วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
เศรษฐกิจ-สังคม
1. เรื่อง การเตรียมการด้านงบประมาณสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเตรียมการด้านงบประมาณสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 และอนุมัติกรอบวงเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,162,271,119.50 บาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และขอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมรายละเอียดประกอบ เพื่อขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
การประชุมประจำปีฯ เป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้ว่าการธนาคารโลกจากประเทศสมาชิกจำนวน 189 ประเทศ และผู้ว่าการธนาคารกลางในฐานะผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศจากประเทศสมาชิก จำนวน 191 ประเทศ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยในช่วงสัปดาห์ของการประชุมดังกล่าว (ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569) จะมีการประชุมคู่ขนานต่าง ๆ ที่สำคัญระหว่างประเทศสมาชิกกลุ่มประเทศ ภาคธุรกิจ ธนาคาร สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และสถาบันการเงินชั้นนำระหว่างประเทศมากกว่า 1,000 รายการ เช่น การประชุมประจำปีของคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารโลก การประชุมคณะกรรมการ IMF และการประชุมกลุ่ม G20 รวมถึงการสัมมนาของหน่วยงานภาคธุรกิจ ตลอดจนสื่อสารสาธารณะงานแถลงข่าวรายงานเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีฯ จากทั่วโลกประมาณ 15,000 คน
2. เรื่อง การส่งผู้แทนไทยเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยส่งผู้แทนไทยเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก รวมทั้งอนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการสรรหาผู้แทนไทยที่มีความเหมาะสมและเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และหน่วยงานอื่น ๆ ให้การสนับสนุนในการสมัครรับเลือกตั้งตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. WHO เป็นองค์การชำนัญพิเศษ ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ซึ่งมีภารกิจให้ความช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศสมาชิกในการพัฒนาและปรับปรุงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งส่งเสริมและดำเนินการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุข โดยปัจจุบัน WHO มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ (ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2491) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีสำนักงานภูมิภาค จำนวน 6 แห่ง และมีสำนักงานระดับประเทศมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก
2. นับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน WHO มีผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกรวมทั้งสิ้น 8 คน และผู้รักษาการผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก จำนวน 1 คน โดยปัจจุบันมี Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้แทนจากประเทศเอธิโอเปีย เป็นผู้ดำรงตำแหน่งและกำลังจะหมดวาระในปี 2570 [ดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดกัน นับตั้งแต่ปี 2560 (วาระละ 5 ปี)] WHO จึงจะดำเนินการเปิดรับสมัครผู้แทนจากประเทศสมาชิกเพื่อเข้ารับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้ด้วยการใหญ่องค์การอนามัยโลก โดยมีกระบวนการเลือกตั้งแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้
1) ขั้นตอนที่ 1 การเสนอชื่อผู้สมัคร
2) ขั้นตอนที่ 2 การนำเสนอวิสัยทัศน์และกิจกรรมหาเสียงของผู้สมัคร
3) ขั้นตอนที่ 3 การคัดเลือก
4) ขั้นตอนที่ 4 การแต่งตั้ง
3. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ สธ. เสนอในครั้งนี้แล้ว สธ. จะดำเนินการสรรหาผู้แทนไทยที่มีความเหมาะสมเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้แทนไทยที่ได้รับคัดเลือกอีกครั้ง
3. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการขอใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และขออนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร โครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่2 ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร (กองทุนฯ) จำนวน 600 ล้านบาท
2. อนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้ อ.ส.ค. กู้ยืมเงินเพื่อไปดำเนินการตามโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 ของ อ.ส.ค. (โครงการฯ ระยะที่ 2) มีกำหนดชำระคืนภายใน 7 ปี ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ พ.ศ. 2568 – 2575 โดยอนุมัติวงเงิน จำนวน 600 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 เพื่อรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตพื้นที่ส่งเสริม
การเลี้ยงโคนมของ อ.ส.ค. ตามมติคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 และครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568
สาระสำคัญของเรื่อง
การกู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 600.00 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากระยะที่ 1 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตพื้นที่ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 สำนักงานภาค จำนวน 44 สหกรณ์ มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 5,110 ราย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เพิ่มขึ้น และได้รับการชำระเงินค่าน้ำนมดิบตามปริมาณผลผลิตอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถดำเนินกิจการให้เกิดความยั่งยืนได้ ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างรายได้และยกระดับอาชีพให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ประกอบกับกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรมีสถานะทางการเงินเพียงพอสำหรับดำเนินโครงการ
ในครั้งนี้ กษ. โดย อ.ส.ค. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ให้ความเห็นชอบให้ อ.ส.ค.กู้ยืมเงินกองทุนฯ อีกจำนวน 600 ล้านบาท เพื่อไปดำเนินโครงการฯระยะที่ 2 ซึ่งโครงการฯ ทั้ง 2 ระยะมีรายละเอียดโครงการในลักษณะเดียวกัน โดยสามารถสรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียดโครงการฯ |
|
|
ระยะที่ 1 |
ระยะที่ 2 |
|
|
วัตถุประสงค์ |
เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตพื้นที่ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 สำนักงานภาค [ภาคกลาง (สระบุรี) ภาคใต้ (ประจวบคีรีขันธ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่) ภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย)] |
|
|
จำนวน 37 สหกรณ์ สมาชิก 2,960 ราย |
จำนวน 44 สหกรณ์ สมาชิก 5,110 ราย |
|
|
เป้าหมายโครงการ |
- รับซื้อน้ำนมดิบจำนวน 8,792,000 กิโลกรัม ต่อ 1 รอบการผลิต - เกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่าย น้ำนมดิบได้ปีละ 5 รอบการผลิต จำนวน รวม 43,960,000 กิโลกรัม - ระยะเวลา 3 ปี |
- รับซื้อน้ำนมดิบจำนวน 26,375,000 กิโลกรัม ต่อ 1 รอบการผลิต - เกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่าย น้ำนมดิบได้ปีละ 3 รอบการผลิต จำนวน รวม 79,125,000 กิโลกรัม - ระยะเวลา 7 ปี |
|
งบประมาณ |
ใช้เงินกองทุนฯ จำนวน 200 ล้านบาท |
ใช้เงินกองทุนฯ จำนวน 600 ล้านบาท |
|
ระยะเวลาดำเนินงาน |
3 ปี [พ.ศ. 2568 (ช่วงเดือนสิงหาคม - ธันวาคม) - 2571] |
7 ปี [พ.ศ. 2569 (เดือนพฤษภาคม - ธันวาคม) - 2575] |
|
ประมาณการรายได้ |
- รายได้ : 6,112.65 ล้านบาท (รวม 3 ปี) [หากจำหน่ายนมวัวแดงได้หมดทุกช่องทาง ผ่านทาง Modern Trade, Traditional Trade และ Export (AEC)] - รายได้คงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว และส่งคืนกองทุนฯ : 43.99 ล้านบาท |
รายได้ : 27,715.91 ล้านบาท (รวม 7 ปี) [หากจำหน่ายนมวัวแดงได้หมดทุกช่องทางผ่านทาง Modern Trade, Traditional Trade, Export (AEC) และ Online (เพิ่มเติม)] - รายได้คงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว และส่งคืนกองทุนฯ : 934.46 ล้านบาท |
|
นำส่งคืนกองทุนฯ |
3 ปี (ปี 2569 จำนวน 60 ล้านบาท |
7 ปี (ปี 2569 จำนวน 20 ล้านบาท ปี 2570 จำนวน 30 ล้านบาท ปี 2571 จำนวน 40 ล้านบาท ปี 2572- 2574 ปีละ 125 ล้านบาท และปี 2575 จำนวน 135 ล้านบาท |
|
แผนการบริหารโครงการฯ |
- แนวทางการเบิกจ่ายเงินจากกองทุนฯ : กองทุนฯ จะเบิกเงินให้ อ.ส.ค. ภายใน 60 วัน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจัดสรรเงินจากกองทุนฯ ให้ อ.ส.ค. |
- แนวทางการเบิกจ่ายเงินจากกองทุนฯ : กองทุนฯ จะเบิกจ่ายเงินให้ อ.ส.ค. เป็น 2 งวด (งวดที่ 1 เบิกจ่ายเงิน จำนวน 500 ล้านบาท และงวดที่ 2 เบิกจ่ายเงิน จำนวน 100 ล้านบาท) |
|
- แนวทางการจ่ายเงินค่าน้ำนมดิบ : อ.ส.ค. จ่ายชำระหนี้ค่าน้ำนมดิบที่รับจากสหกรณ์ทุกวันที่ 8 และวันที่ 23 |
||
|
- แนวทางการรับชำระค่าผลิตภัณฑ์นม : อ.ส.ค. รับชำระหนี้ค่าผลิตภัณฑ์นม ที่จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย [Modern Trade, Traditional Trade และ Export (AEC)] ระยะเวลาในการชำระหนี้ 60 วัน |
- แนวทางการรับชำระค่าผลิตภัณฑ์นม : อ.ส.ค. รับชำระหนี้ค่าผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่าย [Modern Trade, Traditional Trade, Export (AEC) และ Online] ระยะเวลาในการชำระหนี้ 100 วัน |
|
|
- แนวทางการบริหารความเสี่ยง : อ.ส.ค. อาจไม่สามารถชำระเงินคืนกองทุนฯ ได้ตามกำหนด ดังนั้น ในสัญญาระหว่างกองทุนฯ และ อ.ส.ค. จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ |
||
4. เรื่อง คำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสภากาชาดไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสภากาชาดไทย วงเงินรวมทั้งสิ้น 13,469.37 ล้านบาท ตามที่สภากาชาดไทยเสนอ
สาระสำคัญ
โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 มาตรา 5 วรรคสอง ที่บัญญัติให้เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่สภากาชาดไทย ให้สภากาชาดไทยเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของสภากาชาดไทยไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณเพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของสภากาชาดไทยแล้ว เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
5. เรื่อง วาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อ 1 ตามหน้าที่และอำนาจ โดยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. สาระสำคัญของเรื่อง
ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในการประชุมครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor: AF) ไว้แทนประชาชนไปพลางก่อน จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ร่วมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับคำแถลงนโยบาย รัฐบาลของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565 ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านพลังงาน การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค โดยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา และการผลักดันมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งนโยบายสำคัญปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ (Digital AI) หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ และส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งและส่งเสริมประชาชนให้จัดซื้อรถยนต์สมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำทดแทน การผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศที่มีคุณภาพและราคาถูก จึงเห็นควรดำเนินการตามข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
1.1 การบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน
1.1.1 พิจารณากำหนดนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยพิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนดนโยบายค่าไฟฟ้าดังกล่าว และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 โดยอัตราค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยของกลุ่มบ้านอยู่อาศัย ยังคงเท่าเดิม
1.1.2 มอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริงแต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเห็นชอบ โดยให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยร่วมกันคำนวณปริมาณและราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บ และบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว ตลอดจนดำเนินการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำกับดูแลการดำเนินงานต่อไป
1.1.3 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 (ครั้งที่ 164) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแนวทางการให้ความร่วมมือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤติพลังงาน วงเงินช่วยเหลือประมาณ 4,300 ล้านบาท สำหรับงวดเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน 2566 และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถนำต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงดังกล่าว ไปใช้ในการลดค่าไฟฟ้าแก่กลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำกับดูแลการดำเนินการต่อไป ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 จึงได้รายงานผลการดำเนินงานตามมติดังกล่าว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ชำระเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) ข้างต้นให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ และลูกค้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว จำนวน 3,192,929,155.21 บาท และยังมีเงินคงเหลือจำนวน 369,568,004.06 บาท ซึ่งเงินคงเหลือดังกล่าวนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้เสนอให้นำมาปรับลดค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าต่อไป ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและอาจยืดเยื้อ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบและมอบหมายกระทรวงพลังงานนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป โดยนำไปลดค่า Ft ในงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
1.2 นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
1.2.1 ดำเนินโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก โดยประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ติดตั้ง Solar Rooftop โดยมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณากำหนดหลักการในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง พิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่นการปรับปรุงข้อกำหนดปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งรวมของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (หน่วยเป็นกิโลวัตต์) ของผู้เชื่อมต่อทุกรายที่เชื่อมต่อในหม้อแปลงจำหน่ายลูกเดียวกันต้องไม่เกินขีดจำกัดร้อยละ 15 ของพิกัดหม้อแปลงจำหน่าย (หน่วยเป็นกิโลโวลต์-แอมแปร์) รวมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง สามารถพิจารณาปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชนได้ตามเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
1.2.2 การส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับหน่วยงานของรัฐในรูปแบบ ESCO Model โดยให้เสนอส่วนลดอัตราค่าหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ และไม่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบการไฟฟ้า โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง จัดทำแนวทางดำเนินการและพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
1.2.3 พิจารณากำหนดอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder)ครบแล้ว โดยพิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับซื้อจากรูปแบบ Adder เป็นรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) โดยพิจารณากำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่เกินอัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน รวมทั้งกำหนดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ที่เหมาะสม
1.3 การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน
1.3.1 มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงพลังงานได้กำหนดเป้าหมายลดใช้พลังงานลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 20 (รวมไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง) ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของการประเมินผลตัวชี้วัดการลดใช้พลังงานของหน่วยงานราชการ ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กำหนด และรายงานข้อมูลการใช้พลังงานผ่าน www.e-report.energy.go.thซึ่งทุกหน่วยงานได้มีบัญชีสำหรับเข้าระบบเพื่อรายงานข้อมูลการใช้พลังงานแล้ว โดยมอบหมายดังนี้
(1) มอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมทั้งให้รายงานผลการดำเนินการในเว็บไซต์ www.e-report.energy.go.th เป็นประจำทุกเดือน แล้วให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทำหน้าที่กำกับดูแลและรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐในภาพรวมเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุก 6 เดือน (เดือนตุลาคม - มีนาคม และเดือนเมษายน - กันยายน)
(2) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน พิจารณากำหนดเป็นแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า ส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าและผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีความเหมาะสมได้ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด และนำกลไกการประเมินผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล
1.3.2 การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในระบบไฟฟ้าสาธารณะสำหรับไฟถนนและไฟสาธารณะ โดยการใช้หลอดประหยัดพลังงาน LED (Light Emitting Diode) ร่วมกับระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System) เพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพทดแทนหลอดไฟเดิม การปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
1.3.3 การส่งเสริมการใช้และการผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ (Made in Thailand) และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่ การจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มกลางและแอปพลิเคชันกลางเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลในภาพรวม อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐและเอกชนต่อไป โดยมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
1.3.4 การส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง อาทิ เอทานอล ไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ในรูปแบบ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมอบหมายกระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคมดำเนินการส่งเสริมในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
2. ประโยชน์และผลกระทบ
(1) การบรรเทาผลกระทบของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนในภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
(2) นโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและนำมาใช้ประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนที่มีการขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้า และสามารถช่วยลดการนำเข้า LNG ของประเทศเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศ สนับสนุนการกระจายศูนย์การผลิตพลังงานไฟฟ้าให้มีความทั่วถึงและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
(3) การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า อันจะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว อีกทั้ง ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศ ส่งผลให้เกิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต
6. เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย
คณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ
รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ มท. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนําเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย เช่น มาตรการระยะสั้น กระทรวงมหาดไทย (มท.) ควรกำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้เป็นไปตามกระบวนการ/ขั้นตอน และกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยคำนึงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น มาตรการระยะยาว มท. ควรหารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการทบทวนการใช้ระบบอนุญาตของประเทศไทย เพื่อลดภาระประชาชนและสร้างศักยภาพในการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันเละปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรีและเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้เแจ้งปัญหาเละอุปสรรค ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป
7. เรื่อง แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.น.บ. เสนอ ดังนี้
1. รับทราบแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 พร้อมทั้งให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเร่งดำเนินการนำเข้าข้อมูลคำของบประมาณในระบบ e-Budgeting ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตามปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
2. มอบหมายให้สำนักงบประมาณ พิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของ 76 จังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด ให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามความจำเป็นเร่งด่วน/ลำดับความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ลดการตั้งงบประมาณการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. วันที่ 9 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และข้อเสนอโครงการของส่วนราชการที่สอดคล้องกับ
เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค พ.ศ. 2566 -2570 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ดังนี้
1.1 แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของจังหวัด 76 จังหวัด และกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย (1) เห็นควรสนับสนุนในกรอบวงเงิน (Y1) จำนวน 1,869 โครงการ งบประมาณรวม 23,763,394,303 บาท และ (2) เห็นควรสนับสนุนเกินกรอบวงเงิน (Y2) จำนวน 261 โครงการ งบประมาณรวม 7,695,930,108 บาท รวมทั้งสิ้น 2,130 โครงการ งบประมาณรวม 31,459,324,411 บาท
1.2 ข้อเสนอโครงการของส่วนราชการที่สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค พ.ศ. 2566 - 2570 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมจำนวน 372 โครงการ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงบประมาณให้ความสำคัญและพิจารณาสนับสนุนงบประมาณโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคเป็นลำดับแรก เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
2. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568
3. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 โดยยกเว้นการกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณจัดส่งคำขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไปยังสำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 และยกเว้นการกำหนดให้สำนักงบประมาณพิจารณารายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในวันที่ 27 มกราคม 2569 ดังนั้น สำนักงบประมาณจึงได้ส่งคืนคำของบประมาณให้จังหวัด กลุ่มจังหวัด และส่วนราชการ และให้จัดส่งคำขออีกครั้งตามปฏิทินงบประมาณใหม่ที่สำนักงบประมาณนำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาในเดือนเมษายน 2569
4. วันที่ 31 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี
5. วันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณจัดส่งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสารและผ่านระบบ e-Budgeting ภายใน วันที่ 1 พฤษภาคม 2569
6. วันที่ 20 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มอบนโยบายและแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้ความสำคัญกับการตัดลดงบประมาณและโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ให้มากที่สุด เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยยึดหลักการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero Based Budgeting) โดยพิจารณาตามความจำเป็นเร่งด่วน ลำดับความสำคัญ และความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งยึดหลัก ตรงเป้า แม่นยำ แบบ Precisely Targeted Budgeting เพื่อตอบสนองความต้องการ และลดผลกระทบของประชาชน จึงได้กำหนดนโยบายสำคัญ ที่จะแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ด้วยนโยบาย 5 ด้าน โดยมุ่งเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สร้างโอกาสกระจายการเติบโต ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และท่องเที่ยว ผ่านนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำหนด และมุ่งเน้นด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมและนโยบายด้านการบริหารภาครัฐ ทั้งนี้ ในส่วนงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ขอให้งดการตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
7. วันที่ 23 เมษายน 2569 คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 ได้มีมติรับทราบแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 พร้อมทั้งให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเร่งดำเนินการนำเข้าข้อมูลคำของบประมาณในระบบ e-Budgeting ให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตามปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบหมายให้สำนักงบประมาณ พิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของ 76 จังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด ให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามความจำเป็นเร่งด่วน/ลำดับความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมลดการตั้งงบประมาณการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ รวมทั้งมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบผลการประชุมดังกล่าว พร้อมทั้งแจ้งเวียนให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ประโยชน์และผลกระทบ
เพื่อให้จังหวัด กลุ่มจังหวัด และส่วนราชการ สามารถดำเนินการตามคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการอนุมัติ เพื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการ และสามารถใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ
8. เรื่อง คำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (สถาบันพระปกเกล้าสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานศาลปกครองสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักงานอัยการสูงสุด)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมทั้งสิ้น 91,080.09 ล้านบาท ตามที่สถาบันพระปกเกล้า (พป.) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (สว.) สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร (สผ.) สำนักงานศาลปกครอง (ศป.) สำนักงานศาลยุติธรรม (ศย.) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) เสนอ
|
ลำดับ |
หน่วยงาน |
คำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 (ล้านบาท) |
|
1. |
พป. |
1,066.05 |
|
2. |
สว. |
2,666.10 |
|
3. |
สผ. |
6,589.52 |
|
กองทุนเพื่อผู้เคยเป็น สมาชิกรัฐสภา |
726.69 |
|
|
4. |
ศป. |
4,605.12 |
|
5. |
ศย. |
37,115.02 |
|
6. |
ศร. |
424.25 |
|
7. |
สตง. |
3,875.51 |
|
8. |
สำนักงาน กกต. |
4,326.75 |
|
กองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมือง |
415.00 |
|
|
ลำดับ |
หน่วยงาน |
คำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 (ล้านบาท) |
|
9. |
สำนักงาน ป.ป.ช. |
5,890.36 |
|
|
กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) |
457.90 |
|
11. |
สผผ. |
871.36 |
|
12. |
อส. |
21,584.93 |
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) พิจารณาแล้วเห็นว่าโดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 28 ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อคณะรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 แต่โดยที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 เมษายน 2569) เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่ สงป. เสนอ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการนำเสนอคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อคณะรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 21-28 เมษายน 2569 ก่อนส่ง สงป.
2. พป. สว. สผ. ศป. ศย. ศร. สตง. สำนักงาน กกต. สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน กสม. สผผ. และ อส. ได้จัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (งบประมาณรายจ่ายหน่วย : ล้านบาท ประจำปี พ.ศ. 2569)
9. เรื่อง การขอรับการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปีเป็นการจ่ายขาดให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค (งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินการขอรับการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปีเป็นการจ่ายขาดให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวนทั้งสิ้น 344.17 ล้านบาท ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สภาองค์กรของผู้บริโภคได้เสนอคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวนทั้งสิ้น 344.17 ล้านบาท สำหรับ 7 แผนงาน ดังนี้
|
แผน/แผนงาน |
จำนวนโครงการ/กิจกรรมย่อย |
|
1) แผนคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค |
6 |
|
1.1) แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค |
4 |
|
1.2) แผนงานดำเนินคดีคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสนับสนุนให้ผู้บริโภคเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม |
2 |
|
2) แผนการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค |
6 |
|
2.1) แผนงานพัฒนานโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค |
3 |
|
2.2) แผนงานขับเคลื่อนนโยบายและความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภค |
3 |
|
3) แผนสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกจังหวัด |
13 |
|
3.1) แผนงานพัฒนาสมรรถนะสมาชิกเพื่อเพิ่มศักยภาพในการคุ้มครอง ผู้บริโภค |
4 |
|
3.2) แผนงานเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานประจำจังหวัดหน่วยงานเขตพื้นที่ในการคุ้มครองผู้บริโภค |
6 |
|
3.3) แผนงานพัฒนาองค์กรของผู้บริโภคให้เป็นสมาชิกครบทุกจังหวัด |
3 |
|
4.แผนหน่วยงานประจำจังหวัดและหน่วยงานเขตพื้นที่ปฏิบัติภารกิจของสภาผู้บริโภค |
12 |
|
4.1) แผนงานหน่วยงานประจำจังหวัด ดำเนินงานคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคในจังหวัด |
6 |
|
4.2) แผนงานหน่วยงานเขตพื้นที่ดำเนินงานคุ้มครองและพิทักษ์ สิทธิของผู้บริโภคในเขตพื้นที่ |
6 |
|
5.แผนการสื่อสารเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค |
5 |
|
5.1) แผนงานการสื่อสารเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างทันท่วงที |
3 |
|
5.2) แผนงานผู้บริโภครับรู้สิทธิและใช้สิทธิของตนเองได้ |
2 |
|
6 แผนพัฒนาการดำเนินงานและบริหารจัดการสภาองค์กรของผู้บริโภค |
16 |
|
6.1) แผนงานการบริหารและพัฒนาศักยภาพบุคลากรสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค |
7 |
|
6.2) แผนงานยกระดับการบริหารจัดการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค |
3 |
|
6.3) แผนงานพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค |
5 |
|
6.4) แผนงานประเมินผลและปรับปรุงวิธีการทำงาน |
1 |
|
7) แผนพัฒนากลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนสภาองค์กรของผู้บริโภค |
18 |
|
7.1) แผนงานบริหารจัดการนโยบายและยุทธศาสตร์ |
4 |
|
7.2) แผนงานบริหารแผนงาน งบประมาณและระบบประเมินผล |
7 |
|
7.3) แผนงานพัฒนาระบบและกลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงาน |
7 |
ทั้งนี้ สปน. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาด้วยแล้ว
แต่งตั้ง
10. เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาซา) เป็นผู้รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
11. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้
1. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
2. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
12. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้
1. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
2. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
13. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้
1. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
2. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)
ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง นายอนุ แย้มแสง ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการกระจายอำนาจ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
15. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว
16. เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ต่อเวลา
การดำรงตำแหน่งของ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงค์ (ชื่อเดิม นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์) ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ
4 ปี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป อีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์2570 และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
2. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงกลาโหม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเสนอ แต่งตั้ง พลเอก สรรเพชญ พิเนตรบูรณะ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว
19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้ง นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายแวรุสลัน มะสาและ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
(นายสรรเพชญ บุญญามณี)
2. นายวีระยุทธ งามจิตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสรรเพชญ บุญญามณี)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้
1. นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
(นายพลพีร์ สุวรรณฉวี)]
2. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
(นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์)]
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
24. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามลำดับ ดังนี้
1. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ)
2. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กำกับการบริหารราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว
25. เรื่อง การมอบหมายผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามลำดับ ดังนี้
1. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
2. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
3. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี
26. เรื่อง การมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ
มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้
1) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 2) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
27. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายไพโรจน์ สุรัตนวนิช ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับต้น กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งเลขที่ 16 สำนักงาน ปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
2. นายเลิศชาย เลิศวุฒิ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหาร) ประเภท บริหาร ระดับต้นสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง
ผู้ราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งเลขที่ 22 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 7 ราย ดังนี้
1. นายนิรุตติ คุณวัฒน์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
2. นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี
สุธรรมพันธุ์)
3. นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)
4. นายบุญชู ประสพกิจถาวร ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
5. นายเจนณรงค์ ทาคูมิ ซาก้า ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
6. นายเอกวัฒน์ พิริยะวรสกุล ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)
7. นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
29. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ได้แก่
1. นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์
2. นายธีระชัย แสนแก้ว ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(นายวัชระพล ขาวขำ))
3. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(นายวัชระพล ขาวขำ))
4. นายจเด็ศ จันทรา ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช))
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
30. เรื่อง การแต่งตั้งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
31. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
32. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
2. นายสุรชาติ เทียนทอง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
33. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ดังนี้
1. นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
2. นายอาทิตย์ หมีทอง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
34. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 8 ราย ดังนี้
1. นายสันติ ปิยะทัต
2. นายธนฑิตย์ รักตะบุตร
3. นายอติลักษณ์ อรรถาพิช
4. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์
5. นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี
6. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ
7. นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร
8. นางปิยนุช วุฒิสอน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
35. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
36. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยให้จัดทำเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป
37. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล
เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569 นั้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ
พ.ศ. 2550 จึงมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย
และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
ส่วนที่ 1
1. รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)
1.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
1.1.1 คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
1.1.2 คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี
1.1.3 คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
1.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
1.2.1 คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์
1.2.2 คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ
1.2.3 คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ ของประเทศ
1.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
1.3.1 คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ
1.3.2 คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ
1.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
- กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
1.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
1.5.1 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
1.5.2 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 2
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)
2.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
2.1.1 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
2.1.2 คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
2.1.3 คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ
2.1.4 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
2.1.5 คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
2.1.6 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
2.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
2.2.1 คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย
2.2.2 คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ
2.2.3 คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
2.2.4 คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ
2.2.5 คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งแห่งชาติ
2.2.6 คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน
2.2.7 คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
2.2.8 คณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ
2.2.9 คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
2.2.10 คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ
2.2.11 คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ
2.2.12 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
2.2.13 คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
2.3.1 คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
2.3.2 คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ
2.3.3 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก
2.3.4 คณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
2.3.5 คณะกรรมการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการประปาแห่งชาติ
2.3.6 คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ
2.3.7 คณะกรรมการการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์
2.3.8 คณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
2.3.9 คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ
2.3.10 คณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ
2.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
2.4.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
2.4.2 อุปนายกสภาลูกเสือไทย
2.4.3 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
2.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
2.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจาก น้ำมันและเคมีภัณฑ์
2.5.2 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 3
3. รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)
3.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
3.1.1 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ
3.1.2 คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน
3.1.3 คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ
3.1.4 คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
3.1.5 คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
3.1.6 คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
3.1.7 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
3.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
3.2.1 คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
3.2.2 คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
- คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
3.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
3.4.1 คณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ
3.4.2 คณะกรรมการประสานการบริการด้านการลงทุน
3.4.3 คณะกรรมการสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน
โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย
3.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
3.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ
3.5.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
3.5.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก
3.5.4 รองประธานกรรมการ คนที่ 3 ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ
3.6 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ
ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
3.6.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
3.6.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ
3.6.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ
ขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ
3.6.4 รองประธานกรรมการ คนที่ 1 ในคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
3.6.5 รองประธานกรรมการ คนที่ 1 ในคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทาง ปัญญาแห่งชาติ
3.6.6 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
3.6.7 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 4
4. รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
4.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
- คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
4.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
4.2.1 คณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
4.2.2 คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน
4.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- คณะกรรมการด้านการคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศ
4.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
4.4.1 รองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
4.4.2 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
4.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
4.5.1 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
4.5.2 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 5
5. รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)
5.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
5.1.1 คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ
5.1.2 คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
5.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
5.2.1 คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ
5.2.2 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
5.2.3 คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ
5.2.4 คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
5.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
5.3.1 คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
5.3.2 คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
5.3.3 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
5.3.4 คณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ
5.3.5 คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
5.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
5.4.1 คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ
5.4.2 คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร
5.4.3 คณะกรรมการนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
5.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
5.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
5.5.2 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
5.6 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
5.6.1 กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
5.6.2 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
5.6.3 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 6
6. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)
6.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
6.1.1 คณะกรรมการกฤษฎีกา
6.1.2 คณะกรรมการคดีพิเศษ
6.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
6.2.1 คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ
6.2.2 คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์
6.2.3 คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
6.2.4 คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
6.2.5 คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
6.2.6 คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม
6.2.7 คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการเทียบตำแหน่ง
6.2.8 คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
6.2.9 คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน
6.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
6.3.1 คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์คนนิรนาม และศพนิรนาม
6.3.2 คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน
6.3.3 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
6.3.4 คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ
6.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
6.4.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
6.4.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
6.4.3 รองประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาติ
6.4.4 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
6.4.5 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
6.4.6 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
6.4.7 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้
6.4.8 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม
6.4.9 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม
6.4.10 รองประธานกรรมการ คนที่ 1 ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
6.4.11 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
6.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
6.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
6.5.2 รองประธานกรรมการ คนที่ 2 ในคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทาง ปัญญาแห่งชาติ
6.5.3 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
6.5.4 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 7
7. รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์)
7.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
7.1.1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
7.1.2 คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ
7.1.3 คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
7.1.4 คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ
7.1.5 คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ
7.1.6 คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
7.1.7 สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ
7.1.8 สภานายกสภาลูกเสือไทย
7.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
7.2.1 คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ
7.2.2 คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
7.2.3 คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ
7.2.4 คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย
7.2.5 คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
7.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
7.3.1 คณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ
7.3.2 คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพสตรีแห่งชาติ
7.3.3 คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ
7.3.4 คณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์
7.3.5 คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม
7.3.6 คณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ
7.3.7 คณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน
7.3.8 คณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
7.3.9 คณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ
7.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
- กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
7.5 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
7.5.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ
7.5.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ
7.5.3 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
7.5.4 กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี
ส่วนที่ 8
8. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)
8.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
8.1.1 คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
8.1.2 คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ
8.1.3 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
8.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
- กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
8.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
8.3.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
8.3.2 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
ส่วนที่ 9
9.1 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้น
ตามกฎหมาย ดังนี้
9.1.1 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
9.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
9.2.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
9.2.2 กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้า และบริการของประเทศ
9.2.3 กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศ
9.2.4 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
ส่วนที่ 10
10. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล)
10.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
10.1.1 คณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
10.1.2 คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
10.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี
10.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
10.3.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
10.3.3 กรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
10.3.4 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
10.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
10.4.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ
10.4.2 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
10.4.3 กรรมการในคณะกรรมการประสานการบริการด้านการลงทุน
ส่วนที่ 11
11. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย วันทนียกุล)
11.1 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
- คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
11.2 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้
11.2.1 กรรมการในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
11.2.2 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
11.3 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
11.3.1 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์
11.3.2 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
11.3.3 รองประธานกรรมการในคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน
11.3.4 รองประธานกรรมการ คนที่ 1 ในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนา องค์กรภาคประชาสังคม
11.3.5 รองประธานกรรมการ คนที่ 2 ในคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
11.3.6 กรรมการในคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
ส่วนที่ 12
12. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามสิบวัน
13. ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในคำสั่งนี้ พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการยุบเลิกคณะกรรมการดังกล่าว หากเห็นว่าหมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น หรืออาจยุบรวมคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว โดยการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่ โดยยึดหลักการมีผู้รับผิดชอบภารกิจอย่างชัดแจ้ง การไม่ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน และการบูรณาการภารกิจให้เกิดการประสานและสอดคล้องรองรับกัน แล้วเสนอผลการพิจารณา และข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำขึ้นใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่เห็นควรให้คงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ไว้ตามเดิมให้รายงานเหตุผลและความจำเป็นด้วยเช่นกัน
14. ในส่วนการแต่งตั้งให้รัฐมนตรีคนใดดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ ในคณะกรรมการตามกฎหมายหรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนั้น
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569
38. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 97/2569 เรื่อง มอบหมายให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 97/2569 เรื่อง มอบหมายให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล
เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569 นั้น
อาศัยอำนาจตามความในข้อ 19 (1) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 จึงมอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี