533.jpg
สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44  หักดิบกัมพูชา  ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44 หักดิบกัมพูชา ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.ฉีกทิ้งเอ็มโอยู44

หักดิบกัมพูชา

ชี้ใช้มา25ปีไม่คืบหน้า

ทำได้ไม่ต้องแจ้งเขมร

พลิกใช้UNCLOSแทน

ไทย-กัมพูชาถกRBC

ย้ำเตือนอย่าขยับกำลัง

สมช.มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน รัฐบาลชี้มีมา 25 ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย สร้างความขัดแย้ง หวาดระแวงสองประเทศ ขณะเดียวกัน ไทย-กัมพูชา ถกกองเลขาฯ RBC ที่ด่านช่องสะงำ ระบุมีเรื่องต้องคุยกันกว่า 80 ครั้ง เผย 7 ข้อสรุป ไทยเตือนทหารเขมรอย่าขยับกำลัง-มาตั้งฐานฯ ใกล้แนวลวดหนาม ให้ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง ขอร่วมสกัดข่าวปลอม พร้อมส่งเหยื่อค้ามนุษย์กลับประเทศ

เมื่อเวลา 11.10น.วันที่ 23เมษายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศทำเรื่องยกเลิก MOU 44 เสนอที่ประชุมสมช. จากนั้น จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่สองสัปดาห์ ก็นำเสนอเรื่องการยกเลิก MOU 44 ให้สมช.รับทราบ โดยจะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน ยืนยันว่ายกเลิกเฉพาะ MOU 44 โดยใช้อำนาจครม.ยกเลิก ไม่ต้องแจ้งคู่กรณี ส่วน MOU 43 ยังไม่มีการพูดถึงทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิม


ใช้ UNCLOS ดูแลแทน

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการยกเลิกMOU44 เนื่องจากได้ใช้มานานแล้วและไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แล้ว สามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากยกเลิกเอ็มโอยู44 แล้ว จะใช้เครื่องมือใดในการดูแลพื้นที่ระหว่างประเทศ เสธ.ทร.กล่าวว่า เราใช้หลักกฏหมายสากล ของ (UNCLOS) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกแล้ว เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

หากเขมรค้านต้องคุยเวทีระหว่างปท.

เมื่อถามถึงขั้นตอนในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 จะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเป็นส่วนของทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนกองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ โดยหลักปฏิบัติของกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฎิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชามีการคัดค้าน จะดำเนินการอย่างไร พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องไปพูดคุยกันในเวทีระหว่างประเทศ

รบ.แจงเหตุผลยกเลิก MOU 44

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมสมช. ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติ “ยกเลิก MOU44” ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย - กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

มีมา25ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันเป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

มุ่งสานต่อแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย - กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 และในวันนี้ ที่ประชุม สมช.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว

สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช.มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ไทย-กัมพูชา ถกกองเลขาฯ RBC

วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้จัดการประชุมประสานการปฏิบัติร่วมกับกองเลขานุการ RBC ภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชาที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และ พลจัตวา นิด ณารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานกองเลขานุการของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เพื่อประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง ขับเคลื่อนผลการประชุม GBC สู่การปฏิบัติ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน รายละเอียดสรุปได้ดังนี้1.ความสำเร็จของการประสานงานที่ผ่านมา มีการประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องกว่า 80 ครั้ง สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยสันติวิธี พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ เช่น การดำเนินงานของ AOT และมาตรการ ความปลอดภัย

แจ้งเขมรไม่ให้ตั้งฐานใกล้ลวดหนาม

2.ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม : ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดำเนินการรับ–ส่งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม3.การป้องกันปัญหาไฟป่าและสิ่งแวดล้อมชายแดน : ได้หารือแนวทางป้องกันไฟป่าและการเผาพื้นที่การเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล โดยเห็นพ้องให้ร่วมกันดำเนินมาตรการเชิงป้องกัน4.มาตรการลดความตึงเครียดทางทหาร : แจ้งกัมพูชาไม่ขยับกำลังหรือมาตั้งฐานปฏิบัติการใกล้แนวลวดหนาม เนื่องจากหากมีฐานที่อยู่ใกล้กัน อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายไม่พึงประสงค์

รับมือเฟคนิวส์-ยึดข้อตกลงGBC

5.การรับมือข่าวปลอม (Fake News) :เห็นพ้องให้ร่วมกันป้องกันและแก้ไขข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิด

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ6.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน : ฝ่ายไทยได้ชี้แจงการดำเนินโครงการเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ของไทย โดยยืนยันว่าเป็นการดำเนินการภายในอธิปไตย และไม่มีผลกระทบต่อฝ่ายกัมพูชา7.การยึดมั่นข้อตกลง GBC : ทั้งสองฝ่ายยืนยันการปฏิบัติตามถ้อยแถลงของ GBC ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 อย่างเคร่งครัด และให้ใช้กลไกการประสานงานชายแดนเป็นช่องทางหลักในการแก้ไขปัญหา

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงตามแนวชายแดน และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างสูงสุด

เปิดความสำคัญ MOU 44

สำหรับ MOU 44 นั้น เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยลงนามเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2544 วัตถุประสงค์ เป็นข้อตกลงชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA) กลไกลการเจรจา มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค” (Joint Technical Committee - JTC) เพื่อทำหน้าที่เจรจาเรื่องนี้ยนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยหัวใจสำคัญของ MOU 44 คือ “เจรจาควบคู่ แยกจากกันไม่ได้” MOU 2544 เป็นเพียง “ข้อตกลงชั่วคราว” เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาผ่าน “คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค” (JTC) โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกณฑ์ สาระสำคัญที่สุดคือการแบ่งพื้นที่เจรจาออกเป็น 2 ส่วน และต้องเจรจาไปพร้อมกัน (Indivisible Package) ดังนี้ พื้นที่ส่วนบน (เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) ให้เจรจาเพื่อ “แบ่งเขตแดน” ทางทะเลให้ชัดเจน และพื้นที่ส่วนล่าง (ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ) ให้เจรจาเพื่อจัดทำระบอบ “พื้นที่พัฒนาร่วม” (Joint Development Area - JDA) เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ร่วมกัน

เงื่อนไขสำคัญที่ล็อกไว้คือ “ต้องทำทั้งสองเรื่องพร้อมกันเป็นองค์รวม จะแยกทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อนไม่ได้” หมายความว่า หากตกลงเรื่องแบ่งผลประโยชน์น้ำมันไม่ได้ เรื่องเส้นเขตแดนก็ไม่จบ หรือหากตกลงเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ ก็จะขุดน้ำมันไม่ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจา หากคณะทำงานตกลงกันได้สำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องถูกนำมาทำเป็น “สนธิสัญญา” ซึ่งต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาของไทยตามรัฐธรรมนูญเสียก่อน จึงจะมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์

จับเขมรลอบเข้าไทยต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 05.30 น.วันที่ 24 เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกล.บูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ ร่วมกับ ชค.ทพ.12 นำกำลังพล ร้อย.ทพ.1205 ร่วมกับ คทร.(ชุดเคลื่อนที่เร็ว)ฉก.อรัญประเทศ ออกทำการลาดตะเวนสกัดกั้น ป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบระหว่าง จต.ส.44 - จต.อ.01 บ.อ่างศิลารัตน์ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเดินเท้า ลักลอบข้ามแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้าน จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพบผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นชาวกัมพูชา จำนวน 10 คน (ช.6 ญ.4 )พร้อมกระเป๋าสัมภาระ โดยไม่มีเอกสารแสดงตัว จึงได้นำตัวมาซักถามที่ ที่ทำการกองร้อยทหารพรานที่ 1205 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

หนีความอดอยาก-ภัยแล้งที่บ้านเกิด

ชาวกัมพูชาทั้งหมดรับว่าลักลอบข้ามแดนเข้าไทยเพื่อต้องการเดินทางไปทำงานก่อสร้างที่ จ.ชลบุรี เนื่องจากได้รับการติดต่อกับเพื่อนชาวกัมพูชาให้กลับไปทำงานที่เดิมเนื่องจากเคยทำงานที่ จ.ชลบุรีมาก่อนหน้านี้ ได้ค่าแรงวันละ 350บาท ซึ่งพวกตนได้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดในกัมพูชาไม่มีงานทำอีกทั้งไม่สามารถทำการเกษตรได้เนื่องจากปัญหาภัยแล้งในกัมพูชาทำให้เกิดความอดอยากจึงยอมเสี่ยงลักลอบเดินทางเข้าไทยอีกครั้งหวังจะได้ไปทำงานที่เดิม จ.ชลบุรีจะได้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ระหว่างเดินเท้าเข้าไทยก็มาถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานไทยสกัดจับได้

จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชาวเขมรทั้งหมดไปให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top