วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569
533.jpg
ตลกคาเฟ่ในคราบคนข่าว!  มุก ‘รวยไม่ไหวแล้วโว้ย’ ที่จืดสนิทผิดกาลเทศะ

ตลกคาเฟ่ในคราบคนข่าว! มุก ‘รวยไม่ไหวแล้วโว้ย’ ที่จืดสนิทผิดกาลเทศะ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

รวยไม่ไหวแล้วโว้ย

ภาพผู้ประกาศข่าวชายหญิงคู่หนึ่งที่หยิบเอาประโยค “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” มาล้อเลียนออกอากาศด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก กลายเป็นคำถามสำคัญถึง “กาลเทศะ” ของคนหน้าจอ ว่านี่คือการรายงานข่าวด้วยความรับผิดชอบ หรือเพียงความพยายามจะสวมบทบาทสร้างความบันเทิงเพื่อแลกยอดไลก์ไปวันๆ


คำขายฝันนี้มีที่มาจากเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งเ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่เคยวาดวิมานว่าประชาชนจะรวยจนทนไม่ไหวหากพรรคภูมิใจไทยได้บริหารประเทศ

ทว่าในความเป็นจริงวันนี้กลับสวนทาง เมื่อวิกฤตพลังงานซัดกระหน่ำจนราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง และค่าครองชีพดีดตัวจนชาวบ้านแบกรับภาระหนักหนาสาหัส สวนทางกับคำสัญญาที่เคยได้รับแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

อารมณ์ประชดประชันทางการเมืองเช่นนี้ ประชาชนทั่วไปย่อมมีสิทธิสื่อสารผ่านพื้นที่โซเชียลส่วนตัวได้เต็มที่เพื่อระบายความอัดอั้น

แต่สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ภายใต้หัวโขน “ผู้ประกาศข่าว” บนสถานีสื่อหลัก เส้นแบ่งที่สำคัญคือ “วุฒิภาวะ” และการวางตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่แยกแยะระหว่างคนข่าวอาชีพกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มุ่งเน้นเพียงความสะใจประเดี๋ยวประด๋าว

รวยไม่ไหวแล้วโว้ย

พฤติกรรมสนุกสนานจนเกินงามหน้าจอโทรทัศน์ ไม่เพียงลดทอนน้ำหนักของเนื้อหาที่นำเสนอ แต่ยังสะท้อนถึงมาตรฐานขององค์กรต้นสังกัดว่ากำลังปล่อยให้พื้นที่ข่าวกลายเป็น “เวทีชงมุก” ที่ขาดการคัดกรอง

ในแง่ธุรกิจ วิธีนี้อาจประสบความสำเร็จด้วยตัวเลขยอดวิวหรือเสียงเชียร์จากผู้ชมบางกลุ่มที่ชื่นชอบการฟาดฟันทางการเมือง

เพราะภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ไม่ต่างจาก “ตัวแทนหมู่บ้าน” ที่ออกมาพูดแทนความสะใจของฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเป็นหน้าที่ของผู้ประกาศข่าว และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่พื้นที่ข่าวควรเปิดให้เกิดขึ้น

สื่อมวลชนทุกวันนี้ย่อมมีจุดยืนและรสนิยมทางการเมืองที่แตกต่างกันไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมประชาธิปไตย และเราไม่จำเป็นต้องแสร้งเป็นกลาง

แต่จุดยืนนั้นควรถูกแสดงออกผ่านการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่รอบด้าน ไม่ใช่หยิบเอา “วาทกรรม” หรือ “คำมั่นสัญญา” ที่ประชาชนเคยคาดหวัง มาปั่นเป็นมุกตลกเพียงเพื่อชงความสะใจทางการเมือง

ต้นทุนความเป็นมืออาชีพต้องใช้เวลาสั่งสมนานนับสิบปี แต่ผลกระทบจากการลดทอนคุณค่าตัวเองด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนเพียงไม่กี่วินาที อาจย้อนกลับมาแก้ไขได้ยาก และทำให้ภาพลักษณ์ของสถานีมัวหมองในสายตาของผู้ที่ยังคาดหวังการนำเสนอที่น่าเชื่อถือ

รวยไม่ไหวแล้วโว้ย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ภารกิจสำคัญของสื่อคือการชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของคำสัญญานักการเมือง

การเลือกใช้วิธีล้อเลียนเอาสนุก เท่ากับการลดทอนสถานะตัวเองให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “เครื่องมือสร้างความบันเทิง” ทางการเมือง

บทเรียนจากกรณี “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” คือกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นว่า ในโลกที่สื่อกระหายความนิยม สิ่งที่สูญเสียไปง่ายที่สุดคือ “ความน่าเชื่อถือ”

เมื่อคนหน้าจอเลือกจะละทิ้งวุฒิภาวะเพื่อโหยหาแสงสว่างเพียงชั่ววูบในพื้นที่โซเชียล คนข่าวไม่ได้มีหน้าที่ทำให้คนดูสะใจ แต่ต้องทำให้คนดูเชื่อในสิ่งที่รายงาน

การลดตัวลงไปสวมบท “ตลกคาเฟ่ในคราบคนข่าว” แล้วโยนเกียรติแห่งวิชาชีพทิ้งไปเพียงเพื่อมุก “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” จึงเป็นภาพสะท้อนที่ “จืดสนิทผิดกาลเทศะ”

และเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ความสะใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ไม่อาจชดเชยศรัทธาที่สูญเสียไปได้เลย แม้แต่เพียงนิดเดียว.

รวยไม่ไหวแล้วโว้ย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก รีวิวเรื่อยเปื่อย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top