…
ศึกระหว่าง “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” กับ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ถูกพูดถึงกว้างขวาง เพราะทั้งสองคนถูกมองว่าอยู่ในแนวทางการเมืองใกล้กัน แต่กลับเปิดหน้าโต้กันเองอย่างชัดเจน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระทบกระทั่งส่วนตัว หากเป็นภาพสะท้อนของคนที่พูดเรื่อง “หลักการ” มาตลอด แต่เมื่อถึงคราวจริงก็พร้อมหันมาฟาดกันเองไม่ต่างจากการเมืองแบบเก่าที่เคยตำหนิ
ต้นเรื่องมาจากโพสต์ของ “ไอซ์” ที่ใช้ถ้อยคำประชดต่อสถานการณ์การเมืองตามสไตล์ที่เจ้าตัวถนัด คือพูดให้แรง พูดให้โดนใจฐานผู้สนับสนุน และทำให้คนรู้สึกว่าเธอกล้าพูดในสิ่งที่หลายคนคิด จุดแข็งของวิธีนี้คือสร้าง “กระแส” เร็ว แต่จุดอ่อนคือหลายครั้งได้เพียงเสียงเชียร์ระยะสั้น มากกว่าคำตอบระยะยาว
“ปวิน” ออกมาตำหนิว่า นักการเมืองไม่ควรพูดแบบประชดประชัน ควรพูดให้ตรงประเด็น มีข้อเสนอ และทำหน้าที่ให้สมกับตำแหน่ง พร้อมทิ้งประโยคแรงว่า “ปากเก่งอย่างเดียวก็เป็นได้แค่ฝ่ายค้าน”
ถ้าดูเฉพาะเนื้อหา หลายคนอาจเห็นด้วย แต่เมื่อดูคนพูด เรื่องกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะ “ปวิน” เองก็มีประวัติยาวนานเรื่องการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ล้อเลียน ด้อยค่าคนอื่น เสียดสีแรง และโจมตีบุคคลด้วยภาษาที่เกินกว่าการวิจารณ์เชิงเหตุผลอยู่บ่อยครั้ง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนไม่รับบท “ครูใหญ่” จากปวินง่าย ๆ เพราะคนที่ใช้วาจาเผ็ดร้อนมาตลอด วันหนึ่งลุกขึ้นมาสอนคนอื่นเรื่องมารยาททางการเมือง ย่อมถูกย้อนถามทันทีว่า มาตรฐานเดียวกันนั้นเคยใช้กับตัวเองมากแค่ไหน
เรื่องจึงเริ่มจากโพสต์หนึ่งโพสต์ แต่ขยายไปไกลกว่าการเถียงกันรายวัน เพราะคนดูไม่ได้เห็นแค่สองคนปะทะกัน หากเห็นภาพคนที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน เริ่มใช้มาตรฐานคนละชุดกับอีกฝ่าย
.jpg)
จุดที่ “ปวิน” พยายามโจมตีอย่างจริงจังคือเรื่องความภักดีต่อ “พรรค” เหนือ “หลักการ” เขามองว่านักการเมืองบางคนกล้าวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทุกวัน แต่เมื่อเรื่องเดียวกันย้อนมาหาพรรคตัวเอง กลับเงียบ หรือรีบช่วยอธิบายแทนทันที
ประเด็นนี้พูดกันตามจริงก็ไม่ผิด เพราะการเมืองไทยแทบทุกพรรคเป็นแบบเดียวกัน เวลาคนอื่นทำเรียกว่าผิดหลักการ แต่เวลาพวกตัวเองทำกลับเรียกว่ายุทธศาสตร์หรือความจำเป็นทางการเมือง หลักการจึงมักถูกใช้ตอนเล่นงานคู่แข่ง มากกว่าถือไว้ใช้กับพวกของตัวเอง
“ไอซ์” และพรรคของเธอหนีไม่พ้นการถูกจับตา เพราะเคยสร้างภาพ “การเมืองใหม่” เคยประกาศว่าจะไม่ซ้ำรอยการเมืองแบบเดิม เมื่อเริ่มมีท่าทีปกป้องพรรคมากกว่าจุดยืนเดิม คนย่อมย้อนถามแรงกว่าพรรคอื่นเป็นธรรมดา
แต่สิ่งที่ทำให้ “ปวิน” เสียแต้ม คือแทนที่จะตีประเด็นให้คม กลับใช้วิธีสั่งสอนแบบคนเหนือกว่า และจบด้วยคำเหน็บแนม สุดท้ายคนจำนวนหนึ่งไม่สนใจสาระที่พูด แต่สนใจความหมั่นไส้ที่คนพูดสร้างขึ้นมาแทน
ปัญหาของปวินไม่ใช่ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ ปัญหาคือเขามักวิจารณ์คนอื่นเหมือนตัวเองไม่มีบาดแผลอะไรเลย ทั้งที่คนจำนวนมากก็จำได้ดีว่าเจ้าตัวเคยใช้คำพูดแรง ด่าคนอื่น เหยียดคนอื่น และลดทอนศักดิ์ศรีคนเห็นต่างมาแล้วกี่ครั้ง
เมื่อคนที่เคยใช้วาจาเป็นอาวุธหนัก ออกมาเรียกร้องให้คนอื่นใช้ภาษานุ่มนวล ภาพที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่ความน่าเชื่อถือเต็มใบ หากเป็นความย้อนแย้งที่คนดูมองเห็นทันที
.jpg)
ด้าน “ไอซ์” เองก็ไม่ได้เสียหายน้อยกว่า เพราะเหตุการณ์นี้ย้ำภาพเดิมว่าเธอเก่งสร้าง “กระแส” เก่งตอบโต้ และรู้วิธีทำให้ตัวเองอยู่ในข่าวอยู่เสมอ เธอมีพรสวรรค์ด้านการสื่อสาร รู้ว่าควรพูดแบบไหนให้ฐานผู้สนับสนุนชอบ และรู้ว่าจังหวะไหนควรแรงเพื่อเรียกความสนใจ
แต่ “ความดัง” กับ “ความน่าเชื่อถือ” เป็นคนละเรื่อง คนอาจชอบดูนักการเมืองสวนกลับแรง ๆ ในโซเชียล แต่เมื่อถึงเวลาจะฝากความหวังเรื่องเศรษฐกิจ กฎหมาย หรือการบริหารประเทศ คำถามจะเปลี่ยนทันทีว่า ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง ผลักดันอะไรได้จริงบ้าง และจะนำประเทศไปทางไหน
นี่คือจุดที่ไอซ์ยังต้องพิสูจน์ เพราะการเป็นดาวเด่นฝ่ายค้านกับการเป็นผู้นำในอนาคต ใช้เครดิตคนละแบบ อย่างแรกใช้ความคมของคำพูด แต่อย่างหลังใช้ความเชื่อมั่นระยะยาว
กรณีนี้ไม่ใช่แค่ไอซ์โดนปวินเหน็บ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าหากยังเล่นการเมืองแบบตอบโต้รายวัน ก็อาจติดอยู่แค่บทบาท “คนดังทางการเมือง” มากกว่าคนที่ประชาชนพร้อมฝากอนาคตไว้จริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง จากคนธรรมดาที่เคยถูกมองเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ มาถึงวันที่มีตำแหน่ง มีชื่อเสียง และมีฐานสนับสนุนหนาแน่น สังคมก็ย่อมจับตาหนักกว่าเดิม หากเริ่มมีอาการหลงบทบาทตัวเอง ใช้ความนิยมเป็นเกราะ หรือทำสิ่งที่เคยตำหนิคนอื่น ก็ย่อมถูกย้อนถามแรงเป็นธรรมดา
คนที่เคยใช้คำว่าหลักการเป็นธงนำ หากวันหนึ่งเริ่มยืดหยุ่นเฉพาะตอนเรื่องกระทบฝ่ายตัวเอง ก็ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาว่าพูดอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างหนึ่ง
เมื่อมองรวมกัน เรื่องนี้ไม่มีใครเหนือกว่าใคร “ปวิน” พูดถูกบางเรื่อง แต่ติดนิสัยเดิมคือชอบสอนคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็มีประวัติใช้ถ้อยคำหยาบคาย ล้อเลียน และด้อยค่าคนอื่นอยู่ไม่น้อย ส่วน “ไอซ์” มีพลัง มีความกล้า และมีพื้นที่ทางการเมืองสูง แต่ก็ติดการเมืองแบบเน้นกระแส จนยังต้องพิสูจน์ผลงานอีกมาก
คนหนึ่งชอบแจกบทเรียนให้คนอื่น แต่ตัวเองก็สอบตกเรื่องมาตรฐานซ้ำ ๆ อีกคนชอบสวนกลับทุกเรื่อง แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่ามากกว่าพูดเก่งแล้วมีอะไรอีก
ทั้งคู่ต่างมั่นใจว่าตัวเองมองเกมขาด ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ตัดสินคนอื่น แต่เมื่อถูกย้อนถามเรื่องเดิมของตัวเอง ก็มักอธิบายอีกแบบหนึ่งทันที ภาพเช่นนี้คนไทยเห็นมานาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อบุคคลหรือเปลี่ยนสีเสื้อกี่ครั้งก็ยังวนอยู่เหมือนเดิม
ส่วนคำว่า “อุดมการณ์” ในการเมืองไทย มักถูกพูดเสียงดังในวันที่ใช้เล่นงานคู่แข่ง แต่เมื่อเรื่องเดียวกันย้อนมาหาพวกของตัวเอง เสียงนั้นก็มักเบาลงอย่างน่าประหลาด ความภักดีต่อพวกจึงชนะหลักการอยู่บ่อยครั้ง
ศึก “ปวิน” กับ “ไอซ์” เป็นกระจกอีกบานของการเมืองไทย ที่คนชอบด่าคนอื่นมีมาก คนชอบสอนคนอื่นก็มีมาก แต่คนที่กล้าทำมาตรฐานเดียวกับตัวเองยังมีน้อยเหมือนเดิม.
ทีข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี