วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ยึด3หลักบริหารชาติ รับ ‘วิกฤติพลังงาน’ บั่นทอนศก.ไทย ยันลุยต่อยอดนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยึด ‘สันติวิธี’ แก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา คาดโทษหนักจนท.เฉยแก้ยาเสพติด ยกระดับบริหารน้ำป้องกันภัยพิบัติ ชู ‘5ยุทธศาสตร์’ ดันขับเคลื่อนนโยบาย
วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าร่วมการแถลงนโยบายอย่างพร้อมเพรียง
โดยนายอนุทินแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ครม.จะยึดหลักสำคัญ 3ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส การลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง จากความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง การผลิตขนส่งน้ำมันชะงักงัน ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ไม่อาจคาดได้ว่า จะสิ้นสุดเมื่อใด รัฐบาลพยายามบรรเทาผลกระทบให้คนไทยภายใต้อำนาจรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆให้คนไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลจะเร่งมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อการดำรงชีพ พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตอกย้ำบทบาทประเทศเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก รัฐบาลจะเร่งจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศ ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยที่เป็นแรงกดดัน บั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรเป็น และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ขึ้น ทั้งภัยเศรษฐกิจ วิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภัยสังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ปัญหายาเสพติด ภัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติต่อเนื่อง ภัยความมั่นคง การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ การเข้ารับหน้าที่บริหารราชการของรัฐบาลมุ่งต่อยอดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และขั้วอำนาจโลกที่ไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทย ปกป้องอธิปไตย ส่งเสริมผลประโยชน์ชาติ
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสเติบโตเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยีตามความต้องการแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส การพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็น อาทิ ทักษะความรู้ดิจิทัล ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ การส่งเสริมผู้ประกอบการSMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ การยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน พลิกโฉมมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรม การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย จัดการปัญหานอมินีที่ตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย การแก้กฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365วัน ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศครอบคลุมทุกทิศทาง แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความสงบสุขให้สังคมไทย โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ สานต่อการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคี เร่งศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน(เอ็มโอยู44)ให้เสร็จโดยเร็ว แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนการพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย การพนันที่แฝงมาในรูปกีฬาและสันทนาการ รวมถึงจะดำเนินการแก้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่ ต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงและอาญา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน การปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ดำเนินโครงการอาสาสมัครทหารอาสา 1แสนอัตรา เปิดรับชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4ปี มีค่าตอบแทน ระบบประเมินผลชัดเจน เป็น ฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านสังคม พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษา การจ้างงานให้สอดรับตลาดแรงงานในอนาคต ยกระดับบริการสุขภาพคนไทย ด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เร่งรัดพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ด้านบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ใน 180วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการดำรงชีวิตและประกอบธุรกิจ การเร่งเสนอชุดกฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ใน 1ปี การปฏิรูประบบราชการ
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงกำหนดกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5กลุ่มดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2.การผลิต การค้า และบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคการเกษตร เกษตรแปรรูป การยกระดับอุตสาหกรรม 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงยั่งยืน 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายชั้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนร่วมลงทุน จะใช้จ่ายงบประมาณตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะประเทศในระยะยาว
“ท้ายที่สุดนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนประชาชนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นำพาประเทศสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศระยะยาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกฯ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี