วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
ไฟใต้ ปอเนาะ ‘ปฏิบัติการไอโอ’ และคำขอโทษ
ทันทีที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงประเด็นโรงเรียนปอเนาะ กระแสวิจารณ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนขยายไปสู่ข้อเรียกร้องให้ขอโทษ และบางส่วนเดินหน้าเรียกร้องให้มีการโยกย้ายตำแหน่ง ราวกับปัญหาชายแดนใต้ทั้งหมดจะคลี่คลายได้ด้วยการเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงคนเดียว
ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกครั้งที่เกิดประเด็นเกี่ยวกับฝ่ายความมั่นคง มักจะมี “สื่อมวลชนบางราย“ , ”สส.บางคน” และ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้สัมภาษณ์ การโพสต์ข้อความ และการขยายกระแสไปในทิศทางเดียวกัน จนทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า นี่คือการตรวจสอบตามปกติ หรือกำลังใช้ไฟใต้เป็นสนามทางการเมือง
ต้องยอมรับว่า “ปอเนาะ” เป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามที่มีความสำคัญต่อชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ ทำหน้าที่ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และการอบรมเยาวชนมาอย่างยาวนาน การกล่าวถึงแบบกว้างเกินไปย่อมกระทบความรู้สึกของคนในพื้นที่ และการออกมาชี้แจงหรือขอโทษย่อมเป็นเรื่องเหมาะสม
แต่การให้เกียรติ “ปอเนาะ” ไม่ได้หมายความว่ารัฐหมดสิทธิทำงานด้านความมั่นคง หากมีข้อมูลข่าวกรองหรือข้อสงสัยเป็นรายกรณี เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมาย บนฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกเรื่องกลายเป็นเขตห้ามแตะเพราะแรงกดดันทางสังคม
สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากคาใจ คือทุกครั้งที่รัฐถูกโจมตี กระแสจะดังและรวดเร็วมาก ขณะที่ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ถูกซุ่มยิง ถูกวางระเบิด หรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ความสนใจกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ความสูญเสียเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่องมานาน
เจ้าหน้าที่หนึ่งนายที่ล้มลง ไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียบุคคลหนึ่งคน แต่หมายถึงครอบครัวหนึ่งครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนชีวิตไปพร้อมกัน ภรรยาที่ต้องรับภาระต่อ ลูกที่เติบโตโดยไม่มีพ่อ หรือพ่อแม่ที่รอคนกลับบ้านแล้วไม่มีวันได้พบอีก
คนที่บาดเจ็บจนพิการต้องใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ไปตลอด ขณะที่ครอบครัวต้องรับภาระทั้งค่าใช้จ่าย การดูแล และความไม่มั่นคงในอนาคต เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในชายแดนใต้ แต่ไม่ค่อยได้รับพื้นที่ในระดับเดียวกับประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นรายวัน
เมื่อภาพเช่นนี้เกิดซ้ำ ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขามองว่า “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” ถูกคาดหวังให้เสียสละ แต่เมื่อสูญเสียกลับถูกพูดถึงเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วเงียบหายไป
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อ “สื่อมวลชนบางราย” “ส.ส.บางคน” หรือ “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” บางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวเฉพาะเวลารัฐถูกวิจารณ์ แต่ไม่แสดงท่าทีในระดับเดียวกันเมื่อเจ้าหน้าที่ถูกโจมตี ย่อมถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามดังกล่าวไม่ใช่การปิดปากใคร หากเป็นการตรวจสอบกลับต่อผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม เพราะเมื่อบุคคลใดมีสิทธิวิจารณ์รัฐ บุคคลนั้นก็ต้องยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะวิจารณ์ตนเองเช่นกัน
ปัญหาคือเมื่อถูกวิจารณ์ หลายครั้งกลับมีการหยิบคำว่า “ไอโอ” มาใช้ทันที ราวกับประชาชนจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง และทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยต้องถูกจัดวางมาจากที่ใดที่หนึ่งเสมอ
คำว่า “ไอโอ” เดิมทีหมายถึงปฏิบัติการข่าวสารหรือการชี้นำทางข้อมูล แต่เมื่อถูกใช้พร่ำเพรื่อกับทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วย ความหมายของคำนี้ก็เริ่มเลือนลง และกลายเป็นเพียงป้ายสำหรับใช้ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม
หากประชาชนโพสต์แสดงความเห็นในพื้นที่ของตนเอง แสดงความคิดเห็นในเพจสาธารณะ หรือเข้าไปวิจารณ์ในเพจของนักการเมืองบางคนและ “สื่อมวลชนบางราย” แล้วถูกเหมารวมว่าเป็น “ไอโอ” ทั้งหมด นั่นไม่ใช่การอธิบายข้อเท็จจริง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงคำถามที่สังคมกำลังตั้งอยู่
ความจริงอาจเรียบง่ายกว่านั้นมาก คนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจพฤติกรรมบางอย่างจริง ไม่พอใจการเลือกพูดเฉพาะวันที่โจมตีรัฐได้ ไม่พอใจการเงียบเมื่อเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ และไม่พอใจการเร่งกระแสปลด ย้าย หรือลงโทษบุคคลตามแรงกดดันรายวัน
สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีใครสั่ง เพราะเป็นปฏิกิริยาปกติของประชาชนที่ติดตามข่าวสารและตัดสินใจด้วยตัวเอง การนำทุกเสียงที่ไม่เห็นด้วยไปใส่ป้ายว่าเป็น จึงยิ่งทำให้ข้อสงสัยเดิมหนักขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐเองก็ต้องยอมรับความจริงอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่อาจแก้ด้วยกำลังอย่างเดียว เครือข่ายผู้ก่อเหตุมีการปรับตัว ใช้ช่องโหว่ของระบบ และเคลื่อนไหวอย่างซับซ้อนกว่าภาพที่คนภายนอกเห็น
หากหน่วยงานยังทำงานแยกส่วน ข้อมูลไม่ถึงกัน ข่าวกรองไม่แม่น หรือกระบวนการสอบสวนไม่ทันเกม สถานการณ์ก็ย่อมยืดเยื้อต่อไป การตรวจสอบงานความมั่นคงจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์หรือผลประโยชน์ทางการเมือง
ส่วนกรณี “คำขอโทษ” ต้องแยกให้ออกระหว่างการลดแรงปะทะ กับการตีความว่ารัฐผิดทุกเรื่อง ผู้มีตำแหน่งสูงเมื่อพูดแล้วเกิดความไม่พอใจ การขอโทษเป็นเรื่องเหมาะสม เพราะช่วยลดความตึงเครียดและรักษาบรรยากาศในพื้นที่
แต่ “คำขอโทษ” ไม่ควรถูกใช้เป็นใบเสร็จทางการเมือง เพื่อนำไปขยายผลกดดันให้ปลด ย้าย หรือทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ทั้งระบบ เพราะ “เจ้าหน้าที่ภาคสนาม” จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้พูด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแถลงข่าว และไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย
คนที่รับภาระยังเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดิม คนที่ออกเวรกลางคืนยังต้องออกเวร คนที่ตรวจเส้นทางเสี่ยงยังต้องลงพื้นที่ และคนที่เข้าเก็บหลักฐานหลังเหตุระเบิดก็ยังเป็นคนเดิม ไม่ว่ากระแสรายวันจะเปลี่ยนไปกี่รอบก็ตาม
หากสังคมยังใช้ทุกเหตุการณ์ในชายแดนใต้เป็นเครื่องมือปะทะกันรายวัน ปัญหาก็จะไม่เดินหน้าไปไหน รัฐต้องพูดด้วยข้อมูลและระวังคำพูด
“สื่อมวลชนบางราย” ต้องทบทวนบทบาท “สส.บางคน” ต้องไม่ใช้ไฟใต้หาเสียงหรือหาคะแนน “กลุ่มบรรดาสิทธิมนุษยชน” ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกฝ่าย และผู้เห็นต่างต้องไม่ถูกปิดปากด้วยข้อกล่าวหาง่าย ๆ
ขณะเดียวกัน “เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน” ต้องไม่ถูกลืม เพราะคนที่ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่คนเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนประจำจุดตรวจทุกคืน ไม่ใช่คนเดียวกับผู้ที่ออกลาดตระเวนเส้นทางเสี่ยง และไม่ใช่คนเดียวกับครอบครัวที่ต้องรับผลของความสูญเสียไปตลอดชีวิต.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี