533.jpg
ไทยช่วยไทยพลัสมาแน่ ชงครม.ศก. ‘เอกนิติ’เร่งเสนอ4พ.ค.นี้

ไทยช่วยไทยพลัสมาแน่ ชงครม.ศก. ‘เอกนิติ’เร่งเสนอ4พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยช่วยไทยพลัสมาแน่

ชงครม.ศก.

เอกนิติเร่งเสนอ4พ.ค.นี้

ได้สิทธิ์มากกว่า20ล้านคน

เอกนิติขีดเส้น 30 เมษายนนี้ สรุปแหล่งเงินที่เหมาะสมทำโครงการ ไทยช่วยไทย พลัสพร้อมชงเข้าครม.เศรษฐกิจ นัดแรก4 พฤษภาคม แหล่งข่าวเผยได้ข้อสรุปแล้ว แจกมากกว่า 20ล้านคน รับสิทธิ์ 60:40 เท่ากันหมด ทั้งที่อยู่ในและนอกระบบภาษี เอกนัฏลุยปรับโครงสร้างไฟทั้งระบบ เดินหน้าหั่นค่าเอฟที กดค่าไฟเฉลี่ยเหลือ 3.50 บาทต่อหน่วย รัฐบาลติดตามความเห็นประชาชนหลังนิด้าโพลชี้ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ เสียงตอบรับดี เตรียมเสริมค่าไฟ-ไทยช่วยไทย พลัสเริ่มมิถุนายนนี้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ คนละครึ่งพลัสว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบแหล่งเงินที่เหมาะสม เพื่อดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส โดยได้กำหนดเส้นตายให้กับทางกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณ เพื่อสรุปความชัดเจนในวันที่ 30 เม.ย. นี้


สำหรับขั้นตอนหลังจากนั้น กระทรวงการคลัง เตรียมนำรายละเอียดมาตรการ คนละครึ่งพลัส เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ในวันที่ 4 พ.ค. นี้ หลังนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจชุดใหม่เรียบร้อย เพื่อผลักดันมาตรการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป

ส่วนที่คาดว่าโครงการจะใช้กรอบวงเงินเกือบ 1 แสนล้านบาท จะมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลยังมีแหล่งเงินหลายส่วน ขอดูรายละเอียดอีกครั้ง โดยจะมีการออกออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ดึงเงินจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ในช่วงเดือน มิ.ย. นี้

“ได้กำหนดเส้นตายในวันที่ 30 เม.ย. นี้ เพื่อตัดรายจ่ายที่ล่าช้า เพื่อสรุปความชัดเจนของแหล่งเงินทุน โดยอาจพิจารณาดำเนินการในรูปแบบของ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย ตามความเหมาะสมของวงเงินและจำนวนผู้ได้รับสิทธิต่อไป รวมทั้งการเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องดูแหล่งเงินด้วยเช่นกัน”

นายเอกนิติ กล่าวว่า อันดับแรก จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หากพบว่าหน่วยงานใดมีการเบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีการพิจารณาดึงเงินส่วนดังกล่าวกลับคืนมาเพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนหลัก

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า นายเอกนิติได้ประชุมสรุปเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัสกับทีมงานกระทรวงการคลัง เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์มีมากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งการดำเนินการให้สิทธิ์พร้อมกันทั้งหมดรอบเดียว และจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือน มิ.ย. นี้ โดยจะได้รับสิทธิ์คนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาทโดยวัตถุประสงค์หลักไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดังนั้นผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียภาษีหรือไม่เสียภาษีจะแบ่งจ่ายเท่ากันทั้งหมด คือรัฐจ่ายให้ 60% และผู้ได้สิทธิ์จ่ายเอง 40%

ส่วนในเรื่องแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการนั้น กระทรวงการคลังได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้วในหลายช่องทาง แต่ขณะนี้ที่สำคัญแนวทางหนึ่ง คือต้องรอสรุปจำนวนเงินงบประมาณปี 2569 ที่ส่วนราชการไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างและก่อหนี้ผูกพันได้ทันภายในวันที่ 30 เม.ย. นี้ ว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณดังกล่าวและนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมกันนี้ จะดำเนินการควบคู่ไปกับการแจกเงินเพิ่มให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนซึ่งมีอยู่ประมาณ 14 ล้านคน และคาดว่าจะได้เพิ่มคนละ 4,000 บาท ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เหมือนกับโครงการคนละครึ่ง พลัส แต่ผู้ใช้สิทธิ์จ่ายเต็มจำนวนราคา ซึ่งทั้งสองโครงการจะรวมอยู่ในมาตรการบรรเทาชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า ไทยช่วยไทย พลัส

วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอว่า จากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า พบว่าขณะนี้ปัญหาหนักที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนสูงขึ้น คือ การแบกภาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ปัจจุบันมีการต่อสัญญาอัตโนมัติกว่า 4,000 เมกะวัตต์ ในอัตราค่าไฟฟ้า ประมาณ 3-5 บาทต่อหน่วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้า หรือเป็นภาระส่งผ่านต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย

รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เรียกทีมงานมาหารือในเรื่องนี้ และเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนดังกล่าว หากไม่สามารถเจรจาปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงไบโอแมส ก็ต้องมาเจรจาราคาที่เหมาะสม ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้ถือว่ามีการผลิตไฟฟ้าขายให้กับรัฐคืนทุนไปนานแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงานเปลี่ยนไปจากอดีตจึงควรปรับราคารับซื้อให้เป็นธรรม

“หากเจรจากันไม่รู้เรื่องก็ยินดีให้ภาคเอกชนฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐได้ ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงพลังงานก็ได้หารือกับสำนักงานอัยการฯ เพื่อพิจารณาข้อมูลในเรื่องนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนของแอดเดอร์กลุ่มนี้ได้จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย

โดยเรื่องนี้เหมือนกรณีโรงกลั่นฯ คุณไม่ได้ขาดทุน แต่อาจเป็นการขาดทุนกำไร ก็ต้องปรับสู่สภาพที่ควรจะเป็น ซึ่งจะปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้” นายเอกนัฏ กล่าว

ส่วนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือน มิ.ย.2569 เบื้องต้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1.)ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 23.2 ล้านครัวเรือน (กลุ่มน้อยกว่า 200 หน่วย 15.4 ล้านครัวเรือน, กลุ่มใช้มากกว่า 200 หน่วย 7.8 ล้านครัวเรือน จะมีอัตราค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย 2.)ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 – 400 หน่วย ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 4.6 ล้านครัวเรือน จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตราปกติ) 3.)ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 3.2 ล้านครัวเรือน รอปรับอัตราใหม่ และแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตามโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก จะได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง คือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200- 400 หน่วย จะได้ใช้ไฟฟ้าในอัตราปกติ หรือถูกลงเล็กน้อย เพราะช่วง 200 หน่วยแรกได้ใช้ไฟถูกลงไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เมื่อนำมาคำนวณค่าไฟฟ้าก็อาจเฉลี่ยให้ค่าไฟรวมถูกลงได้ ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป จะเป็นการปรับอัตราใหม่แบบขั้นบันได ที่อัตราเดิมจะจ่ายอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาท เป็นต้องจ่ายกว่า 5 บาทต่อหน่วย ฉะนั้นถ้าเกิน 400 หน่วยไม่มากก็ยังถือว่าค่าไฟยังเป็นอัตราปกติ ในส่วนของผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 480 -500 หน่วยขึ้นไป รัฐบาลแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยหากไม่มีงบประมาณติดตั้ง ภาครัฐจะหาสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดให้

“โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยแบบขั้นบันไดเดิมใช้มากว่า 20 ปีแล้ว ไม่เคยปรับ จึงไม่สะท้อนว่า คนใช้ไฟฟ้าน้อยก็ควรต้องได้รับค่าไฟในราคาที่ถูก คนใช้เยอะก็ควรต้องจ่ายแพง เพราะกลุ่มคนที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ทำให้ประเทศต้องใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 60% ของเชื้อเพลิง และต้องนำเข้า LNG ราว 30% จากต่างประเทศ ที่บางช่วงเจอวิกฤติจะมีต้นทุนแพง ฉะนั้น หากลดการนำเข้า LNG ลงได้ 5-10% เหลือนำเข้าสัดส่วนเพียง 20% ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าFt ลงได้ราว 10 สตางค์ต่อหน่วย” รมว.พลังงาน กล่าว

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานกำลังหาแนวทางปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้าปัจจุบัน ที่งวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ปรับขึ้นจากงวดเดือนมกราคม - เมษายน ที่มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย ตามผลกระทบต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง โดยจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น อาจจะของบกลาง, เงินของการไฟฟ้าฯ และ เงินชอร์ตฟอล (Shortfall) หรือ ส่วนต่างต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าที่ประมาณการไว้จาก ปตท. ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องไปนำเข้า LNG เข้ามาใช้แทน โดยคาดหวังว่าจะนำเงินในส่วนนี้มาลดต้นทุนค่าFt ในส่วนการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และตั้งเป้าหมายให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 3.95 บาทต่อหน่วย เหลือประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย

ทางด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามทุกความคิดเห็นและยินดีที่ประชาชนได้รับทราบมาตรการและเข้าใจถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือค่าครองชีพ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนแบบพุ่งเป้า หลังจากนิด้าโพล เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพ เรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ในช่วง 20-21 เมษายน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับเชิงบวกต่อ 12 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อเพื่อภาคการเกษตร และการอุดหนุนค่าน้ำมัน ที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวรัชดา กล่าวว่า โดยโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ได้รับการตอบรับสูงสุด ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 71.30 เห็นว่าเหมาะสมดี ขณะที่มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งและผู้ประกอบการรถสาธารณะได้รับเสียงตอบรับในระดับสูงเช่นกัน อาทิ การอุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถวในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่อเนื่อง โดยมีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 68.78 ขณะที่รถโดยสารไม่ประจำทางประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร ร้อยละ 66.87 รถโดยสารไม่ประจำทางประเภทรถบัส ร้อยละ 65.50 และรถบรรทุกน้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) ร้อยละ 65.26

รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพบริการสาธารณะ โดยการอุดหนุนค่าน้ำมันรถแท็กซี่ มีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 64.12 รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ร้อยละ 62.14 รวมถึงรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ร้อยละ 62.51 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับแนวทางลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่งสินค้า

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และจัดซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ EV มีผู้เห็นว่าเหมาะสมร้อยละ 56.49 สะท้อนว่ามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

“ในส่วนของมาตรการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ที่ประชาชนคาดหวังให้มีการช่วยเหลือเพิ่มเติมนั้น รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยค่าครองชีพอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น มาตรการช่วยค่าไฟฟ้า โดยกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยกว่า 14 ล้านครัวเรือน สำหรับประชาชนที่ใช้เกิน 200 หน่วยนั้น จะพยายามลดเรต 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ซึ่งรัฐบาลพยายามปรับโครงสร้างราคาให้เป็นขั้นบันได คือ ยิ่งใช้น้อย เรตราคาค่าไฟก็จะต่ำ หากใช้มาก เรตค่าไฟก็จะแพง” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

ส่วนประชาชนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจพิจารณาการติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งรัฐบาลจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี และรับซื้อไฟที่ผลิตเกิน รวมถึงการลดขั้นตอนต่างๆ นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังเร่งรัดมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเพิ่มเติม “คนละครึ่ง พลัส“ ให้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

“ผลโพลต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามเสียงสะท้อนของประชาชน รัฐบาลพร้อมนำทุกความเห็นมาร่วมออกแบบและกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ ปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว ” นางสาวรัชดา ระบุ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top