วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
คลังชงออกพรก.กู้เงิน
เคาะ4แสนล.
ตุนกระสุนสู้วิกฤต
ไทยช่วยไทยรอเฮ
เข้าครม.5พฤษภา
ได้สิทธิ์30ล้านคน
นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ-ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ วางกรอบเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เผยใช้เท่าไรค่อยว่ากัน ขณะที่รัฐบาลถกเช็คความพร้อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนชงเข้าครม.สัปดาห์หน้า ยันคลอดมาตรการแน่ ให้สิทธิ์ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทะลุ 30 ล้านคน ด้าน”อุ๊งอิ๊ง”บอกทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่ยังติดใจทำไมต้องใส่กำไลEM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ ส่วนบรรยากาศที่สภาฯเดือดปุด “มาร์ค-ไอติม”ผนึกกำลังถล่มอนุทินเบี้ยวตอบกระทู้
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.),
นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), นายอนันต์
แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และตัวแทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อประชุมหารือเร่งสรุปแนวทางโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัปดาห์หน้าต่อไปเนื่องจากโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้
เช็คความพร้อม‘ไทยช่วยไทย พลัส’
นายภราดรในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณเปิดเผยถึงกรณีนายกฯเรียกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหารือว่าอาจจะคุยแนวทางเรื่องโครงการไทยช่วยไทย พลัสคาดว่าสัปดาห์หน้า จะมีมติอย่างหนึ่งอย่างใด ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้จึงต้องมีการหารือก่อน ส่วนการประชุมครม.เศรษฐกิจ ตนจะหารือกับนายกฯ ว่าจะเรียกประชุมในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค.หรือไม่
เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ
คาดคนไทยได้สิทธิ์ทะลุ 30 ล้านคน
นายภราดร ระบุว่าก่อนหน้านี้ นายเอกนิติได้ประกาศว่าโครงการไทยช่วยไทย หรือ คนละครึ่งพลัสจะเริ่มได้วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมาย
มากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน อีกส่วนคือ ประชาชนทั่วไป ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเท่าไหร่ แต่ 2 ส่วนรวมกันก็จะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้
ส่วนความพร้อมในเรื่องโครงการและงบประมาณ นายภราดรกล่างว่าต้องรอดูทางกระทรวงการคลังซึ่งเป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นๆอาทิกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรฯ ว่ามีความคิดในเรื่องเยียวยาส่วนต่างๆ อย่างไร
เมื่อถามว่ากลุ่มเป้าหมายจะ 20-30
ล้านคนหรือไม่ นายภราดรตอบว่าเบื้องต้นเป็นส่วนของผู้ถือสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และการเข้าโครงการไทยช่วยไทย หรือโครงการคนละครึ่งเดิม ขณะนี้กำลังดูตัวเลขว่าจะได้เท่าไหร่ ซึ่งทั้งสองส่วนรวมกันอย่างน้อยน่าจะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้
เตรียมออกพรก.กู้เงิน5แสนล.
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวหลังการหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้มีการหารือเรื่องการเตรียมพร้อม ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งยังมีขั้นตอนที่ยังต้องดำเนินการตามกฏหมาย ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และมีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนส่วนวงเงินกู้เตรียมไว้เท่าใดยังเป็นกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตั้งกรอบวงเงินไว้ แต่จะใช้จริงเท่าใดค่อยว่ากันเมื่อถามย้ำว่า ตั้งไว้ที่ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “แถวๆ นั้นแหละ” ใช้เท่าไหร่เดี๋ยวค่อยว่ากัน
คลังชงออกพ.ร.ก.เงินกู้4แสนล้าน
ต่อมาเวลา 13.30 น. ภายหลังนายกฯ ประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช.และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ต่างปฏิเสธแสดงความเห็นถึงรายละเอียดการประชุม โดยพูดตรงกันว่า ให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในวันที่ 5 พ.ค. กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ...วงเงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งเงินในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้ในรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลกำหนดวงเงินดังกล่าวจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัส อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีแผนจะใช้เงินกู้ตามความจำเป็นสอดคล้องกับโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างคุ้มค่าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้วงเงินกู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท
เพจภท.แจงยิบ‘ไทยช่วยไทย’
ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิก โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ โดยมีการให้รายละเอียดการให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออกให้ 60% ประชาชนออก 40% และจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน รับสิทธิ์ 4,000 บาท ทั้งนี้ จะมีการเปิดให้ลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์ มิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปเป๋าตัง และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ และใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์
อิ๊งค์ เผย ทักษิณดีใจได้พักโทษ
ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) อดีตนายกฯ บุตรสาวคนเล็กนายทักษิณ ชินวัตร,น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของน.ส.แพทองธาร เป็นตัวแทนครอบครัว เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ครั้งที่ 60 พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีโดยน.ส.แพทองธารเปิดเผยสั้นๆ ว่าคุณพ่อได้รับทราบมติคณะกรรมการพักการลงโทษเรียบร้อยแล้ว ส่วนความรู้สึกของคุณพ่อก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง
คาใจติดกำไล EM ทั้งที่สูงอายุ
“อาจจะมีความรู้สึกในเรื่องของการติดกำไล EM ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าตนเองแก่แล้วและเคยเป็นอดีตนายกฯมาด้วยแต่พอต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง ส่วนความรู้สึกภายหลังมีมติพักโทษครอบครัวก็รู้สึกว่าได้พักโทษก็ดีใจ”
เมื่อถามว่าเรื่องติดกำไล EM เป็นความกังวลหรือไม่ ปกติแล้วถ้าสูงวัย มีโรคประจำตัว และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่จะไม่ต้องติดกำไล EM นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เท่าที่ทราบ
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องติดกำไล EM แต่อันนี้มีมติให้ติดก็ต้องติด ทั้งนี้ ตนไม่ได้มองว่าน่าแปลกใจอยู่แล้วเพราะไม่ได้มีอะไร
น.ส.แพทองธารย้ำว่าในวันที่ 11 พ.ค. 2569 ตนและครอบครัวจะเดินทางมาเรือนจำฯตามเวลาของราชทัณฑ์ ส่วนคุณพ่อ จะมีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แค่บอกว่ากลับบ้าน และก็มีการคุยกันเรื่องสุขภาพ เนื่องจากคุณพ่ออยู่ข้างในไม่ได้ตรวจสุขภาพ
‘ทักษิณ’พ้นจากคุกช่วงเช้า11พ.ค.
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกล่าวถึงการปล่อยตัวพักโทษขั้นตอนต่างๆว่าอยู่ระหว่างการเตรียมการของเรือนจำโดยผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรม
คุมประพฤติ จะร่วมกันหารือวางรายละเอียด คาดว่าในวันนั้นจะปล่อยตัวนายทักษิณเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้ต้องขังรายอื่นประมาณ 9 รายที่ได้รับการพักโทษจะมีการทยอยปล่อยตัวออกจากเรือนจำวันอื่นเพราะมีวันพ้นโทษที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ เวลามาหน้าเรือนจำฯ ในวันที่
11 พ.ค. 2569 เท่าที่พูดคุยกัน จะอยู่ที่ประมาณเวลา 07.45 น. เป็นต้นไป และประมาณ 08.00 น. ท่านจะออกจากที่นี่ภายหลังการปล่อยตัวรับการพักโทษ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน และต้องรายงานตัวภายใน 3 วัน นับจากวันปล่อยตัว รวมถึงรายงานตัวต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 9 ก.ย. 2569
ติดกำไลกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ส่วนประเด็นการติดกำไลติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) นายวิญญัติ ระบุว่า นายทักษิณบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ยังมีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวอีกทั้ง ยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี รวมถึงเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตนก็ไม่คิดว่าทางคณะอนุกรรมการฯจะให้นายทักษิณใส่กำไล EM เช่นกันหากการใช้มาตรการนี้ใช้กับผู้อื่นด้วยก็จะดี การติดกำไล EM ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้ได้รับการพักโทษหรือไม่ อีกทั้งจะกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่ แต่อย่างไรนายทักษิณก็พร้อมน้อมรับมติของคณะกรรมการฯ แม้จะตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมก็ตาม
‘นายกฯ-พิพัฒน์’เบี้ยวตอบกระทู้
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน ภายหลังการพิจารณากระทู้ถามสดของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรื่องน้ำมันซึ่งนายกฯ มอบหมายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมมาชี้แจง แต่นายพิพัฒน์ไม่สามารถมาตอบแทนได้จึงได้มอบหมายนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาตอบกระทู้ดังกล่าวแทน
จากประเด็นดังกล่าวทำให้สส.ต้องลุกหารือเพื่อให้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติและป้องกันไม่ให้นายกฯ หนีตอบกระทู้ต่อสภาฯ
‘อภิสิทธิ์’บี้‘โสภณ’ยึดตามข้อบังคับ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงประธานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยและซ้ำซาก ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือ
ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 151 เจตนาชัดเจนต้องการให้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ต้องมาตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งต่อประธานสภาเป็นหนังสือก่อนหรือในวันการประชุมสภา และให้กำหนดว่าจะตอบได้เมื่อใด ต่อไปถ้านายกฯหรือรัฐมนตรีบอกว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ประธานจะแจ้งที่ประชุมได้หรือไม่ว่าเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้คืออะไร
“สภาจะได้ทราบว่าท่านไปเปิดงานสำคัญกว่าการมาตอบกระทู้ตรงนี้จริงหรือไม่ หรือท่านประชุมซึ่งความจริงจะเลื่อนก็ได้แล้วไม่มาตอบกระทู้ ประธานควรวินิจฉัยด้วยซ้ำว่าเหตุที่แจ้งมาเข้าข่ายความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ หากแจ้งเพียงว่ามีนัดหมายไว้ก่อน ประธานควรแจ้งที่ประชุมด้วยว่านัดหมายอะไร เมื่อไหร่ มีหลักฐานหรือไม่ สภาจะได้ศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยหากประธานไม่สามารถทัดทานได้ สังคมจะได้รับรู้ ว่ามันเป็นจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว แต่นายโสภณวินิจฉัยยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อบังคับที่151เขียนไว้ชัดเจนว่า “มอบหมายได้”ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมากระทู้ถามสดประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาคือกระทู้ทั่วไป มีเวลาที่เลื่อนไปตอบวันอื่น หากจะให้ตนปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ต้องไปแก้ข้อบังคับ
นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่าข้อบังคับถ้าจะบอกกันว่าให้ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีการตรวจสอบ มันก็เหมือนไม่มีข้อบังคับ ต่อให้แก้ข้อบังคับก็ไม่มีประโยชน์ ตนพยายามหาทางออก จะได้ไม่ต้องมาเถียงเรื่องแบบนี้ทุกสัปดาห์ แค่เรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดโปร่งใสหน่อย เหตุผลคืออะไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเราก็ส่งเสริมให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหนีสภา ไปเรื่อยๆ
ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย(ภท.)ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นชี้แจงว่าวันนี้ไม่ได้ มีใครทำผิดข้อบังคับ ไม่มีอะไรผิดการปฏิบัติของสภา ตั้งแต่เปิดสภามา ท่านเห็นรัฐมนตรีหนีสภาหรือไม่ เราพยายามจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติทำได้ ขอฝากไปยังฝ่ายค้านว่าสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขอให้ระบุล่วงหน้าหน่อยว่าจะถามกระทู้เรื่องอะไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะถามอะไร เพื่อจะได้ประสานงานรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบชี้แจง กระบวนการนิติบัญญัติของเราจะได้ประโยชน์ไปยังประชาชน
ไอติมขย่มปธ.ซ้ำหนุน‘มาร์ค’
ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกหารือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์กรณีที่รัฐมนตรีต้องมีหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่มาตอบกระทู้ได้ โดยย้ำว่ากรณีที่นายกฯหรือนายพิพัฒน์มอบหมายให้นายสิริพงศ์ มาตอบ ต้องมีหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกถึงเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ขอให้เปิดเผย อย่าไปทำหนังสือ หรือทำนัดขึ้นมาย้อนหลังเพื่อไม่ให้สภากังขาว่าเหตุที่นายกฯหรือนายพิพัฒน์ไม่สามารถตอบกระทู้ได้ เป็นเหตุที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่
นายพริษฐ์อภิปรายว่าขณะที่ประธานวิปรัฐบาลขอความร่วมมือให้แจ้งก่อนล่วงหน้าก่อนวันประชุมว่าจะถามกระทู้สดรัฐมนตรีคนใดแต่การตั้งถามกระทู้สด เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนและเป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากการประชุมครม.ทุกวันอังคารจะให้รู้ว่าถามเรื่องใดก่อนมติครม.เป็นไปได้ยากแต่เพื่ออำนวยความสะดวกประธานวิปรัฐบาล ขอแจ้งการถามกระทู้สดในสัปดาห์หน้าว่าจะถามนายกฯซึ่งแจ้งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ประธานวิปรัฐบาลสามารถประสานงานได้ ตนจะรอดูว่านายกฯ มาตอบกระทู้สดต่อสภาหรือใช้คติว่า ถ้าว่างแล้วจะมาตอบต่อสภา ซึ่งผิดข้อบังคับการประชุมสภา ในสภาที่นายกฯ เป็นสมาชิก
ตอนท้ายนายโสภณชี้แจงว่ากระทู้สดที่ผ่านมาประธานได้มอบให้รองประธานสภาผู้แทนฯพิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ ส่วนกระทู้ใดสดหรือไม่หรือใครตอบ ตนไม่ทราบเป็นแนวปฏิบัติตลอด การคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย บอกว่าตนผิดข้อบังคับไม่ถูก ขณะที่การประสานงานของวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลให้เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย
ส่วนหนังสือไม่ใช่จะเอาเวลานี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี