533.jpg
ภาคประชาชนบุกสภาฯ จี้คลอด พ.ร.บ.อากาศสะอาด พิมพ์ภัทรา ยันรัฐบาล ดันเป็นวาระเร่งด่วน

ภาคประชาชนบุกสภาฯ จี้คลอด พ.ร.บ.อากาศสะอาด พิมพ์ภัทรา ยันรัฐบาล ดันเป็นวาระเร่งด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

”ภาคประชาชน“บุกสภาฯ ยื่นหนังสือกรรมาธิการไฟป่าฯ  ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับใช้งานได้จริง ด้าน “พิมพ์ภัทรา” ยันรัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าเป็นวาระเร่งด่วน

 30 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5  พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ รับยื่นหนังสือจากภาคีเครือข่ายภาคประชาชนด้านอากาศสะอาด ซึ่งรวมตัวจากกว่า 100 หน่วยงาน และมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนหลักแสนราย เพื่อสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์มลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงและมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ


ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า วิกฤตอากาศสะอาดไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา ว่าเนื้อหาบางประเด็น อาจเปิดช่องให้เกิดความล่าช้าในการบังคับใช้ และสร้างความไม่มั่นใจต่อภาคประชาชน

ตัวแทนเครือข่ายฯ ย้ำว่า ที่ผ่านมาได้ร่วมผลักดันประเด็นอากาศสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่คลายความกังวลต่อทิศทางของกฎหมาย โดยเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซ้ำซาก หรือเป็น “ฉบับฟอกเขียว” พร้อมขอให้กรรมาธิการทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล กล่าวว่า ในนามของกรรมาธิการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยืนและทิศทางของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" และผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีแนวทางหลักคือ การยืนยันร่างกฎหมาย โดยนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่จากการพิจารณา เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและไม่ต้องการให้เริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรงในปีนี้

โดยการบริหารแบบบูรณาการ เน้นการให้อำนาจ "คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด" ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสั่งการข้ามกระทรวงได้จริง โดยเฉพาะการจัดการปัญหาการเผาในที่โล่งและภาคอุตสาหกรรม สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจ จะสนับสนุนแนวทางที่ทำให้เกษตรกรลดการเผาโดยมีแรงจูงใจ (Incentives) เช่น การสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร และการส่งเสริม "เกษตรสีเขียว" เพื่อลดต้นทุนการผลิตไปในตัว

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลมีมติไปในทิศทางเดียวกันในการผลักดันกฎหมายนี้ แต่มีการเน้นย้ำในรายละเอียดที่แตกต่างกันตามภารกิจของแต่ละกระทรวง การจัดการมลพิษข้ามพรมแดน: รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาระดับภูมิภาค (ASEAN) โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาป่าและพื้นที่เกษตร โดยใช้มาตรการ "การค้าที่ยั่งยืน" มาเป็นเงื่อนไข ส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนโยบายรัฐบาลเน้นการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการเกษตรและการขนส่ง เพื่อลดการปล่อยมลพิษในระยะยาว

“ทิศทางของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน คือการพยายามสร้างสมดุลระหว่าง "การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด" กับ "การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ" โดยมองว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลบริหารจัดการวิกฤตฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้คำสั่งทางปกครองแบบเดิม” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว 

นายสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะเข้าพบนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนและฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และระบบตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายไทยยันพร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และงบประมาณผ่าน "ธนาคารสีเขียว" เพื่อสร้างอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top