาด เพราะตามกลไกตลาดที่ถูกต้อง เมื่อน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ค่าโดยสารก็ควรปรับขึ้นตาม และหากราคาน้ำมันลดลง ค่อยปรับลดราคาลงมาให้เหมาะสม
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการประกาศเตรียมพร้อมเคลื่อนขบวนรถตู้และรถบัสกว่า 100 คัน ไปรัฐสภาในวันที่ 9 เมษายนนี้ เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาล พร้อมติดตามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจยกระดับมาตรการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป
วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังประชุมหารือกับข้าราชการกระทรวงคมนาคม ว่าจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ขณะนี้ไม่มีชั่วโมงสำหรับการฮันนีมูน พวกเรารัฐมนตรีทั้ง 4 คน เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีอะไรขอให้เข้ามาหารือ อย่าคิดว่าตัวตนเป็นรองนายกฯ หรือรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 ท่าน พวกเราถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นพี่น้องกัน เมื่อใดที่เราผ่านวิกฤตหรือวิบากกรรมนี้ไปได้ พวกเราก็จะเสวยสุขไปพร้อมๆกัน
สำหรับมาตรการต่างๆ หลังจากนี้ ขอให้รอการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ แต่นโยบายเรือธงที่จะเร่งดำเนินการก่อนคือการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถโดยสารของ บขส.แม้ต้นทุนน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น โดยจะใช้เงินจากกองทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนในส่วนต่าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่เดินทาง
ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ยังเป็นนโยบายหลักที่ต้องเดินหน้าต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะกำหนดเป็นรูปแบบที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบโซนนิ่ง รวมถึงการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระยะยาวกับผู้ใช้บริการมากที่สุด
ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังปัญหา เมื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น คิดว่าน่าจะบริหารจัดการได้เพื่อให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยกระทรวงคมนาคมจะดูแลส่วนต่างที่เกิดขึ้นให้ และหลังจากผ่านพ้นวันที่ 19 เมษายนนี้เป็นต้นไป ผู้ประกอบการมีข้อเสนอที่น่าสนใจว่าที่ผ่านมาเมื่อมีการปรับขึ้นค่าโดยสารแล้วมักจะไม่มีการปรับลดลง แต่อนาคตน่าจะมีการเสนอสูตรคำนวณค่าโดยสารใหม่ที่สามารถปรับขึ้นและลงได้ตามกลไกตลาด อาจมีการประกาศดัชนีเป็นรายเดือนเพื่อให้ไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการมากเกินไป หมายความว่าหากช่วงใดเกิดวิกฤติก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากไม่ได้มีความผิดปกติหรือมีนัยสำคัญ อาจจะปรับขึ้นเพียงร้อยละ 3 ถึง 5 ตามกลไก แล้วจึงปรับลดลงมาตามราคาตลาดในภายหลัง
นอกจากนี้หากรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมก็จะทำให้ระบบมีความเป็นระเบียบมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ได้หารือกันนอกเหนือจากการต่อทะเบียนใบอนุญาตขนส่งตามหมวด 3 ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก
สำหรับประเด็นที่ว่าหลังจากกลุ่มผู้ประกอบการยื่นหนังสือแล้วจะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารทันทีหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า การขึ้นค่าโดยสารจะมีสูตรคำนวณที่ทยอยปรับตามราคาน้ำมันต่อกิโลเมตรอยู่แล้ว เช่นที่ผ่านมามีการให้ปรับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร แต่ยังมีส่วนของค่าธรรมเนียมเทียบรถและค่าเวลา ซึ่งวันเดียวกันนี้รับทราบข้อมูลว่าทางบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีการปรับอัตราใหม่เนื่องจากค่าโดยสารปรับขึ้น จึงคิดค่าเทียบเวลาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ตนจะหารือกับทาง บขส.ว่าจะสามารถลดหย่อนได้หรือไม่ในช่วงนี้ หากลดหย่อนได้ก็อาจไม่ต้องไปเพิ่มค่าโดยสาร หรือแม้แต่ข้อเสนอที่ให้รัฐนำเงินชดเชยค่าเทียบรถแทนการชดเชยที่ตัวรถ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ
“ข้อเสนอ 3-4 เรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องการบริหารจัดการที่อยู่ในวิสัยที่กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ทันที” นายสิริพงศ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากลดค่าธรรมเนียมได้เลยก็จะไม่เกี่ยวข้องกับค่าน้ำมันที่ปรับขึ้นใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ใช่ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวเนื่องกัน เข้าใจว่าค่าธรรมเนียมในการเทียบรถขึ้นอยู่กับอัตราค่าโดยสาร เมื่อน้ำมันแพงค่าโดยสารขึ้น ค่าธรรมเนียมก็ต้องขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในภาวะวิกฤติเช่นนี้ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งตนจะไปพูดคุยกับรองปลัดกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง และหวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนก่อนที่ประชาชนจะเริ่มออกเดินทางกลับภูมิลำเนา
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมการซัพพอร์ตส่วนต่างให้กับประชาชน เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่ได้ซื้อบัตรโดยสารล่วงหน้าไว้แล้ว ตั้งแต่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท กระทั่งขยับขึ้นมาถึงลิตรละ 50 บาท หากจะไปเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วไปแล้วย่อมไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องเยียวยา โดยการนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือในส่วนต่างค่าโดยสาร เพื่อตรึงราคาเอาไว้ในราคาเดิมจนถึงวันที่ 19 เมษายนนี้
เมื่อถามถึงแรงจูงใจให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การเดินทางเป็นความสะดวกส่วนบุคคล หน้าที่ของรัฐคือการจัดขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวกสบายและเพิ่มปริมาณรถให้ได้มากที่สุด แม้อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมดแต่จะใช้ศักยภาพที่มีเตรียมการให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะช่วยได้ในสถานการณ์นี้คือการวางแผนการเดินทางร่วมกัน เช่น การเดินทางไปด้วยกันแบบแชร์รถ (Car Pool) หรือการบริหารเวลาเดินทางสำหรับผู้ที่สามารถทำงานที่บ้าน (WFH) ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่การจราจรแออัด ซึ่งหวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันในจุดนี้ได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี