วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว ลดเสี่ยงจากความขัดแย้ง หนุน ‘พลังงานสีเขียว’ เสริมความมั่นคงไทยยั่งยืน
เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา วุฒิสภา จัดเวทีเสวนา “วุฒิสภา...ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ประธานวุฒิสภา กล่าวเปิดการเสวนา “วุฒิสภา... ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” ว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็นในด้านปริมาณหรือราคาน้ำมันในกระบวนการผลิตสินค้า การประกอบธุรกิจ การขนส่ง รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เราจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และประเด็นปัญหาให้ครบถ้วนและรอบด้านมากที่สุด เพื่อทำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งวันนี้มีทั้งหน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้า ผู้ค้าพลังงานในตลาดพลังงาน และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางออกอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน
ด้านนายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน วุฒิสภา กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อสร้างพื้นที่ในการติดตาม ศึกษา และวิเคราะห์สถานการณ์ภายในประเทศด้านวิกฤตพลังงานอย่างรอบด้านจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และความผันผวนต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นพื้นที่ของการรับฟังประเด็นปัญหาจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งให้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมและตอบสนองคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายประกอบการปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกตามภารกิจของวุฒิสภา และการร่วมขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2573 ของประเทศไทยในกรอบสหประชาชาติต่อไป
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าช่วงต้นสถานการณ์ที่เกิดความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านนั้น น้ำมันไม่ได้เกิดภาวะการขาดแคลนจริง แต่เป็นความกังวลด้านอุปทานและราคาที่ผันผวนมากกว่าทำให้น้ำมันเกิดความตึงตัวของตลาด เพราะสงครามกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลในตลาดและส่งผลให้ราคาพุ่งเร็ว อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไว้หลายด้านในหลักการสำคัญคือ 1.การรักษาปริมาณสำรองพลังงานให้เพียงพอโดยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2.กระจายแหล่งนำเข้าโดยจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ตลอดจนเพิ่มประเทศคู่ค้าอื่น เช่น มาเลเซีย แอฟริกา ฯลฯ 3.บริหารอุปสงค์โดยลดการใช้พลังงานด้วยการออกมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น Work from Home และลดการใช้ไฟ/น้ำมันในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 4.ใช้มาตรการควบคุม เช่น จำกัด/ระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว และใช้กลไกกองทุนน้ำมันหรือมาตรการด้านราคาเพื่อลดผลกระทบประชาชน 5.เพิ่มกำลังผลิตและเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นทดแทน เช่น เชื้อเพลิงในประเทศหรือพลังงานทางเลือกหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการปรับตัวการบริหารจัดการราคาค่าไฟฟ้าจากปัญหาสงครามสหรัฐ-อิหร่าน โดย กฟผ.ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.กฟผ.แบกรับต้นทุนเอง 2.ควบคุมการปรับค่า Ft และ 3.ปรับโครงสร้างพลังงาน โดยมุ่งเน้นประคองค่าไฟและรักษาเสถียรภาพไฟฟ้าเป็นหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแบกรับต้นทุนแทนประชาชนด้วยการชะลอขึ้นค่าไฟเพื่อลดแรงกระแทกค่าไฟตามราคาตลาดโลก การใช้กลไก “ค่า Ft” บริหารราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป การกระจายแหล่งเชื้อเพลิงและใช้เชื้อเพลิงทางเลือก/แหล่งอื่นมากขึ้น การร่วมมือรัฐ เอกชนและประชาชนเพื่อรณรงค์ลดใช้ไฟช่วงวิกฤต และการปรับโครงสร้างระยะยาวโดยลดการพึ่งพา LNG เพราะราคาแกว่งสูงจากสงคราม โดยเพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน
ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ปตท.มีโจทย์ใหญ่ 2 เรื่องในการรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ–อิหร่าน โดยโฟกัส 2 เรื่องหลักคือ ความมั่นคงพลังงาน และ การบริหารราคา โดยเรื่องการรักษาความมั่นคงพลังงานได้กระจายแหล่งจัดหา ไม่พึ่งพาน้ำมัน/ก๊าซจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว เพิ่มสัดส่วนจัดหาจากภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ แอฟริกา และการบริหารโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง เตรียมเส้นทางขนส่งสำรองจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ประสานผู้ค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าเพื่อให้ส่งมอบได้ต่อเนื่อง สำรองพลังงานและบริหารสต๊อกโดยบริหารคลังน้ำมันและก๊าซ (LNG/LPG) ให้เพียงพอรองรับความผันผวน ทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อคงระดับสำรองประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นของเชื้อเพลิงใช้เชื้อเพลิงทดแทนหรือเชื้อเพลิงหลายชนิดในโรงไฟฟ้า/อุตสาหกรรม เพิ่มบทบาท LNG เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปตท.ยังเน้นการบริหารราคา เพื่อลดผลกระทบประชาชนและเศรษฐกิจ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก การเฉลี่ยต้นทุนโดยนำต้นทุนจากหลายแหล่งมาถัวเฉลี่ยทำให้ราคาขายในประเทศไม่เหวี่ยงตามตลาดทันที การใช้กลไกภาครัฐร่วมกันโดยประสานกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง/นโยบายรัฐเพื่อพยุงราคาดีเซล ก๊าซหุงต้ม ฯลฯ การบริหารซัพพลายให้เพียงพอโดยรักษาปริมาณสินค้าในระบบ ไม่ให้เกิดการขาดตลาดซึ่งจะดันราคาให้พุ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยปรับกระบวนการจัดหา–ขนส่ง–กลั่น ให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุดเพื่อลดแรงกดดันราคา
ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) เน้นว่าความมั่นคงพลังงานไม่ใช่แค่มีพลังงานพอใช้ แต่ต้องมีอย่างต่อเนื่อง ราคาเหมาะสม และรับมือความไม่แน่นอนได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ควรเน้นความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมรับวิกฤต โดย 1.กระจายแหล่พลังงานไม่พึ่งพิงแหล่งเดียว เช่น น้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ต้องมีทั้งก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ 2.ไทยต้องมีคลังสำรองน้ำมันและเชื้อเพลิงในระดับที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ 3.โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม ทั้งท่อก๊าซ โรงไฟฟ้า ท่าเรือและระบบไฟฟ้าต้องมีความมั่นคง 4.บริหารด้านราคาและต้นทุนต้องมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป เช่น กองทุนน้ำมัน หรือมาตรการภาษี 5.เพิ่มพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีใหม่ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม รวมถึงเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว 6.สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศคู่ค้าเพื่อให้มีทางเลือกในการจัดหาเมื่อเกิดวิกฤต
ทั้งนี้ช่วงบ่ายเวทีเสวนาได้มีการนำเสนอ “ข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน” โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคร่วมสะท้อนมุมมอง อาทิ นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ดร.สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเข้า-ออก ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โดยมีนายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นผู้ดำเนินรายการ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี