วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
แดงเฮสิ้นสุดการรอคอย
ทักษิณพ้นคุก
แห่ต้อนรับได้พักโทษ
พท.แนะดึงตัวช่วยงาน
คนเสื้อแดงมาตามนัดจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำคลองเปรม รอเวลาปล่อยเทวดาแม้วออกจากคุกในวันจันทร์นี้ ขณะที่เพื่อไทยอวยนายใหญ่เป็นวีระบุษประชาธิปัตย์ อยากให้ผู้มีอำนาจดึงตัวมาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อเช้าวันที่ 10 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เริ่มมีความคึกคักเป็นพิเศษ หลังมีข่าวการเตรียมปล่อยตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 พฤษภาคม โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เริ่มทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ เพื่อรอให้กำลังใจและต้อนรับการกลับบ้านของนายทักษิณ
จองที่รอรับเทวดาทักษิณ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา มวลชนเริ่มนำเสื่อมาปูริมทางฟุตปาธบริเวณหน้าประตูทางเข้าเรือนจำ พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐาน อาทิ พัดลมมือถือ ร่ม และเสบียงอาหาร โดยส่วนใหญ่สวมเสื้อสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์แสดงจุดยืนทางการเมือง พร้อมถือป้ายข้อความต้อนรับ อาทิ “ยินดีต้อนรับท่านนายกฯ กลับบ้าน” โดยกิจกรรมในพื้นที่ มีการเปิดเพลงสร้างความครึกครื้น พร้อมการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางการเมืองหลังจากนี้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้สึกตื้นตันใจที่จะได้เห็นอดีตนายกฯ กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว
ด้านการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประชาชื่น , สน.ทุ่งสองห้อง , เจ้าหน้าที่จากเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ รวมกว่า 500 นาย ได้วางกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ วันที่ 11พ.ค.นายทักษิณ จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 (หรือ 8 เดือน) จากอัตราโทษ 1 ปี เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป
และเลี่ยงเส้นทางหน้าเรือนจำ
ด้าน. กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แจ้งประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรบนถนนงามวงศ์วานขาออก เนื่องด้วยมีการรวมตัวของกลุ่มมวลชน เพื่อชุมนุมรอรับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึงวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 จนถึงเวลา 12.00น.ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการจราจร บนถนนงามวงศ์วาน ขาออก ในบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม จึงขอประชาสัมพันธ์ประชาชนผู้สัญจรใช้ถนนงามวงศ์วาน หลีกเลี่ยงการจราจรในช่วงเวลาดังกล่าว หรือหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ดังนี้ เส้นทางเลี่ยงการจราจร ถนนงามวงศ์วานขาออก ถนนงามวงศ์วานขาออก (บริเวณแยกบางเขน)-ใช้ถนนกำแพงเพชรขาเข้า-ขวาแยกวัดเสมียนนารี-ถนนประชาสังเคราะห์-ขวาแยกประชานิเวศน์-ถนนประชาชื่นขาออก-แยกพงษ์เพชร (ถนนงามวงศ์วานขาออก) ระยะทางรวมจากแยกบางเขน ถึง แยกพงษ์เพชร กรณีใช้เส้นทางเลี่ยงระยะทางรวม 4.55 กิโลเมตร จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้
แนะใช้เทวดาแม้วให้เกิดประโยชน์
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกิจกรรมหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอรับนายทักษิณ ที่จะได้รับการปล่อยตัวว่า กิจกรรมจะมีตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. โดยเป็นการรวมตัวกันของคนเสื้อแดงที่รักนายทักษิณ และรักความยุติธรรม เพื่อรอการปล่อยตัวของนายทักษิณในเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยคนเสื้อแดงที่รวมตัวกันจะมาจากต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ
ถือเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดงด้วยจิตวิญญาณที่รักประชาธิปไตย โดยคาดว่าจะมีถึงหลายพันคน โดยกิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. จะมีการเสวนาโดยแกนนำคนเสื้อแดงตั้งแต่อดีต และพูดปราศรัยถึงแนวทางประชาธิปไตย รวมถึงสถานการณ์บ้านเมือง เพราะวันนี้ประเทศเจอวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ต้องเร่งวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศรอดพ้นไปให้ได้
แนะดึงเทวดากู้วิกฤต
โดยวันนี้นายทักษิณคือความหวัง เพราะมีทั้งความคิดที่หลักแหลม ประสบการณ์ที่เคยผ่านวิกฤตมาก่อน รวมถึงมีคอนเน็กชั่นกับผู้นำหลายประเทศ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะมาร่วมช่วยในการคิดการทำให้ประเทศผ่านวิกฤตไปให้ได้ จึงหวังว่าทุกภาคส่วนของผู้มีอำนาจควรเอาความสามารถของนายทักษิณ มาช่วยแก้วิกฤตประเทศให้ลุล่วงไปได้
แก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ
“วันนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ไม่น่าเป็นไปได้ว่าประเทศไทยเศรษฐกิจโตต่ำกว่าเมียนมา ลาว กัมพูชา โตต่ำที่สุดในอาเซียน ทำให้คนไทยทุกข์ยากลำบากแร้นแค้น รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ที่จริงประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องธรรมชาติและอาหาร เป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านคมนาคม เป็นศูนย์กลางอาหารของโลกเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในภูมิภาคมาก่อน แต่วันนี้ประเทศไทยถอยหลังมากกว่าทุกประเทศ เพราะความขัดแย้งการแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ความอยุติธรรม ทำให้ประเทศไทยต้องเป็นอย่างนี้ ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรค ทุกภาคส่วนของอำนาจ จงมาหลอมรวมกันเพื่อสามัคคี จับมือเลิกทะเลาะ เลิกขัดแย้ง เลิกกีดกันคนเก่ง เพื่อให้ประเทศไม่ต้องขายขี้หน้าชาวโลกที่ประเทศไทยเศรษฐกิจต่ำสุด แล้วกลับมาพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจเป็นผู้นำในอาเซียนอีกครั้ง” นายวรชัยกล่าว
ชมเทวดาแม้วนักสู้
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าว ว่า ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับวังวนแห่งความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน โลกยังสั่นคลอนจากแรงปะทะของภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และวิกฤตเชิงโครงสร้างที่แผ่ขยายไปในหลายภูมิภาคของโลก ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเคลื่อนผ่านยุคแห่งความเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ คนไทยควรหันหน้าสู่ความสมัครสมานสามัคคี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่เสถียรภาพและศักดิ์ศรีบนเวทีนานาชาติ นายทักษิณ คือบุคคลสำคัญผู้ยืนหยัดบนเส้นทางประชาธิปไตยอย่างองอาจและยาวนาน เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ ความหวัง และพลังศรัทธาของมวลชน เป็นดั่งผู้จุดประกายจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้ลุกโชนท่ามกลางยุคสมัยแห่งความแตกแยกและความผันผวนของประวัติศาสตร์การเมืองไทยพร้อมกันนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ตนจะเป็นหนึ่งในผู้เดินทางไปรอต้อนรับนายทักษิณ ในวันที่ 11 พฤษภาคม ร่วมกับพี่น้องคนเสื้อแดงและประชาชนผู้ยังคงยืนหยัดในศรัทธาและอุดมการณ์ทางประชาธิปไตยอย่างมั่นคง สำหรับบทบาททางการเมืองของนายทักษิณในอนาคตนั้น ย่อมเป็นสิทธิและการตัดสินใจส่วนบุคคล แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายทักษิณได้ฝากมรดกทางความคิด วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ผลงานและนโยบายสาธารณะที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง ไว้กับสังคมไทยจำนวนมาก
“ครั้งหนึ่ง ประชาชนเคยรู้สึกว่า นโยบายของรัฐมิได้เป็นเพียงวาทกรรมอันห่างไกลบนยอดหอคอยอำนาจ หากแต่เป็นพลังแห่งโอกาสที่เข้าถึงชีวิตผู้คน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างศักดิ์ศรี และเติมความหวังให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค นั่นคือภาพสะท้อนของประชาธิปไตยที่มีชีวิต และประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายอนุสรณ์ กล่าว
ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมไทยควรช่วยกันตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ คือ “คุณภาพของการใช้เงิน” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณของเงิน”ที่ผ่านมา เวลาประเทศเผชิญวิกฤต เรามักคุ้นเคยกับแนวคิดการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายสถานการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่โลกยุคใหม่ การใช้งบประมาณของรัฐไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใช้เงินได้เร็วแค่ไห แต่ต้องวัดว่า สร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศได้หรือไม่ เงินกู้จำนวนมหาศาล จึงไม่ควรจบลงเพียงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสในการวางรากฐานระยะยาวให้ประเทศด้วย
ผมคิดว่า มีหลักคิดสำคัญที่ควรนำมาใช้กำกับการใช้งบประมาณครั้งนี้เพิ่มเติม ทุกโครงการควรตอบคำถามให้ได้ว่า “ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นอย่างไรหลังใช้งบนี้” ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราวต้องสร้างเศรษฐกิจที่กระจายโอกาส ไม่ใช่กระจุกตัว เม็ดเงินภาครัฐไม่ควรหมุนอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือเมืองหลัก แต่ต้องเปิดโอกาสให้ SME วิสาหกิจชุมชน และคนตัวเล็กเข้าถึงได้จริง งบประมาณควรถูกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การศึกษา ทักษะแรงงาน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต ต้องกล้ายกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า การรักษาวินัยทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้เงิน แต่หมายถึงการกล้าหยุดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ แม้จะผ่านการอนุมัติไปแล้วก็ตาม
รับผิดชอบต่อเงินแผ่นดิน
ประเทศไทยต้องสร้าง “วัฒนธรรมความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ เอกชน หรือประชาชน ต้องร่วมกันมองว่าเงินงบประมาณคือเงินของประเทศ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมเชื่อว่า คนไทยไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาประเทศ และไม่ได้ปฏิเสธการลงทุนของรัฐ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือความมั่นใจว่า ทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว ความเข้มแข็งของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินมากที่สุด แต่เกิดจากการใช้เงินอย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบมากที่สุด
ปชป.ห่วงแลนด์บริดจ์
นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท ว่า โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่อาจผูกพันงบประมาณและอนาคตภาคใต้ไปอีกหลายสิบปี รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบก่อนเดินหน้า โดยเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องเอกชนร่วมลงทุน รูปแบบ PPP และสมมติฐานด้านปริมาณสินค้า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า มีเอกชนรายใดที่ยืนยันจะเข้ามาลงทุนอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการแสดงความสนใจหรือเข้าร่วมโรดโชว์ ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้สรุปรูปแบบการลงทุนเพื่อเปิดประมูลอย่างชัดเจน จึงไม่ควรสื่อสารกับประชาชนเหมือนว่าโครงการนี้มีเอกชนพร้อมรับภาระแล้วทั้งหมด รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า วันนี้มีเอกชนรายใดยืนยันลงทุนจริงหรือไม่ รูปแบบ PPP เป็นอย่างไร เอกชนรับความเสี่ยงด้านปริมาณสินค้าเองหรือไม่ หรือสุดท้ายรัฐต้องรับภาระเวนคืน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และอาจต้องรับช่วงต่อหากเอกชนถอนตัวกลางทาง
กำหนดหลักประกันสัญญา
นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลจะให้เอกชนร่วมลงทุนจริง ควรกำหนดหลักประกันสัญญาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการวางเงินค้ำประกันในสัดส่วนที่สูงเพียงพอ เช่น อย่างน้อย 50% ของมูลค่าส่วนที่เอกชนรับผิดชอบ เพื่อป้องกันปัญหาโครงการล่าช้า ล้มเหลว หรือทิ้งงานกลางทาง เพราะโครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท หากเริ่มแล้วล้ม รัฐจะถอยก็ยาก เดินต่อก็แพง และสุดท้ายประชาชนอาจต้องเป็นคนจ่าย
อีกประเด็นสำคัญคือ สมมติฐานด้านปริมาณตู้สินค้าและความต้องการของสายเรือ รัฐบาลต้องเปิดเผยว่า ตัวเลขที่ใช้คำนวณความคุ้มค่าเกิดจากข้อมูลจริงหรือการคาดการณ์ในแง่ดีเกินไป เพราะหัวใจของ Land Bridge คือการดึงเรือและตู้สินค้าระหว่างประเทศให้เปลี่ยนจากเส้นทางเดิมมาใช้ระบบขนถ่ายผ่านไทย ซึ่งมีต้นทุนยกตู้ขึ้น-ลง ต้นทุนเวลา และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องบอกประชาชนว่า สายเรือรายใดต้องการใช้เส้นทางนี้จริง มีหนังสือแสดงความต้องการใช้บริการหรือไม่ และตัวเลขปริมาณตู้สินค้าที่นำมาใช้คำนวณความคุ้มค่านั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานใด ถ้า demand ถูกประเมินสูงเกินจริง โครงการก็จะดูคุ้มเฉพาะบนกระดาษ
จี้เปิดเผยข้อมูล8ด้าน
นายจิรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างน้อย 8 เรื่อง ได้แก่ 1.รายชื่อหรือสถานะของเอกชนที่แสดงความสนใจลงทุนอย่างเป็นทางการ 2.ระดับความผูกพันของเอกชนดังกล่าว เป็นเพียงความสนใจหรือมีข้อผูกพันจริง 3.รูปแบบ PPP ที่จะใช้ และการแบ่งความเสี่ยงระหว่างรัฐกับเอกชน 4.เงื่อนไขหลักประกันสัญญา รวมถึงการวางเงินค้ำประกันของเอกชน 5.สมมติฐานปริมาณตู้สินค้าและสัดส่วนเรือที่จะเปลี่ยนมาใช้ Land Bridge 6.การเปรียบเทียบต้นทุนจริงกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา 7.ภาระเวนคืน ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณที่รัฐต้องลงทุน และ 8.แผนรองรับกรณีเอกชนไม่ลงทุน ล่าช้า หรือถอนตัวกลางทาง
“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ แต่โครงการระดับ 1 ล้านล้านบาท ต้องตอบคำถามให้ครบก่อนเดินหน้า โดยเฉพาะคำถามพื้นฐานว่า ใครลงทุน ใครใช้ ใครได้ประโยชน์ และหากโครงการไม่เป็นไปตามคาด ใครเป็นคนจ่าย เงิน 1 ล้านล้านบาท ไม่ควรถูกใช้บนสมมติฐานที่ยังตอบไม่ครบ รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลก่อนว่าใครลงทุน ใครใช้ ใครได้ประโยชน์ และถ้าโครงการไม่เป็นไปตามคาด ใครเป็นคนจ่าย หากผลการศึกษาผิดตั้งแต่ต้น และประเมินแล้วไม่มีคนมาใช้จริง ประเทศไทยก็ไม่ควรเริ่มโครงการตั้งแต่แรก” นายจิรวัฒน์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี