วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569
กรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ทาบทาม นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็น “ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี” และ เตรียมที่จะแต่งตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทย ต่อมาได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ และมีความเห็นเป็นสองฝ่าย คือมีทั้งชื่นชมยินดี เห็นด้วย ที่มีการดึงคนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยงานประเทศชาติ เนื่องจากนายวีระพงษ์ เคยทำหน้าที่ผู้แทนการค้ามาก่อน และมีบทบาทสำคัญในการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป แต่อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงตำหนิ วิจารณ์ว่า การดึงตัวรองหัวหน้าพรรคการเมืองฝ้ายค้านมาร่วมงาน โดยไมได้ขอตัวจากหัวหน้าพรรคก่อนนั้น เป็นเรื่องเสียมารยาททางการเมือง และสุดท้ายเรื่องนี้ก็จบลงที่นายวีระพงษ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อย

ทีมข่าว แนวหน้าออนไลน์ จะขอข้ามประเด็นดรามาเรื่องนี้ แต่จะชวนมาทำความรู้จัก ตำแหน่ง “ผู้แทนการค้าไทย” ว่า มีที่มา และมีความสำคัญอย่างไร
ย้อนหลังไปในปี 2545 ยุครัฐบาลนายทักษิณชินวัตร ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2545 (และต่อมามีฉบับปรับปรุง 2552) จัดตั้งตำแหน่ง "ผู้แทนการค้าไทย" (Thailand Trade Representative) ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง เป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ทำหน้าที่เจรจาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งเสริมส่งออก และกำหนดท่าทีการค้าระหว่าง เจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และเรื่องอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
โดยนายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งได้ไม่เกิน 5 คน และแต่งตั้ง 1 คนเป็นประธานผู้แทนการค้าไทย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความคล่องตัวในการเจรจาการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยมีสำนักงานผู้แทนการค้าไทย สังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ ต้องรายงานผลการดำเนินงานให้นายกรัฐมนตรีทราบตามรอบเวลาที่กำหนด
ซึ่งระเบียบนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งในการค้าระหว่างประเทศ โดยปรับเปลี่ยนจากการทำงานตามระบบราชการปกติ มาเป็นการทำงานเชิงรุกโดยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า
หน้าที่หลัก "หัวหอก" การเจรจาเชิงรุก
หากตำแหน่งทูตพาณิชย์คือผู้ดูแลตลาดในแต่ละประเทศที่ประจำการ ผู้แทนการค้าไทยก็คือ ทีมพิเศษ ที่เน้นภารกิจเฉพาะกิจ เช่น
- เจรจา FTA เป็นหัวหน้าคณะเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีความซับซ้อน เช่น ไทย-อียู หรือ ไทย-ยูเออี
- การเปิดตลาดใหม่ เจาะตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (เช่น ตลาดตะวันออกกลาง หรือกลุ่มประเทศแอฟริกา)
- ดึงดูดการลงทุน ทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนประเทศ ไปชวนยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ให้มาลงทุนในไทย
- แก้ปัญหาคอขวด ประสานงานระหว่างกระทรวง (พาณิชย์, อุตสาหกรรม, เกษตรฯ, ต่างประเทศ) เพื่อให้การดีลธุรกิจข้ามชาติจบได้ที่จุดเดียว
ความสำคัญ ทำไมต้องมีตำแหน่งนี้ ?
ในระบบราชการปกติ การเจรจาระหว่างประเทศมักมีขั้นตอนเยอะและติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของแต่ละกระทรวง ตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย จึงเข้ามาอุดช่องว่างดังนี้ และ สามารถตัดสินใจหรือรายงานตรงต่อนายกฯ ได้ทันที
ที่ผ่านมา รัฐบาลมักแต่งตั้ง "มืออาชีพ" จากภาคเอกชนหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมการค้าโลก
โดยที่มารัฐบาลแต่ละยุค ได้แต่งตั้ง บุคคลเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย เช่น
นายทักษิณ ชินวัตร แต่งตั้ง ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
.jpg)
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้ง นายเกียรติ สิทธิอมร

รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่งตั้ง นายโอฬาร ไชยประวัติ นางนลินี ทวีสิน

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร

รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร

รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน นายชัย วัชรรงค์ และนายวีระพงษ์ ประภา

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก อาร์ท วีระพงษ์ ประภา - Art Werapong, เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ FC, เพจเฟซบุ๊ก หอประวัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ PSU Hall of History, เฟซบุ๊ก ปานปรีย์ พหิทธานุกร, เฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra, เฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva, เฟซบุ๊ก เกียรติ สิทธีอมร - Kiat Sittheeamorn, เฟซบุ๊ก มล ชโยทิต กฤดากร - M.L. Chayotid Kridakon
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี