วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ยื่นร้องกกต.ส่งศาลรธน.
เชือด'สุริยะ'
หลังเด้งอธิบดีฝนหลวง
‘เรืองไกร’กัดไม่ปล่อย
ผิดจริยธรรมร้ายแรง
‘ราเชน’พึ่งผ้าเหลือง
ลาบวช1ด.ยุติปัญหา
“เรืองไกร” ร้อง กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ “สุริยะ” ปมหลานรักโทรหาอธิบดีเคลียร์งบซ่อมเครื่องบินกรมฝนหลวงฯ เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ด้าน “ศรีสุวรรณ” ตามซ้ำบุกร้องเรียน ป.ป.ช. ฝ่าย “ราเชน” ประกาศเข้าสู่ทางธรรม ยึดวัดป่าบ้านตาดยุติปัญหา ยื่นลาบวช 1 เดือน บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว นายกฯ “อนุทิน” เชื่อมือ “ศุภจี” เตือนพวกโจมตี ระวังโดนสวนกลับ
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ยื่นคำร้องถึงกกต.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงว่า การกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อเช่นการยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตรโดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุคส่วนตัวและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริง ถือว่ามีน้ำหนัก กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะในฐานะรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่และต่อมานายสุริยะก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวโดยยอมรับว่าหลานตัวเองได้ติดต่อไปยังนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 70 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ
ย้ำพยานหลักฐานชัดแล้ว
พร้อมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.ซึ่งกกตมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่านายสุริยะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมบริการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่จึงได้ขอให้กกตรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมมีหนังสือให้นายสุริยะเข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไปพร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะหยุดปฏิบัติหน้าที่
“ศรีสุวรรณ”ยื่นป.ป.ช.
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯและพวก กรณียอมรับว่าหลานของตน อดีต CEO สายการบินชื่อสัตว์ในอากาศ นามสกุล จ. เข้ามาก้าวก่ายการบริหารราชการในกรมฝนหลวงฯ จนกลายเป็นกรณีพิพาทนำไปสู่การฮาราคีรีตัวเองหรือไม่ของนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยอ้างว่าไม่สามารถสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้
นอกจากนี้ นายราเชน ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีที่โดนย้ายไปเป็นผู้ตรวจเพราะมีโทรศัพท์จากซีอีโอ สายการบินชื่อเป็นสัตว์ แต่อยู่บนอากาศ นามสกุล จ. มาขอพบ บอกว่าจะมาช่วยดูงานซ่อมอากาศยาน แต่อธิบดีไม่ได้พบ เพราะมีงานนัดหมายล่วงหน้า ไม่รู้มิจฉาชีพหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือนหรือไม่ พร้อมกันนี้นายราเชน ยังได้ให้สัมภาษณ์ว่าเก็บเรคคอร์ททั้งหมดมีทั้งคลิปและโทรศัพท์ที่โทรมาเมื่อ วันที่ 24 เมษายน 2569 ก็ติดต่อมาถึง 5 ครั้ง งบซ่อมอากาศยานปกติได้ปีละ 300 ล้านบาท ซึ่งซ่อมไม่จริงไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และยังยืนยันอีกว่ามีบุคคลเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบประมาณปี ‘70 ไปคุยที่อาคารแห่งหนึ่งแถวย่านวิภาวดี ชั้น 4 อีกด้วย
ขัดกันแห่งผลประโยชน์
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า กรณีที่นายราเชน ออกมาแฉว่าหลานรัฐมนตรีพยายามโทรศัพท์หาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการซ่อมอากาศยานของกรมฝนหลวงฯ และการที่คนใกล้ชิดเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบปี 70 บริเวณชั้น 4 อาคารที่ทำการพรรค ถนนวิภาวดี นั้นเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ม.144 ซึ่งห้าม ส.ส. ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน และอาจเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ม.184 (2) ประกอบ ม.186 รวมทั้งขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย ซึ่ง รมว.เกษตรฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไปมิได้ ดังนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความพร้อมพยานหลักฐาน คลิปสัมภาษณ์ทั้งหมดมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นชี้มูลความผิดว่าการกระททำของ รมว.เกษตรฯและคนใกล้ชิดเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ด้วย
“ราเชน”ออกบวช1เดือน
นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า เตรียมลาบวช โดยยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นหนังสือลาบวชตามสิทธิ์ราชการ โดยมีกำหนดเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และจะบวชจนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการบวชครั้งนี้เป็นความตั้งใจเดิมที่ตั้งใจไว้อยู่แล้ว เพื่อฝึกสมาธิและปฏิบัติธรรม โดยปกติตนเองทำบุญอยู่เป็นประจำ
ทั้งนี้ ตนขออยู่เงียบๆ และไม่ต้องการให้มีการพูดอะไรต่อแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา “ครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว”จึงอยากหยุดไว้แค่นี้
“อนุทิน”เชื่อมือ”ศุภจี”
วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่ช่วงนี้โดนมรสุมเข้าและถูกโซเชียลกระหน่ำโจมตีเรื่องการทำงาน ได้มีการให้กำลังใจอะไรหรือไม่ โดยนายอนุทิน ถึงกับร้อง หู้ย! ก่อนกล่าวว่า นางศุภจี ทำงานหนักจะตาย ทำงานทุกวัน และก็นิ่งแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้นางศุภจี เหมือนโดนมรสุมหนัก พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก นายอนุทิน ถึงกลับย้อนถามว่า“ใครบอกว่าศุภจีโดนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก อย่างนี้ตนก็แทรกมา 3 ปีแล้วมั้ง ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ศุภจี ไม่เคยให้ความใส่ใจในเรื่องนี้ ”
เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นางศุภจี ไม่ท้อใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีเลย มีแต่ลุย ลุยจนบางทีต้องบอกว่า “พี่เบาๆหน่อย พักผ่อนบ้าง”
เมื่อถามอีกว่า จำเป็นจะต้องมีคนมาช่วยเสริมทีมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ไม่ต้อง สบาย
พรรคเศรษฐกิจแค่ยกมือให้
เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ออกมากดดันให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่งรมว.พาณิชย์ นายอนุทิน กล่าวย้อนถามว่า “ใครบอกว่าเขาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เขาแค่ยกมือให้ผมเป็นนายกฯ แหม ชอบทึกทัก”
เมื่อถามถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีจำนวน 5 เสียง และยกมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้เช่นกัน ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ ว่าจะยุบมารวมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า อนาคตคืออนาคต วันนี้ก็เหมือนกัน เขาก็ยกมือให้ตนมาเป็นนายกฯ ทำให้ตนเป็นนายกฯมา ตนก็ต้อง ถือว่าเป็นพรรคที่อยู่ในองค์ประกอบของการเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ใช่พรรคร่วมฯ เพราะไม่ได้มีรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐมนตรี แต่เป็นพรรคที่อยู่ในซีกรัฐบาลเช่นเดียวกับพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคอะไรที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯตนถือว่าเป็นพรรคซีกรัฐบาลอยู่
ขับเคลื่อนด้วยความมั่นคง
เมื่อถามว่า ก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเศรษฐกิจ ได้มีการเข้าไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเพียงการเข้าไปประชุมเท่านั้น
เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยจะโตกว่านี้อีกหรือไม่ นายอนุทิน อุทานว่า “โห เพิ่งเลือกตั้งเสร็จ” เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงการยุบรวมจากพรรคอื่นมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องการยุบรวม ตนไม่มีสิทธิ์ไปให้ความเห็น เพราะต้องมีขั้นตอนผ่านกรรมการบริหารพรรคของเขา และเมื่อยุบพรรคเสร็จ สมาชิกก็มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะเลือกไปอยู่พรรคใด ซึ่งมีขั้นตอนอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะโตมากกว่านี้อีกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงมากกว่า การใหญ่ หรือ เล็กไม่สำคัญ เพราะตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมีอยู่ 70 เสียงก็ทำงานได้ ทำได้จนคนมาเลือกเป็น 190 เสียง เพราะฉะนั้น เรื่องใหญ่ หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ทำงานได้หรือไม่ ขับเคลื่อนได้หรือไม่ และผลักดันได้หรือไม่ ซึ่งเราต้องให้กำลังใจคนทำงานอย่างนางศุภจี ซึ่งตนมองว่าแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย
วอนอย่าปั่นโซเซียล
เมื่อถามว่า เป็นเพราะภายในพรรคไม่ค่อยออกมาช่วยนางศุภจี หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันไม่ต้องช่วย เพราะเป็นรัฐมนตรีแล้วจะต้องช่วยอะไร แต่ถ้าจะไปบอกว่า โอ้ย ใจเย็นๆ นะ เรื่องธรรมดาปกติอย่าไปถือโทษ อย่าไปปั่นโซเชียลฯ โห ระดับนี้ มีแต่เขาจะโต้ตอบเมื่อไหร่เท่านั้นแหละ พร้อมหัวเราะในลำคอ หึ ระวังด้วย นางศุภจีแกธรรมดาเสียเมื่อไหร่ล่ะ เวลาแกเสิร์ฟกลับมาที โอ้โห จุกกันเป็นแถวเลย ไม่เห็นหรอ”
เมื่อถามว่า ทางฝั่งของกระทรวงการคลังจำเป็นต้องมีรัฐมนตรีช่วยเข้ามาเสริมการทำงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย.เห็นนายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มาช่วยงาน และทำทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้หมด เดี๋ยวนี้การทำงานมีทั้งตัวของตนเอง ปลัดกระทรวง ซึ่งเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ก็มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนรองนายกฯด้านกฎหมาย และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังด้วย ซึ่งเป็นวิธีการในรูปแบบของตน จึงคิดว่าการทำงานแบบนี้เป็นไปได้ เพราะตนก็รับรู้ รับทราบว่านโยบายของตนและคณะรัฐมนตรีของตนตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อติดตรงนี้ก็ไปหาหนทางที่จะทำทุกอย่างให้ได้ ตนย้ำไปว่าประโยชน์จะต้องตกอยู่กับประชาชน และประชาชนรออยู่ ฉะนั้น ต้องทำให้เร็วที่สุด แต่จะต้องทำให้ถูกต้องและรอบคอบ รวมไปถึงต้องเกิดประโยชน์สูงสุด หลักมีอยู่แค่นี้ ตนถึงบอกว่าทุกคนทำงานทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเสียงเหน็บที่เข้ามา ก็มาจากฝั่งที่ไม่เคยปรารถนาดีกับรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปฟังอะไรมากมาย
บิ๊กป้อมวางมือทางการเมือง
นายยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย ในฐานะเลขาธิการและโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ ว่า พล.อ.ประวิตร วางมือทางการเมือง แต่ยังคงเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เกี่ยวกับความมั่นคง และน้ำ รวมถึงส่งต่อประสบการณ์ทางการเมือง ซึ่งนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐทำมาก่อน ส่วนตัวได้อภิปรายในสภา เสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มวงเงิน แม้รัฐบาลจะเพิ่มไม่มาก แต่เป็นผลงานของพรรค นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนด ที่ พล.อ.ประวิตรอยากให้สานต่อและรัฐบาลต่อมาก็ทำ
นายยุทธนา กล่าวว่า การขาด พล.อ.ประวิตรก็เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนพรรค แต่พรรคต้องปรับตัวในการขับเคลื่อนการเมือง พรรคอาจจะไม่กลับมาเป็นพรรคที่ใหญ่โต แต่จะต้องมีจำนวนเสียงที่สามารถเสนอกฎหมายได้และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนแนวทางการทำงานของพรรคพลังประชารัฐหลังเลือกตั้งได้มีการปรับโครงสร้างพรรค โดยที่ทำการพรรคเดิมย่านบางโพค่อนข้างใหญ่ จากจำนวน สส.ที่มีแค่ 5 คน จึงต้องปรับเปลี่ยนที่ทำการพรรคใหม่ให้เหมาะสม ต่อไปจะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองของพรรค อย่างไรก็ตาม แม้จะมี สส. 5 คน จะทำงานในพรรคพลังประชารัฐต่อได้ ซึ่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีประสบการณ์เป็นสส.มานาน ให้คำยืนยันว่าสามารถดำเนินกิจการพรรคต่อไปได้ และยืนหยัดทำการเมืองภายใต้พรรคต่อไป
พปชร.ยังเดินหน้าต่อ
นายยุทธนา ยังกล่าวถึงแนวนโยบายของพรรคที่เสนอต่อพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ว่า มีเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทหารเกณฑ์ก้าวหน้า และคนไทยต้องมีงานทำ ซึ่งทำให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐยังคงขับเคลื่อนงานทางการเมืองอยู่ และในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ซึ่งเป็นประเพณีทางการเมืองที่ต้องอยู่ร่วมรัฐบาลเดิม ขณะเดียวกัน ต้องทำตามเจตจำนงที่ให้ไว้กับประชาชนและอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ที่มาเป็นอันดับ 1 ซึ่งตำแหน่งทางการเมืองในตอนนี้ที่พรรคไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีและประธานกรรมาธิการเชื่อว่า จะมีการพัฒนาในอนาคต
เมื่อถามว่ามีข่าวลือว่าสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐจะไปรวมกับพรรคภูมิใจไทย นายยุทธนา กล่าวว่า จะเป็นการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้ยังทำงานเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่
ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯกทม.
นายยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย ในฐานะเลขาธิการพรรคและโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการทำงานร่วมที่ไม่ได้ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีและไม่ได้รับการจัดสรรประธานกรรมาธิการเลย ว่า ในฐานะที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในรัฐบาลสมัยที่แล้วก็เป็นประเพณีที่เราต้องไปกับรัฐบาล และเราได้ดำเนินตามเจตจำนงของประชาชน ในการเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคหลัก และเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนตำแหน่งทางการเมืองก็จะพัฒนาในโอกาสต่อไป ซึ่งพรรคพลังประชารัฐยอมรับในจุดนี้ ในด้านหลักการ พรรคทำครบถ้วนแล้ว ในการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย
เมื่อถามถึงการทำงานในตำแหน่งกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นความประสงค์เป็นคนสุดท้ายซึ่งเป็นไปตามประเพณีว่าใครถนัดด้านใด ส่วนการจัดลงตำแหน่งจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งในวิปรัฐบาลซึ่งตำแหน่งในวิปรัฐบาลพรรคเองได้รับการจัดสรรมา 1 ตำแหน่ง และได้ส่งรายชื่อไปแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดสรรตำแหน่ง เนื่องจากบางกรรมาธิการมีผู้ส่งรายชื่อถึง 70 คน ในสัปดาห์หน้าคาดว่า วิปรัฐบาลจะเรียกมาหารือเพื่อจัดสรรหรือขยับตำแหน่ง
เปิดทาง‘กรกสิวัฒน์’ลุยเดี่ยว
เมื่อถามว่า จะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคหรือไม่ นายยุทธนา กล่าวว่า ยอมรับว่ามีบุคลากรของพรรคให้ความสนใจคือ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจากการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็มีความชัดเจนว่าพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัคร เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ อีกทั้งผ่านการเลือกตั้งใหญ่มาและอยู่ในช่วงของการทำให้พรรคเข้มแข็ง จึงค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ส่ง
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. แนวโน้มอาจจะต้องลงสมัครในนามอิสระ ซึ่งเจ้าตัวจะต้องไปพูดคุยกับหลายฝ่าย และต้องไปสอบถามว่า สุดท้ายการเจรจาจะเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ทราบเห็นว่า ยังไม่ลงตัว
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังประชารัฐจะยังสู้อยู่หรือไม่ นายยุทธนา กล่าวว่า ในชั้นนี้ยังคงยืนยันตามเจตจำนงและเจตนารมณ์ ในการจัดตั้งพรรคในการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะการเมืองยังเหลือวาระอีก 3 ปีกว่า แต่เบื้องต้นด้วยอายุทางการเมืองและอายุของหัวหน้าพรรค และ สส.ในพรรคยังสามารถที่จะทำงานการเมืองได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี