วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
วัส ติงสมิตร โพสต์ เมื่อ 'นิติสงคราม' ปะทะ 'ดุลพินิจศาล' บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.
เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "เมื่อ "นิติสงคราม" ปะทะ "ดุลพินิจศาล": บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับลมร้อนในวันที่ 24 เมษายน 2569 เมื่อ ศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ในคดีจริยธรรมร้ายแรงของอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล กรณีร่วมชื่อแก้ไขมาตรา 112 ป.อาญา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองฯ
1. บรรทัดฐานใหม่: "รับคำร้องแต่ไม่ต้องหยุด (หน้าที่)"
จุดที่น่าสนใจที่สุดของคำสั่งศาลวันนี้คือการที่ศาลฎีกาใช้ "ดุลพินิจ" สั่งให้ 10 สส. (ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชน) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะรับคำร้องไว้พิจารณาก็ตาม โดยศาลให้เหตุผลสำคัญว่า:
ไม่พบพฤติการณ์กระทำซ้ำในปัจจุบัน
ยังมีภารกิจนิติบัญญัติที่ต้องปฏิบัติในฐานะผู้แทนประชาชน
แต่มีเงื่อนไขเหล็ก: ห้ามกระทำซ้ำหรือแสดงความเห็นในพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา มิฉะนั้นศาลอาจเปลี่ยนคำสั่งได้ทันที!
2. เมื่อ "นักร้อง" จะขอแย้งคำสั่งศาล
ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากศาลมีคำสั่ง นายสนธิญา สวัสดี ในฐานะผู้ริเริ่มร้องเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์ทันทีว่า "ไม่เห็นด้วย" และเตรียมยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อให้ศาลสั่งให้ สส. ทั้ง 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยอ้างว่าการกระทำที่ผ่านมานั้นเป็น "ต่างกรรมต่างวาระ"
3. วิพากษ์ในมุมกฎหมาย: "มีสิทธิหรือไม่?"
หากเราพิจารณาตาม ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 จะพบประเด็นที่น่าคิดดังนี้:
ใครคือคู่ความ? (ข้อ 3): ระเบียบระบุชัดว่าคู่ความคือ "ผู้ร้อง (ป.ป.ช.)" และ "ผู้คัดค้าน (สส.)" เท่านั้น บุคคลอื่นที่ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ไม่ถือเป็นคู่ความในชั้นศาล ดังนั้น การที่นายสนธิญาจะมายื่นคำร้องคัดค้านดุลพินิจของศาลโดยตรง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ "ผิดฝาผิดตัว" และแทบไม่มีน้ำหนักในทางกฎหมายที่จะให้ศาลรับไว้พิจารณา
บทบาทพลเมืองดีที่ควรจะเป็น: แทนที่จะรีบร้อนยื่นคำร้องกดดันศาลในขณะที่ตนเองไม่มี "สถานะทางกฎหมาย" (Standing) ที่เป็น "คู่ความ" ในคดี แนวทางที่ถูกต้องและสง่างามกว่าคือ การทำหน้าที่พลเมืองดีในการเฝ้าระวัง หากในอนาคต สส. ทั้ง 10 คนมีการฝ่าฝืน "เงื่อนไขห้าม" ของศาล นายสนธิญาสามารถรวบรวมหลักฐานแจ้งต่อศาลหรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ศาลใช้ระบบไต่สวน (ตามข้อ 6) ในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้
บทสรุป: กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เครื่องมือทำลายล้าง
การที่ศาลเปิดช่องให้ สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ถือเป็นการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบจริยธรรมกับงานนิติบัญญัติที่ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขตของกฎหมายและพยายามก้าวล่วงดุลพินิจของศาลโดยปราศจากสถานะทางคดี อาจถูกมองว่าเป็นการใช้ "นิติสงคราม" เพื่อผลทางอื่นมากกว่าการมุ่งหวังความยุติธรรมที่แท้จริง
การตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่ในครรลองของกฎหมายและเคารพในกติกาของ "คู่ความ" อย่างเคร่งครัดครับ"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี