วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เปิดรายงานกรรมการสรรหา สว.! ชงชื่อ ‘จักรพงศ์’ อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็น ‘ตุลาการ ศาลรธน.’ พบตีตกข้อเรียกร้องปม ’สอบบัตรสนเท่ห์‘ ขาดคุณสมบัติตามรธน. ก่อนสอบและลงมติ 6:2 ชี้ชัดคุณสมบัติตรงตามด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เหตุกม.ระบุไว้ ขณะที่เจ้าตัว แจง จบป.ตรี - ป.เอก -กฎหมายมหาชน - พ่วงป.โท รัฐประศาสนศาสตร์
วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา ในวันพรุ่งนี้ (5 พ.ค.) โดยมีวาระเรื่องด่วน คือ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังจากที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ
ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหา ที่มีนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการสรรหา ได้เสนอชื่อ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาดังกล่าวคณะกรรมการสรรหา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ระบุเนื้อหาตอนหนึ่ง ถึงกรณีที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ทำหนังสือเพื่อขอให้ชะลอกระบวนการสรรหาและเสนอชื่อบุคคลหรือดำเนินการมาตรการอื่นใด ของการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้องค์ประกอบของกรรมการสรรหามีครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และป้องกันบรรเทาความเสี่ยงต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสว. ที่จะให้ความเห็นชอบเป็น กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
โดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบหนังสือของนายเทวฤทธิ์แล้วและเห็นว่า กรณีขอให้รอองค์ประกอบกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 203 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 11 กำหนดกำหนดชัดแจ้งว่า กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมกาสรรหา คือ ประธานสภาฯ หรือ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.
“การดำเนินการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ดังนั้นจึงไม่สามารถชะลอการสรรหา รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาได้”
รายงานของคณะกรรมการสรรหา ระบุด้วยว่ากรณีมีหนังสือของให้คณะกรรมการสรรหาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้รับหนังสือบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับเมื่อ 21 เม.ย. เรื่อง ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายจักรพงศ์ ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ คือ ผู้ทรงวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจาย์ของมหาวิทยาลัยในปะเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยระบุว่า
1.นายจักพงศ์ เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยนายจักรพงศ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย หรือ สาขานิติศาสตร์ สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ 2.การแต่งตั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของนายจักรพงศ์ ไม่ปรากฎข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งดังกล่าวว และไม่ปรากฎว่าผู้ประเมินผลงานทางวิชาการในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์คือผู้ใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสรรหา ได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเห็นว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ได้ ทั้งนี้ได้ให้นายจักรพงศ์เข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. แล้ว โดยนายจักรพงศ์ชี้แจงสรุปความว่า นายจักรพงศ์ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยแต่งตั้งเมื่อ 1 พ.ย.2550 ซึ่งแต่งตั้งก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 จะมีผลบังคับใช้โดยมาตรา 32 ระบุว่า ผู้ซึ่งได้เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์และอาจารย์
และมาตรา 33 กำหนดให้ระหว่างที่ไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีสาขาวิชาใดให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจตามหลักสูตนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้นมีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชานิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์จัดตั้งขึ้นเมื่อ2เม.ย.2562
นอกจากนั้นนายจักรพงศ์ ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งยืนยันถึงองค์ความรู้ของการเป็นนักบริหารจัดการภาครัฐอย่างแท้จริง ในส่วนของผลงานทางวิชากาที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ หนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ทั้งนี้มีผู้ประเมินผลงานทางวิชาการให้เป็นศาสตราจารย์คือ นายวิษณุ เครืองาม
จากนั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาทบทวนนคุณสมบัติของนายจักพงศ์ ว่าเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับกาแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ของพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยได้มีการออกเสียงลงมติโดยเปิดเผย 6 เสียง ต่อ 2 เสียง เห็นว่า นายจักรพงศ์มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับ 6 เสียง ที่เห็นว่ามีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กรรมการสรรหาโควตาของกกต. นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหาโควตาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชาญนะ เอี่ยมแสง กรรมการสรรหาโควตาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กรรมการสรหาโควตาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ขณะที่ 2 เสียงที่เห็นว่าขาดคุณสมบัติ คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ นายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหาโควตาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในรายงานที่นำเสนอต่อวุฒิสภา ได้เผยแพร่ส่วนการแสดงความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ของนายจักพงศ์ต่อกรรมการสรรหา เมื่อ 7 เม.ย. โดยความตอนหนึ่งของในช่วงที่นายอรรถยุทธ ตั้งคำถามถึงจุดอ่อนที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่งนายจักรพงศ์ ชี้แจงในตอนท้าย ซึ่งปรากฎในเอกสารหน้าที่ 20 ว่า “สำหรับจุดอ่อนของผม ผมเป็นนักกฎหมายมหาชนคนหนึ่ง ซึ่งจบทางนิติศาสตร์มหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกทางมหาชนโดยตรง เข้าใจเรื่องทางมหาชนทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการทำงานของผมค่อนข้างที่จะเข้าใจการทำงานและสามารถทำงานได้เพราะเเข้าใจเรื่องนิติวิธีทางมหาชนด้วย ในกฎหมายมหาชนด้วย เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของผมอยากให้คนอื่นมอง”
ต่อจากนั้นเป็นคำถามของนายเจษฎา ได้ถามถึงการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศาลรัฐธรรมนูญและเคยทำงานกับนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายจักรพงศ์ ตอบว่า “การปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ คือกรรมการป.ป.ช.”
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ารายงานของคณะกรรมการสรรหา ยังเผยแพร่คำสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบกรณีการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ตามที่มีหนังสือสนเท่ห์ ซึ่งนายจักรพงศ์ ชี้แจงตอนหนึ่งว่า โรงเรียนนาย้อยตำรวจไม่มีคะ มีเฉพาะภาควิชาต่างๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ใครจะสอนวิชาไหนก็ตามจะหลอมรวมเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ดังนั้นผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่กรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่าไม่สามารถประเมินเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น ขณะที่ผมสอนวิชาเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐประศาสนศาสต์โดยตรง
และนายจักรพงศ์ ยังตอบคำถามต่อประเด็นที่ถูกถามว่า เห็นตนเองเป็นผู้ทรงวุฒิด้านนิติศาสตร์ หรือ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ตอนหนึ่งว่า การเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี ต้องมีกฎหมายเป็นตัวหลักที่เป็นหลักการ หลักเกฑ์ที่จะทำให้นักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี นอกจากมีความรุ้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งผมจบปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการองค์กรและมีความรู้ทางกฎหมายด้วย จึงเป็นแนวคิดที่ผสมผสานให้การทำงานเกิดได้มีประสิทธิภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี