วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ 8 เมษายน 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังคิดด้วยกรอบเดิม”
ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลายประเทศกำลังเร่งปรับตัวเพื่อกำหนดตำแหน่งของตนบนเวทีใหม่ แต่สำหรับไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “เราจะอยู่ตรงไหน” หากแต่คือ “เรายังคิดด้วยกรอบของตัวเองอยู่หรือไม่”
การเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ไม่ใช่เพียงความปั่นป่วนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หากคือการ “เขียนกติกาใหม่” ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจทางความรู้ ประเทศที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่มีทรัพยากรหรือกำลังทหาร หากคือประเทศที่สามารถกำหนดกรอบความคิด กติกา และมาตรฐานของโลกได้
ในบริบทนี้ ไทยกำลังเผชิญวิกฤตที่ลึกกว่าที่เห็น—วิกฤต “อธิปไตยทางปัญญา”
ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในศตวรรษนี้ไม่ใช่การสูญเสียดินแดน แต่คือการสูญเสียความสามารถในการคิดด้วยตนเอง เมื่อสังคมหนึ่งต้องพึ่งพากรอบความรู้จากภายนอกในการอธิบายโลก ออกแบบนโยบาย และกำหนดอนาคตของตน นั่นคือการพึ่งพาที่แนบเนียนที่สุด—และอันตรายที่สุด
สัญญาณของปัญหานี้ปรากฏชัดในสังคมไทย
ระบบการศึกษายังคงเน้นการจดจำมากกว่าการตั้งคำถาม
นโยบายสาธารณะจำนวนไม่น้อยหยิบยืมโมเดลจากต่างประเทศโดยขาดการปรับให้เข้ากับบริบทไทย
การวิเคราะห์โลกมักอิงกรอบคิดที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้าง
ผลลัพธ์คือ ไทยอาจ “ทันโลก” ในเชิงผิวเผิน แต่ยังไม่สามารถ “เข้าใจโลกในแบบของตนเอง”
ทางออกของปัญหานี้ไม่ใช่การปฏิเสธโลกภายนอก แต่คือการสร้าง “โครงสร้างปัญญา” ที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง และเปิดรับโลกอย่างมีวิจารณญาณ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “จารีต” กับ “ปฏิรูป” แต่คือการออกแบบให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน
จารีตไม่ควรถูกมองเป็นอุปสรรค หากแต่เป็น “ราก” ที่ให้ความหมาย ทิศทาง และความต่อเนื่องกับสังคม ขณะที่ปฏิรูปคือ “ปีก” ที่ทำให้ประเทศสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและแข่งขันในโลกใหม่ได้
การพัฒนาที่ขาดรากจะไร้ทิศทาง
แต่การยึดติดกับรากโดยไร้ปีก จะทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวไปข้างหน้า
ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างสมดุล—ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ถูกออกแบบและกำกับด้วยกรอบคิดที่สอดคล้องกับบริบทไทย ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเครื่องมือจากภายนอกมาใช้งาน
ท้ายที่สุด อธิปไตยทางปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจาก “ความกล้าหาญทางปัญญา”
สังคมที่ยึดติดกับลำดับชั้นและอาวุโส มักไม่เปิดพื้นที่ให้กับการตั้งคำถาม แต่การตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ใหม่ การยอมรับความผิดพลาด และการเปิดพื้นที่ให้ความคิดที่แตกต่าง จึงไม่ใช่ความเสี่ยง หากเป็นเงื่อนไขของการพัฒนา
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ความล้มเหลวแบบฉับพลัน แต่คือ “ความนิ่งที่ดูเหมือนเสถียร”
ความเคยชินกับการเดินตาม
ความเคยชินกับการเลียนแบบ
และความเคยชินกับการไม่ตั้งคำถาม
ในโลกที่กติกายังไม่ตายตัว ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างได้ถูกต้องที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถกำหนดกรอบคิดของตนเองได้
อธิปไตยในศตวรรษนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรืออำนาจรัฐ หากคือความสามารถของสังคมในการกำหนดอนาคตของตนด้วยปัญญาของตนเอง
และนั่นคือโจทย์ที่ไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี